
'เฉลิม'ลั่น!ตั้งกองกำลังติดอาวุธต้องจับ
22 เม.ย. 2557
'เฉลิม' ลั่น ใครตั้งกองกำลังติดอาวุธต้องจับ เผย 'ศอ.รส.' เตรียมออกแถลงการณ์ฉบับ 2 เร็วๆ นี้ ยันไม่ดึงกองทัพเกี่ยว เดินตามเเนวทาง 'อุกฤษ มงคลนาวิน'
22 เม.ย. 57 เมื่อเวลา 10.15 น. ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส) กล่าวถึงกรณีที่ข้าราชการกระทรวงสาธารณะสุข ออกแถลงการณ์ระบุ ต้องการให้ยุบ ศอ.รส.ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความเห็นของข้าราชการสาธารณสุข แต่การจะยุบหรือไม่ยุบ ศอ.รส.เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้เป็นอำนาจของแพทย์ ส่วนเรื่องที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ มีความต้องการตั้งกองกำลังติดอาวุธ หลังมีการวางระเบิดบ้านปลัดสาธารณสุข แล้วทาง ศอ.รส.ไม่สามารถดูแลได้นั้น การตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาเอง ใครก็ตามที่ทำแล้วไม่มีอำนาจในการตั้งก็สั่งตำรวจจับอย่างเดียว สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายอนุญาต ไม่ใช่นึกสนุกจะมาตั้งก็ตั้งได้
"ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ได้ประโยชน์ และไม่นิยมความรุนแรง ตำรวจก็ดำเนินการพบการกระทำผิดจับกุม คดีก็เกิดขึ้นทุกวัน บ้านผม ศอ.รส.ก็ถูกยิง กรณีบ้านปลัดกระทรวงสาธารณะสุขเป็นบ้านน้องสาว อยู่รั้วเดียวกัน ต้นเหตุจากอะไรวิเคราะห์ยาก อย่ามองว่า เถียงหรือไม่เห็นด้วยรัฐบาลแล้วถูกยิงไม่ใช่ บ้านเมืองคงอยู่ไม่ได้หากรัฐบาลดุเด็ดขนาดนั้น ต้องให้ตำรวจสืบสวน ใครทำผิดจับ ตั้งไม่ได้กองกำลังติดอาวุธ และตนให้ความสำคัญทุกคดีเหมือนกัน เป็นหน้าที่ตำรวจ ศอ.รส ให้ความสำคัญเพราะพลเมืองคนไทยเป็นผู้มีเกียรติทุกคน ใครได้รับความเดือดร้อนก็ต้องดูแล"
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึง กรณีเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ ศอ.รส.มีมติให้ถ่ายทอดสดการหารือระหว่างพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่มีความชัดเจน ว่าแล้วแต่ กกต.ตนรู้ ปัญหาจะแก้ลงได้ก็ต้องมีการเลือกตั้ง และที่สำคัญเมื่อ ศอ.รส. รัฐบาลรับรู้ ประชาชนก็ต้องรับรู้ด้วยว่าเพราะอะไรจึงมาเหนี่ยวรั้งดึงดันไม่ให้มีการเลือกตั้ง ที่สำคัญการเลือกตั้งเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย ไม่มีอะไรน่ารังเกียจ ต้องให้ประชาชนรู้ เงินเดือนที่กินกันอยู่ก็เป็นภาษีประชาชน ส่วนที่ กกต.ไม่ให้ถ่ายทอดสดเพราะเป็นห่วงกลัวนักการเมืองจะหาเสียงเลือกตั้ง ทำผิดกฎหมาย หากทำผิดก็จับกุมดำเนนิคดีไป อย่ามากังวล ตนเปิดโอกาสใช้อำนาจ ผอ.ศอ.รส ให้มีการถ่ายทอดให้ประชาชนมีส่วนรับรู้ อย่ารับรู้เฉพาะพวกคุณ
เมื่อถามว่ากรณีแนวคิดแจ้งจับ กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่จัดการเลือกตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ใช่แนวคิดของตน แต่มีการวิเคราะห์ของฝ่ายกฎหมาย ศอ.รส. และดีเอสไอ นำไปปรึกษากฤษฎีกาว่าถ้า กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งแล้วไม่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุผลสมควร หากเป็นอย่างนี้ ควรดำเนินคดีกับกกต.หรือไม่ ซึ่งยังไม่ได้ข้อยุติ แต่กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งสมัครใจมาเป็น กกต.แล้วเมื่อถึงเวลาไม่จัดการเลือกตั้ง อ้างเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ ส่วนหากมีการขัดขวางการเลือกตั้งต้องมาบอกรัฐบาล ถ้าเลือกข้างนอกแล้วมีการขัดขวาง ก็ขอความกรุณากองทัพได้หรือไม่ เพราะเลือกตั้งไม่มีใครได้หรือเสีย มีแต่ประชาชนได้ประโยชน์ ส่วนกรณีที่กกต.จัดการเลือกตั้งช้าตรงนี้ยังไม่ถึงขั้นเป็นช่องว่างให้แจ้งจับได้ ถ้ายังมีเจตนายังจัดการเลือกตั้ง แต่มีเหตุผล
เมื่อถามว่า ศอ.รส.จะมีแถลงการณ์ฉบับ 2 ออกมาอีกหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ศอ.รส.จะมีแถลงการณ์ฉบับ 2 ออกมาเร็วๆ นี้ ศอ.รส.ทำงานเป็นขั้นตอน และต่อไปออกแถลงการณ์จะเป็นการประชุมเล็ก ไม่มีกองทัพมาเกี่ยว ชีวิตทางการเมืองตนไม่เคยใส่ร้ายใคร แต่ได้ข่าวว่าจะมีการกระทำที่ก่อให้เกิดเหตุร้ายก็เตือน และมีความพยายามจาก กปปส.และคนบางกลุ่ม อยากให้การตัดสินคดีนายกรัฐมนตรี มีผลให้ทั้ง ครม.หยุดปฏิบัติหน้าที่ ตนจึงแถลงว่าคงไม่มีการตัดสินเกินรัฐธรรมนูญ และเมื่อแถลงเสร็จ กลับไปค้นหาข้อมูลพบคดี นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีการตัดสินกรณีคล้ายคลึงกัน คือให้นายกฯ หลุดพ้นจากตำแหน่ง แต่ครม.ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ โดยผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีดังกล่าวเป็นชุดเดียวกันยกเว้น นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตนไม่ได้ทำด้วยอารมณ์ ที่ ศอ.รส.ห่วงใยมีเหตุผล
ส่วนความเห็นนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ที่ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยกว่า 350 คดี แต่ไม่มีกฎหมายรองรับ ว่า ตรงนี้เป็นขบวนการพิจารณา จึงไม่มีกฎหมายรองรับ ตัดสินไปเอง ซึ่งตนบารมีไม่ถึง แต่นายอุกฤษ พูดได้ คนเรียนกฎหมายรู้กัน
เมื่อถามว่าการส่งสัญญาณวางมือของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งผลพรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้การเลือกตั้งหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่ได้ยินกับหูไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอก ต้องถามคนพูด มาถามตนไม่ได้ ต้องดูว่าท่านวางมือที่ไหน แบบไหน วางตัก ไหล่หรือเข่า จะตัดสินใจแทนได้อย่างไร หากวางที่ตักสร้างความแนบแน่น วางไหล่ให้ความเชื่อมั่น เข่าเดินหน้าต่อ ตนตัดสินใจไม่ได้เพราะไม่เคยพบ และหลังจากนี้หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่วางตนก็อาจวางแทน เพราะอายุ 67 ปีแล้ว
'ศอ.รส.' เดินตามเเนวทาง 'อุกฤษ มงคลนาวิน'
ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. มีผลการประชุมสมควรแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบ ดังนี้
1. ศอ.รส.ได้พิจารณาจดหมายเปิดผนึก 2 ฉบับของศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ หรือ คอ.นธ. ซึ่งในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 กล่าวถึงการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยกรณีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 (2) และ (3) กรณีโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 182 (7) โดยศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษฯ เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการรับคำร้องให้พิจารณากรณีดังกล่าว เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว เมื่อมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2556 และการโอนย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ก็เป็นการใช้อำนาจบริหารตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยและมีคำวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ก็ไม่มีผลทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 (7) และไม่มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) เนื่องจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นๆ นั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรจะสิ้นสุดลง หรือรัฐมนตรีทั้งคณะจะพ้นจากตำแหน่ง ก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีแล้วเท่านั้น
ส่วนในจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 ศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ ได้ให้ความเห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเป็นการใช้ข้อกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดขึ้นเองฝ่ายเดียว โดยมิได้ตราขึ้นเป็นกฎหมาย โดยองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนดังเช่นกระบวนพิจารณาของศาลอื่นๆ เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลปกครอง ดังนั้น ในเมื่อการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดำเนินการไปโดยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ และตามกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่ถือว่าเป็นเด็ดขาด ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ด้วยเหตุนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรที่จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนไว้ก่อนจนกว่าจะได้ดำเนินการให้เป็นไปโดยถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย หรือหลักนิติธรรม
อนึ่ง ศอ.รส. ขอเรียนว่า ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ 1 และแสดงให้เห็นว่าความกังวลของ ศอ.รส. ว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญนั้น มิได้เป็นการคาดการณ์ที่ไร้มูลความจริง และศอ.รส. มิได้มุ่งหวังที่จะก้าวก่าย ทำลายชื่อเสียงหรือความเชื่อถือศรัทธาของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ในทางกลับกัน หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีนี้อย่างตรงไปตรงมาตามข้อกฎหมายก็จะเป็นการพิสูจน์เองว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และจะได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชน
เรื่องที่ 2 ตามที่ได้มีการออกแถลงการณ์ ศอ.รส. ฉบับที่ 1 นั้น ศอ.รส. ห่วงใยว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ประเด็นก่อให้เกิดความรุนแรงระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายต่างๆ และจากการตรวจสอบย้อนไป พบว่า เมื่อครั้งมีกรณีวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งและกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา โดยนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และคณะได้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรี คือ นายสมัคร สุนทรเวช ในขณะนั้น โดยมีคำวินิจฉัยไว้ชัดเจน เป็นมติเอกฉันท์วินิจฉัยกรณีดังกล่าวนี้ ว่า “ผู้ถูกร้องกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง กระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 จึงเป็นเหตุให้รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 วรรคหนึ่ง (1) แต่ด้วยความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเป็นการสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ทำให้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีที่เหลือจึงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181” ดังมีรายละเอียดปรากฏในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 12-23/2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 19 พฤศจิกายน 2551 โดยคำวินิจฉัยนี้ ได้พิจารณาโดยคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกือบทุกท่าน จำนวน 8 ใน 9 ท่าน ซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน
เรื่องที่ 3 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2557 ศอ.รส. ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง เลขาธิการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่เทียบเท่า รวมทั้งสิ้น 37 หน่วยงาน เพื่อแจ้งข้อสั่งการของ ศอ.รส. ให้หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า อธิบดีหรือเทียบเท่า ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และรัฐวิสาหกิจ ดำเนินคดีอาญาและดำเนินคดีแพ่งโดยเร่งด่วนในกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมายังสถานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐ แล้วทำการปิดล้อม บุกรุก หรือข่มขู่ หรือทำให้เสียทรัพย์ รวมถึงให้หลีกเลี่ยงการต้อนรับหรือกระทำการใดๆ ที่เข้าข่ายเป็นการสนับสนุนหรือเห็นด้วยกับการกระทำของแกนนำกลุ่ม กปปส. หรือกลุ่มอื่นใด ซึ่งอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีด้วย
โดยข้อสั่งการดังกล่าวของ ศอ.รส. เป็นไปตามอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ ศอ.รส. เชื่อมั่นว่าการสั่งการเช่นนี้จะช่วยป้องกัน ปราบปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย และลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
เรื่องที่ 4 ตามที่ ศอ.รส. มีข้อห่วงใยต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ซึ่งยืดเยื้อมาเป็นเวลานานหลายเดือนนั้น ศอ.รส. ขอเรียนว่า จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองได้ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจไปมากกว่า 3 แสนล้านบาทแล้ว ดังนั้น ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ประชาชน ผู้เข้าร่วมชุมนุม และแกนนำกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. กลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด ได้ตระหนักถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ และร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วยสันติวิธีโดยเร็วเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เพราะหากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาวแล้วก็ยากที่จะแก้ไขได้



