
อุทธรณ์แก้เพิ่มรอลงอาญา'สาวซีวิค'เป็น4ปี
22 เม.ย. 2557
พิพากษาอุทธรณ์ แก้เพิ่มเวลารอลงอาญา 'สาวซีวิค' ซิ่งเก๋งชนรถตู้ตาย 9 ศพ จาก 3 ปี เป็น 4 ปี เพิ่มเวลาบำเพ็ญประโยชน์ปีละ 48 ชม. ยังห้ามขับรถจนอายุ 25 ปี
22 เม.ย. 57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 5 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.1233/2554 ที่ น.ส.แพร (นามสมมติ) เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถยนต์ กรณีเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 53 ขณะจำเลยอายุ 17 ปี ขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร บนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ กระทั่งคนขับรถตู้ และผู้โดยสารเสียชีวิต รวม 9 ราย
โดยคดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 55 เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีประจักษ์พยานที่เป็นผู้เสียหายโดยสารมากับรถตู้ และพยานปากเป็นพนักงานขับรถยกของท่าอากาศยานดอนเมืองที่ขับรถตามมาก่อนเกิดเหตุ ภาพวงจรปิดบนทางด่วน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์แล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุก น.ส.แพร จำเลยในความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทำให้ทรัพย์สินเสียหายเป็นเวลา 3 ปี คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี คุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน ให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่ เพราะอยู่ในรถ
ขณะที่วันนี้ น.ส.แพร เดินทางมาพร้อมทนายความและญาติ
ส่วนกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต ก็ได้เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย นำโดย พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ และนางทองพูน พานทอง มารดาของนางนฤมล ปิตาทานัง คนขับรถตู้ ทั้งนี้ในการฟังคำพิพากษาศาลไม่ได้อนุญาตให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่ใช่คู่ความร่วมฟังแต่อย่างใด
ต่อมาเวลา 10.00 น. เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ บิดาของ -น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ นักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เสียชีวิตโจทก์ร่วมที่ 4 เปิดเผยผลคำพิพากษาว่า ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว เห็นควรแก้โทษจากเดิมจำคุก 2 ปี โดยให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี และให้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมงนั้น ก็ให้เพิ่มระยะเวลาการรอลงอาญาเป็น 4 ปี พร้อมทั้งเพิ่มระยะเวลาบำเพ็ญประโยชน์เป็นปีละ 48 ชั่วโมง เป็นเวลา 4 ปี และยังคงเงื่อนไขห้ามจำเลยขับขี่รถยนต์จนกว่าอายุ 25 ปีด้วย
พ.ต.อ.ศรัญ กล่าวอีกว่า เราญาติๆ ก็ทำใจได้แล้ว แต่แว่วๆ ว่าฝ่ายจำเลยอาจฎีกาสู้คดีถึงที่สุดลักษณะเป็นการประวิงเวลาทำให้คดีนี้จบช้าที่สุด ซี่งเรายังได้ยื่นฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายกับจำเลยไว้โดยศาลให้รอฟังผลคดีอาญาถึงที่สุด ดังนั้นหากฝ่ายจำเลยจะฎีกาสู้คดี เราก็จะฎีกาสู้ด้วยเพราะเราเคยบอกไว้แล้วเมื่อครั้งที่ศาลชั้นต้นตัดสินว่าหากจำเลยไม่อุทธรณ์ เราก็ไม่คิดจะอุทธรณ์ เพราะเราหวังว่าเมื่อผลคดีอาญาจบ เราก็จะไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง ซึ่งศาลก็ได้สืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว รอเพียงผลคำพิพากษาคดีอาญาถึงที่สุด โดยวันนี้จะเดินทางไปพูดคุยหารือคดีกับทนายของ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายตลอดมาด้วย
"เมื่อเหตุการณ์จะผ่านไป 3 ปี 4 เดือน แต่กาลเวลาคงไม่ได้ทำให้ใครลืมเรื่องนี้ได้ ก่อนมาฟังคำพิพากษาก็นอนไม่หลับ ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยมาขอโทษกับเหตุการณ์ เพียงแต่นำดอกไม้มาแสดงความเสียใจและยังสู้คดี"
ด้านนางถวิล เช้าเที่ยง มารดาของนายศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ ดร.เป็ด กล่าวว่า ความรู้สึกเรายังไม่เคยลืม เราลืมลูกไม่ได้ เรามีลูกคนเดียวและยังคงนึกถึงว่าหากมีชีวิตอยู่ ก็จะได้ทำงานเหมือนลูกๆ คนอื่นเขา ทุกวันนี้แม่ก็ยังร้อยพวงมาลัย ขายดอกไม้ ส่วนคดีแพ่งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทนายความก็ประเมินรายได้ที่คิดว่าหากลูกชาย ยังอยู่ทำงานจะได้เงินเท่าใด ซึ่งรวมแล้วเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 19 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ แล้วเงินดังกล่าวแลกกับชีวิตลูกไม่ได้ ก็หวังจะให้คดีจบโดยเร็ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ อัยการฝ่ายคดีเยาวชนฯ และญาติผู้เสียชีวิต ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลเยาวชนฯ เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.54
โดยคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 53 เวลากลางคืน จำเลยซึ่งเป็นเยาวชนอายุ 17 ปี ขับรถยนต์ยฮอนด้า ซีวิค หมายเลขทะเบียน ฎว-8461 กรุงเทพมหานคร ขึ้นบนทางยกระดับโทลล์เวย์ ขาเข้ามุ่งหน้า ถ.ดินแดงด้วยความเร็วสูงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจำเลยได้กระทำประมาทโดยปราศจากความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะปกติจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์และจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ โดยจำเลยไม่ขับรถในช่องทางซ้าย เมื่อมาถึงบริเวณแยกทางลงบางเขน ช่วงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปลี่ยนช่องทางไปมา เปลี่ยนช่องทางจากช่องทางขวาสุดเพื่อมาทางซ้ายถัดมา และยังเปลี่ยนกลับไปยังช่องทางขวาอีกครั้ง เป็นเหตุให้รถยนต์ซีวิคของจำเลยพุ่งเข้าชนรถยนต์ตู้โดยสารทะเบียน 13-7795 กรุงเทพ ที่วิ่งระหว่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีนางนฤมล ปิตาทานัง อายุ 38 ปี เป็นคนขับทำให้รถยนต์ตู้เสียหลักหมุนไปชนขอบกั้นทางโทลล์เวย์ พลิกคว่ำพังเสียหาย คนขับรถตู้โดยสารและผู้โดยสารภายในรถยนต์ตู้กระเด็นออกจากตัวตกจากทางด่วนเสียชีวิตรวม 9 คน และบาดเจ็บสาหัสจำนวนหนึ่ง ส่วนรถยนต์ของจำเลยแฉลบเลยจากรถยนต์ตู้ประมาณ 50 เมตร นอกจากนี้ก่อนเกิดเหตุจำเลยยังได้ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถยนต์ โดยมีหลักฐานเป็นรายงานการใช้โทรศัพท์มือถือของจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธทั้ง 2 ข้อหา
โดยนอกจากคดีอาญาแล้ว ญาติผู้เสียชีวิต ยังได้ฟ้องคดีแพ่ง กรณีเรียกค่าเสียหาย 120 ล้านบาทกับฝ่ายจำเลยด้วย ซึ่งขณะนี้ศาลแพ่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าคดีในศาลเยาวชนฯ จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด



