ข่าว

ผู้ใหญ่รังแกเด็ก

ผู้ใหญ่รังแกเด็ก

22 เม.ย. 2557

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ผู้ใหญ่รังแกเด็ก : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 
                      ผู้ใหญ่ทุกชาติศาสนาล้วนแต่สอนให้เด็กรู้จักการอดออม ผู้ใหญ่ในประเทศไทยก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ในชาติอื่นๆ เพราะนับตั้งแต่ธนาคารออมสินถือกำเนิดขึ้นมาบนแผ่นดินสยาม เด็กเล็กชาวไทยในทุกภูมิภาคล้วนถูกสอนให้รู้จักกระปุกออมสินเป็นอย่างดี โดยกระปุกออมสินยุคแรกทำจากสังกะสีเป็นรูปทรงกลมคล้ายกระบอก ด้านล่างอุดเรียบ ส่วนด้านบนทำเป็นหลังคารูปโดม และเจาะช่องสำหรับหยอดเหรียญเอาไว้ที่ด้านข้างของกระปุกออมสินหรือกระป๋องสังกะสีดังกล่าว
 
                      เด็กไทยแต่ไหนแต่ไรมาเมื่อได้นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายประจำวันมาหยอดลงในกระปุกออมสินจนเต็ม ก็จะนำกระปุกออมสินไปที่ธนาคารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยงัด เอาเงินเหรียญที่หยอดไว้ออกมานับและฝากเข้าบัญชี จากนั้นธนาคารก็จะมอบกระปุกออมสินใบใหม่ให้แก่เด็กเพื่อนำมาไว้ใช้เก็บออมต่อไป ซึ่งต่อมาธนาคารอื่นๆ ก็มีการคิดหาวิธีการกระตุ้นให้เด็กได้อดออมสะสมเงินทอง ด้วยการหยอดเหรียญใส่กระปุกแล้วนำมาฝากธนาคารของตนเองเช่นเดียวกับธนาคารออมสินด้วย
 
                      การออมนั้นเป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งให้เด็กรู้ว่า นี่คือการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ตัวเอง และยังสอนให้เด็กได้รู้จักความประหยัดมัธยัสถ์ ไม่ใช้จ่ายไปกับของฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ และยังเป็นการสอนให้เด็กรู้จักการรอคอย ไม่ตกเป็นหนี้ด้วยการซื้อของในระบบเงินเชื่อ หรือนำเอาเงินอนาคตมาใช้ทั้งที่ไม่มีความแน่นอน ว่าจะมีขีดความสามารถในการจ่ายคืนได้หรือไม่
 
                      แต่ต่อมาผู้ใหญ่ในแวดวงการธนาคารของประเทศไทย กลับรังแกเด็ก โดยกระทำการทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยการคิดค่านับเงินเหรียญที่เด็กหยอดกระปุกอดออมและนำมาฝากเข้าธนาคาร ด้วยข้ออ้างต่างๆ นานาตามที่แต่ละธนาคารจะยกกันขึ้นมาอ้าง ในขณะที่การฝากเงินด้วยธนบัตรจากผู้ใหญ่ไม่ว่าจะมีจำนวนเงินฝากมากเพียงใดก็ตาม ธนาคารต่างๆ กลับไม่เคยออกระเบียบเพื่อทำการคิดค่านับธนบัตรซึ่งถูกนำมาฝากเลยแม้แต่น้อย
 
                      เด็กเล็กแต่ละคนได้เงินไปโรงเรียนจำนวนไม่มากนัก โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวพอกินพอใช้ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ดังนั้น เงินที่ได้จากการอดออมมาจากค่าขนมในแต่ละวัน ย่อมมีแต่เหรียญกษาปณ์มากกว่าที่จะเป็นธนบัตร ซึ่งมูลค่าต่ำสุดของธนบัตรในปัจจุบันสูงถึงยี่สิบบาทเข้าไปแล้ว เงินจำนวนนั้นอาจจะหมายถึงเงินที่มากกว่าค่าขนม ที่เด็กบางคนได้รับจากพ่อแม่ในแต่ละวันด้วยซ้ำ
 
                      เราพร่ำสอนกันมาตลอดว่าให้เด็กรู้จักอดออม, มีวินัยในการใช้จ่ายเงินทอง และจงหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้เป็นสิน หากอยากได้ของเล่นหรือสิ่งของใดๆ จงอดออมประหยัด เก็บเงินไว้เพื่อที่จะได้นำไปซื้อของที่ต้องการนั้น รวมทั้งทุกภาคส่วนพยายามบอกกับเด็กและเยาวชนของชาติ ให้รู้จักการใช้ชีวิตที่พอเพียงไม่ใช้จ่ายเกินตัว ให้อดออมเพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิตในภายภาคหน้า แต่การกระทำของผู้ใหญ่ในแวดวงธนาคารทั้งหลาย กลับสวนทางกันกับคำที่ได้พร่ำสอนเด็กเอาไว้ จึงเปรียบได้กับการกระทำที่พูดกันว่า “ผู้ใหญ่รังแกเด็ก” นั่นเองครับ
 
 
 
------------------------
 
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ผู้ใหญ่รังแกเด็ก : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)