ข่าว

เกมชิงอำนาจ'มาตรา7'สุญญากาศก็ยังไม่จบ

เกมชิงอำนาจ'มาตรา7'สุญญากาศก็ยังไม่จบ

21 เม.ย. 2557

เกมชิงอำนาจ'มาตรา7'สุญญากาศก็ยังไม่จบ

               ใครจะคิดว่า "มาตรา 7" แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรง
เป็นประมุข) ตั้ง "ธง" มาตลอดว่า คือ จุดหมายปลายทางของการต่อสู้ และได้มาซึ่ง "นายกรัฐมนตรีของประชาชน" หรือ "นายกฯ มาตรา 7" อย่างที่มีการเรียกกัน

               วันนี้ "มาตรา 7" เดียวกัน คือ "เกมชิงอำนาจ" ของฝ่ายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย

               แต่ทั้งสองกรณีจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ "เงื่อนไข" คดี อย่างน้อยสองคดี คือ คดีที่ ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เตรียมชี้มูลความผิด "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะนายกรัฐมนตรี ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว หรือไม่ และคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยว่า การแต่งตั้งโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 (7) หรือไม่

               นั่นย่อมหมายถึง ทั้งสองฝ่าย เชื่อว่า โอกาสที่จะนำไปสู่ "สุญญากาศ" ทางอำนาจ มีความเป็นไปได้สูง

               เห็นได้ชัดกรณี ชัยเกษม นิติสิริ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีข้อเสนอเมื่อวันที่ 11 เมษายน ว่า หากศาลไม่ให้รัฐบาลอยู่รักษาการ ถือว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินรัฐธรรมนูญ และเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถทำตามได้ เพราะจะเกิดสุญญากาศ ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะเสนอทางออกให้รัฐบาล โดยใช้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 7 (มาตรา 7 ระบุ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย เพราะรัฐบาลไม่มีทางออกแล้ว

               ทั้งนี้ "ชัยเกษม" ยังระบุด้วยว่า "มีความเป็นไปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ เข้าข่ายเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมจึงเห็นว่า ต้องใช้ มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ...

               "...คณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระองค์ท่าน แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้พ้นไป จึงควรให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าที่ถูกต้องเป็นเช่นใด เพราะพระองค์ท่านไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ผมจึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรี มีมติให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และยังเสนอให้กราบบังคมทูลไปด้วยว่า ระหว่างรอพระบรมราชวินิจฉัยจะได้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป"

               หมากเกมนี้ นอกจากเอื้อต่อการรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ได้แล้ว ยังใช้ช่องทางนี้ "ตีกัน" ใครก็ตามที่คิดใช้ "มาตรา 7" หรือวิธีการอื่นยึดอำนาจรัฐ ผ่านประเด็นหลังที่ว่า "และยังเสนอให้กราบบังคมทูลไปด้วยว่า ระหว่างรอพระบรมราชวินิจฉัยจะได้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป"

               ขณะที่ "ลุงกำนันสุเทพ" สานฝันมาตลอด นับแต่ประกาศตั้ง กปปส.ว่า แนวทางที่จะได้มาซึ่ง "รัฏฐาธิปัตย์" เพื่อตั้ง "สภาประชาชน" ก็คือ อำนาจตามมาตรา 3 (อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล) และ "นายกฯ ของประชาชน" ตามมาตรา 7

               ทั้งนี้ "สุเทพ" อธิบายเอาไว้ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 7 มีบทบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าต้องดำเนินการอย่างไรในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ให้วินิจฉัยตามประเพณีการปกครองบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉะนั้นจึงต้องกลับไปใช้บทบัญญัติมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ

               และอ้างถึงประเพณีที่เคยใช้มาแล้วจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ว่า ช่วงนั้น นิสิต นักศึกษา ลุกขึ้นเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร มีเหตุการณ์รุนแรง มีนักศึกษาเสียชีวิตจำนวนมาก จนเรียกกันว่า "วันมหาวิปโยค" จอมพลถนอม ลาออกจากนายกรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร ลาออกจากรองนายกฯ เดินทางออกนอกประเทศ ตอนนั้นไม่มีใครเป็นนายกรัฐมนตรี รองประธานวุฒิสภาขณะนั้น ได้เข้าไปกราบบังคมทูลพระองค์ท่านขอให้ทรงแต่งตั้ง "สัญญา ธรรมศักดิ์" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

               "สุเทพ" เชื่อว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างที่นำมาใช้เทียบเคียงได้

               นั่นเป็นการอธิบายเอาไว้ตั้งแต่สถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มเข้าสู่ "สุญญากาศ" ทางอำนาจ ด้วยซ้ำ

               อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถือว่า "เข้าทาง" สุเทพ และ กปปส. ก็คือ แนวโน้มที่จะเกิด "สุญญากาศ" ทางอำนาจ มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจาก "สภาผู้แทนราษฎร" ถูกยุบไปแล้ว และยังไม่สามารถเลือกตั้งทั่วไปส.ส.ได้ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ และมีการต่อต้านการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นที่ยอมรับกันว่า ประชาชนอีกจำนวนมากต้องการให้ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง ตามแนวทางของ "สุเทพ" และ กปปส.

               ดังนั้น จึงทำให้การสรรหา "นายกรัฐมนตรี" ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมาจากการเลือกตั้ง ทำไม่ได้ แม้ว่า "ยิ่งลักษณ์" และ ครม.ยิ่งลักษณ์ จะถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นสภาพไปก็ตาม

               แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เดินเกมยื้อ การเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญเอาไว้เช่นกัน เพื่อ "ปิดประตู" ไม่ให้ กปปส.เดินเกม เสนอชื่อ "นายกฯ มาตรา 7" โดยใช้ช่องทางวุฒิสภา ผ่านรองประธานวุฒิสภาได้โดยง่าย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา (นิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด) โดยอ้างว่าการขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นอำนาจหน้าที่ของ "ประธานรัฐสภา" ซึ่งขณะนี้ยังไม่มี ส.ส. จึงยังไม่มีประธานรัฐสภา

               ทางออกจึงอาจต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า รองประธานวุฒิสภา ในฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา อยู่ในฐานะประธานรัฐสภา (ขณะที่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ก็ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด และอยู่ในระหว่างยุบสภา) ด้วยหรือไม่ หากยังไม่สามารถเลือกตั้งทั่วไป ส.ส.ได้ เพราะถ้าดูจากการที่วุฒิสภาให้รัฐบาลขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญอยู่นี้ แต่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล และรัฐบาลก็มีท่าทีสอดรับนั้น ก็ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลคงไม่ยอมทำตามที่วุฒิสภาร้องขอโดยง่าย?

               อย่างไรก็ตาม ไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เห็นว่า เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ วุฒิสภาต้องทำเรื่องขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเรื่องอื่นๆ อันเป็นเรื่องในอำนาจหน้าที่เร่งด่วนของวุฒิสภา โดย สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ลงนามในฐานะผู้ปฏิบัติราชการแทนประธานวุฒิสภา ถึงประธานรัฐสภา จากนั้นก็ปฏิบัติราชการแทนประธานรัฐสภา ลงนามในหนังสือกราบบังคมทูลขอเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยสามัญ

               ส่วนว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

               เหนืออื่นใด "มาตรา 7" จะถูกนำมาใช้ได้หรือไม่ อาจไม่สำคัญเท่ากับเพื่อประโยชน์ของใคร และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ คือความ "ชอบธรรม" ที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็น "เครื่องมือ" ของฝ่ายใดก็ตาม

--------------------

(หมายเหตุ : เกมชิงอำนาจ'มาตรา7' สุญญากาศก็ยังไม่จบ)