ข่าว

ญาติเหยื่อเรือเฟอร์รี่ล่มวอน!'โปรดนำร่างลูกฉันขึ้นมา'

ญาติเหยื่อเรือเฟอร์รี่ล่มวอน!'โปรดนำร่างลูกฉันขึ้นมา'

21 เม.ย. 2557

ญาติเหยื่อเรือเฟอร์รี่ล่มวอน!'โปรดนำร่างลูกฉันขึ้นมา'

               "โปรดนำร่างของลูกฉันขึ้นมา เพื่อจะได้เห็นหน้า และกอดลูกอีกครั้ง" เสียงวิงวอนของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ตะโกนก้องอย่างเจ็บปวดใจ เพื่อหวังให้หน่วยกู้ภัยนำร่างอันไร้ชีวิตของบุตรชายกลับสู่อ้อมกอดอีกครั้ง

               ผ่านไปแล้ว 4 วัน หลังจากเรือเฟอร์รี่ "เซโวล" อับปางลงกลางทะเล ระหว่างให้บริการนำผู้โดยสาร 476 คน เดินทางไปยังเกาะเชจู ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ และมีผู้โดยสารที่ยังติดอยู่ในตัวเรือและผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้ชะตากรรมของผู้โดยสารเหล่านี้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร

               ที่สำคัญ ในเรือเที่ยวนี้มีนักเรียนจำนวนมากเป็นผู้โดยสาร และอยู่ในกลุ่มของผู้โดยสารที่ยังไม่ทราบชะตากรรม ทำให้สภาพอารมณ์ของพ่อแม่และญาติของผู้เฝ้าคอยความหวังจากเจ้าหน้าที่ว่า มีการพบผู้รอดชีวิตหรือเสียชีวิตที่อาจเป็นลูกหลานของตนนั้น เลวร้ายอย่างมาก

               ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ความหวังของผู้รอคอยว่าจะพบญาติของตนที่มีชื่อว่าเป็นผู้โดยสารที่รอดชีวิตนั้นริบหรี่ลงทุกที ทำให้ครอบครัวของผู้โดยสารที่ยังคงสูญหายจากเหตุเรือเฟอร์รี่เซโวลอับปาง ที่พักพิงอยู่ภายในโรงยิมในเมืองชินโด ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้และเจ้าหน้าที่เร่งมือและเพิ่มความพยายามในการค้นหาให้มากขึ้น

               ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังเรียกร้องให้แจ้งข้อมูลที่แท้จริงต่อประชาชน เพราะที่ผ่านมามีการปรับตัวเลขจำนวนผู้โดยสารขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้ง

               ขณะที่หลายคนแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (20 เม.ย.) โดยบรรดาญาติของผู้โดยสารที่ยังสูญหายพยายามดันโล่ตำรวจ พร้อมร้องไห้ตะโกนเรียกร้อง

               "เราต้องการคำตอบจากผู้รับผิดชอบว่า ทำไมถึงได้โกหก และปัดความรับผิดชอบไปให้อีกฝ่าย" ลี วูน กึน พ่อของผู้โดยสาร ลี จุง อิน วัย 17 ปี ระบายความอัดอั้นตันใจ

               เช่นเดียวกับ นาม ซา ฮยุน พี่สาวคนโตของนักเรียนที่อยู่ในรายชื่อผู้สูญหายจากเหตุเรือเฟอร์รี่เซโวลอับปาง กล่าวอย่างคับแค้นใจว่า "เราไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เราจะต้องไปเรียกร้องที่ บลูเฮ้าส์ (ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้) เราต้องการบอกประธานาธิบดีถึงสถานการณ์ของเรา..."

               "...ผ่านมาแล้ว 4 วัน ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ ในเวลานี้ ไม่มีใครให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูญหาย เด็กๆ ของเราอยู่บนเรือลำนั้น และไม่มีแผนการช่วยเหลือใดๆ เลย"

               พี่สาวคนโตของนักเรียนที่สูญหาย ยังตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจที่มาควบคุมสถานการณ์ในบริเวณที่ครอบครัวของผู้สูญหายมาชุมนุมกัน เพื่อรอคอยความหวัง ด้วยว่า

               "ทำไมตำรวจไม่ยอมให้เราขึ้นรถบัส ตำรวจกำลังปิดเส้นทางของเรา พวกเขาไม่ได้ช่วยเหลือเรา แต่กลับปิดกั้นการเดินทางของเรา"

               หลายครอบครัวที่รอคอยความหวังเลือกที่จะใช้ชีวิตข้างถนน และมีบางส่วนพยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจออกไป บางครอบครัวนอนและกินบนถนนนอกโรงยิม ท่ามกลางอากาศหนาวเย็น เพื่อแสดงการประท้วงต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

               ขณะที่บางครอบครัวก็ตะโกนด้วยความแค้นเคืองหน้าเจ้าหน้าที่ ที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกเขากลับเข้าไปอาศัยในโรงยิม ที่ทางการจัดให้เป็นพื้นที่พักอาศัยของครอบครัวเหยื่อเรือเฟอร์รี่เซโวลล่ม

               แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเกาหลีใต้จะตัดสินใจล่าช้ากว่าใจของญาติผู้สูญหาย ว่าจะประกาศเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินพิเศษหรือไม่?

               ซึ่งหากมีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินพิเศษ รัฐบาลจะสามารถส่งกำลังเจ้าหน้าที่พลเรือนและทหารลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ความช่วยเหลือกู้ศพผู้เสียชีวิตออกมาได้มากขึ้น

               ในเวลานี้มีเรือปั้นจั่นขนาดยักษ์จำนวน 5 ลำ ทำการพลิกเรือเซโวลให้ตั้งขึ้นมาจากสภาพที่จมลงจนมิดลำในช่วงเกิดเหตุ และเรือจากหน่วยงานยามฝั่งเกาหลีใต้ พร้อมนักประดาน้ำดำ ลงค้นหาผู้เสียชีวิตที่ติดอยู่ในบริเวณใต้ท้องเรือ พร้อมกับคำยืนยันจากประธานาธิบดีปัก กึน เฮ ที่ให้สัญญาด้วยปากว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้สูญหายหลายร้อยครอบครัวเท่านั้น ที่เป็นความหวังของผู้ที่รอคอยพร้อมน้ำตานองหน้า

               สถานการณ์ปัจจุบันชี้นำไปในทิศทางเลวร้ายที่สุด นั่นคือ การที่ไม่มีผู้สูญหายคนใดรอดชีวิตจากเหตุเรือเฟอร์รี่ล่มครั้งนี้ ขณะที่นักดำน้ำก็สามารถกู้ศพออกมาจากท้องเรือได้อย่างช้าๆ โดยยอดล่าสุดเมื่อเช้าวันอาทิตย์ (20 เม.ย.) มีการกู้ศพผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 58 ศพ จากผู้สูญหายทั้งหมด 244 คน

               หากทางการเกาหลีใต้ยังไม่ตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการค้นหาผู้สูญหายโดยเร็ว อาจจะทำให้สถานการณ์และอารมณ์ของผู้ที่รอคอยความหวังว่าจะได้พบหน้าลูกหลานและญาติที่ต้องตกเป็นเหยื่อโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญนี้ เลวร้ายลงไปมากยิ่งขึ้น!!!