ข่าว

ถอด'ดีเอ็นเอ'ยาบ้าล่าเครือข่ายยาเสพติด

ถอด'ดีเอ็นเอ'ยาบ้าล่าเครือข่ายยาเสพติด

20 เม.ย. 2557

ถอด 'ดีเอ็นเอ' ยาบ้า ล่าเครือข่ายยาเสพติด : คลี่ปมปริศนา CSI-THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                        แม้หน่วยงานด้านปราบปรามยาเสพติดจะกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดโดยเฉพาะยาบ้า ในประเทศไทย ยังไม่มีทีท่าจะลดน้อยลง ขณะที่ขบวนการค้ายาเสพติดมีการพัฒนาสูตรยาเสพติดที่มีฤทธิ์รุนแรง สามารถทำให้ผู้เสพติดยาได้เพียงการเสพเพียงครั้งเดียว และหากผู้เสพเสพยาเกินขนาดอาจทำให้เสียชีวิตได้ทันที
 
                        การกวาดล้างจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดให้ได้ทันท่วงทีจึงมีความสำคัญ เพราะหากยิ่งสามารถกวาดล้างขบวนการค้ายาเสพติดได้เร็วและยึดทำลายยาเสพติดได้ในปริมาณมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยลดปริมาณผู้ตกเป็นทาสของยาเสพติดได้มากเท่านั้น
 
                        กระบวนการตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประเมินแหล่งที่มาของยาเสพติด ทำให้ชุดปราบปรามยาเสพติดวิเคราะห์เครือข่ายผู้ผลิตและผู้ค้ายาเสพติดได้ และยังเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา และจะเป็นตัวชี้บทลงโทษผู้ครอบครองยาเสพติดด้วย
 
                        ดังนั้นทันทีที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดสามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติด และยึดของกลาง ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นยาบ้าได้ จะส่งของกลางต่อให้สถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. เพื่อให้ผู้ชำนาญการตรวจพิสูจน์หาส่วนผสมของยาเสพติดอย่างละเอียด
 
                        กระบวนการตรวจพิสูจน์จะเริ่มจากการตรวจสอบทางกายภาพ คือ การตรวจดูลักษณะภายนอกของเม็ดยาว่ามีลักษณะ ขนาด รูปร่าง สี ตราประทับรวมถึงลักษณะการบรรจุหีบห่อ ซึ่งอัตลักษณ์ที่ตรวจพบเหล่านี้จะสามารถบอกแหล่งที่มาของยาเสพติดได้
 
                        เช่น หากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6.0-7.0 มิลลิเมตร ความหนาประมาณ 2.5-3.0 มิลลิเมตร สีส้มและสีเขียว สัญลักษณ์ WY มีตราประทับบนสิ่งห่อหุ้ม สัญลักษณ์จับมือ ซึ่งมีทั้งมือผู้หญิงและมือผู้ชาย มีตัวอักษรจีน สีแดง คำว่า “เจิ้ง” ซึ่งแปลว่า ผ่านการตรวจสอบแล้ว และตราเพชร สันนิษฐานได้ว่ายาเสพติดลอตนั้นมาจากกลุ่มมูเซอ ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ที่บ้านปู่นาโก และบ้านน้ำปุ๋ง
 
                        สัญลักษณ์รูป Y1 และ A มักพบว่ามีการลักลอบนำเข้าจากชายแดนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมาจากกลุ่มว้าเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มดั้งเดิม หมายเลข 999 หมายเลข 1 หรือ 2 อยู่ในวงกลม เป็นของกลุ่มว้าใต้ มีโรงงานผลิตอยู่ที่เมืองยอน ประเทศพม่า
 
                        การตรวจอัตลักษณ์ภายนอกของยาบ้าจะทำให้ทราบแหล่งที่มาซึ่งเมื่อกับข้อมูลการสืบสวนที่เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดรวบรวมไว้จะทำให้ทราบถึงเครือข่ายของยาเสพติดกลุ่มนั้นๆได้ทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขยายผลติดตามจับกุมผู้กระทำผิด
 
                        หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์ทางเคมี ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1.ขั้นตอนคุณภาพวิเคราะห์ คือการตรวจหาสารแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นสารเสพติดในยาบ้า โดยการใช้น้ำยาเคมีหยดลงไปในเม็ดยา หรือที่เรียกว่าขั้นตอนคัลเลอร์เทสต์ หากพบว่าน้ำยาเคมีเปลี่ยนเป็นสีม่วงก็จะนำไปตรวจพิสูจน์ยืนยันซ้ำอีกครั้งด้วยเทคนิคทินเลเยอร์โคมาโทกราฟ เพื่อให้แน่ใจว่า มีเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นสารเสพติดสำคัญของยาบ้าอยู่ หลังจากนั้นจึงนำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบขั้นตอนที่ 2 ที่เรียกว่าปริมาณวิเคราะห์ คือขั้นตอนการตรวจสอบปริมาณของสารเสพติดที่ผสมอยู่ในเม็ดยาบ้า โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เรียกว่าเครื่องก๊าซโครมาโทกราฟ ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีผลต่อการพิจารณาโทษตามกฎหมาย
 
                        ขั้นตอนที่ 3 คือขั้นตอนการตรวจวิเคราะห์ขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์หาส่วนผสมของยาเสพติดด้วยเครื่องก๊าซโครมาโทกราฟ สามารถอ่านค่าได้จากเส้นกราฟที่จะชี้ว่ามีสารเสพติดใดเป็นส่วนผสมในยาเสพติดเม็ดนั้น เช่นกรณีล่าสุดที่ตรวจพบว่า ผู้ผลิตยาบ้ากลุ่มมูเซอผสมเฮโรอีนลงไปในยาบ้า กลายเป็นยาบ้าสูตรใหม่ ซึ่งออกฤทธิ์รุนแรงกว่าสูตรเดิม
 
                        “การใช้กระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์จะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในชั้นศาล และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ได้หลายอย่างจะสนับสนุนงานปราบปราม งานด้านการข่าว หรือการสืบสวนจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดได้ เช่น ลักษณะภายนอกที่พบสัญลักษณ์ต่างๆจะช่วยให้วิเคราะห์กลุ่มผู้ผลิตได้ การตรวจสอบส่วนผสมของยาเสพติดก็จะทำให้ทราบลักษณะของสารที่เกิดขึ้นระหว่างการทำปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่สมบูรณ์ก็จะเกิดสารบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นมา หรืออาจจะเกิดจากการปนเปื้อน หรืออาจจะเกิดจากผู้ผลิตจงใจเติมสารบางอย่างลงไป ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้จะเป็นสูตรเฉพาะของผู้ผลิตแต่ละแห่ง หากเป็นกลุ่มเดียวกันจะมีลักษณะส่วนผสมของตัวยาที่เหมือนหรือใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นเบาะแสสำคัญในการติดตามจับกุมเครือข่าย” น.ส.กัญญนันทน์ คงภัสนิธิโรจน์ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษสถาบันวิชาการและตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ป.ป.ส.กล่าว
 
                        การตรวจพิสูจน์ยาเสพติด ถือเป็นขั้นตอนหนึ่งทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2522 ซึ่งกำหนดให้ต้องนำยาเสพติดที่จับกุมได้เข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์หาปริมาณของสารเสพติด เพื่อเอาผิดกับผู้ครอบครองตามปริมาณของสารเสพติด โดยหากมีปริมาณยาบ้าไม่เกิน 1.5 กรัม ผู้ครอบครองมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 80,000-300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเกิน 15 กรัม แต่ไม่ถึง 20 กรัม มีโทษจำคุก 4 ปี ถึงตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 400,000-5,000,000 บาท หากมีปริมาณเกินกว่า 20 กรัม มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000-5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต และหากพบว่ายาบ้านั้นมีส่วนผสมของสารเสพติดอื่นเช่น เฮโรอีน ก็ต้องรับโทษในข้อหาครอบครองยาเสพติดชนิดอื่นด้วย ถ้ารวมกันแล้วเกิน 20 กรัม มีโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 1,000,000-5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต
 
                        การตรวจพิสูจน์ยาเสพติดดังกล่าวเปรียบเสมือนการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลหรือการตรวจดีเอ็นเอของบุคคล เพื่อยืนยันความเกี่ยวพันกับคดีที่เกิดขึ้น ซึ่งคนร้ายมักจะทิ้งหลักฐานไว้ในที่เกิดเหตุเช่น ลายนิ้วมือแฝง เส้นผม หยดเลือด อสุจิ เนื้อเยื่อซึ่งสิ่งเหล่านี้ผ่านกระบวนการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จะสามารถยืนยันตัวผู้กระทำผิดได้
 
                        ขณะที่การตรวจพิสูจน์ยาเสพติดจะทำให้ทราบถึงกลุ่มผู้ผลิต เนื่องจากแต่ละแห่งจะมีตราสัญลักษณ์ที่ประทับลงบนตัวยาหรือหีบห่อที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มตัวเอง เช่นเดียวกับการตรวจพิสูจน์ส่วนผสมของยา จะยืนยันกลุ่มผู้ผลิตได้ เนื่องจากแต่ละรายจะมีส่วนผสมของสารเสพติดในเม็ดยาที่แตกต่างกัน
 
                        ขบวนการยาเสพติดที่ลักลอบนำยาเสพติดเข้าไทยในปัจจุบันคือ ชาวเขาเผ่าม้ง มูเซอ ลีซอ อาข่าและชาวเย้า ซึ่งแต่ละกลุ่มจะผลิตยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าด้วยสูตรที่แตกต่างกัน มีตราสัญลักษณ์ที่เป็นอัตลักษณ์ของกลุ่มไม่เหมือนกัน มีเครือข่ายลำเลียงและผู้ค้าที่แตกต่างกัน ซึ่ง ป.ป.ส.ได้จัดทำเครือข่ายเหล่านี้ไว้เรียบร้อย สามารถที่จะใช้เป็นแนวทางในการติดตามจับกุมได้ ขณะที่เส้นทางการลักลอบนำยาเสพติดเข้าไทยมักใช้ตะเข็บชายแดนด้าน อ.แม่ริม อ.แม่อาย อ.ฝาง และ อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่, อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เทิง จ.เชียงราย และ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน เป็นเส้นทางลำเลียงที่สำคัญ แต่ระยะหลังพบว่ามีการใช้ตะเข็บชายแดนด้านตะวันตกทาง จ.ตาก จ.กาญจนบุรี และด้านตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จ.นครพนม จ.หนองคาย จ.บึงกาฬจ.เลย และ จ.อุบลราชธานี มากขึ้น
 
                        ขณะที่ผู้ผลิตจากการจัดทำสถิติของ ป.ป.ส.พบว่า ในรอบปี 2556-2557 กลุ่มมูเซอผลิตมากที่สุดกว่า 57 ล้านเม็ด รองลงมาคือ กลุ่มว้าใต้ ซึ่งมีมากกว่า 30 ล้านเม็ด ส่วนกลุ่มผู้เสพ พบว่าขบวนการค้ายาเสพติดมีความพยายามในการเจาะกลุ่มเด็กและเยาวชนมากขึ้น