ข่าว

สมานฉันท์ซื้อเวลา"หรือ"ลดความขัดแย้งการเมือง"

สมานฉันท์ซื้อเวลา"หรือ"ลดความขัดแย้งการเมือง"

25 มิ.ย. 2552

หลังจากที่คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี "ดิเรก ถึงฝั่ง" ส.ว.นนทบุรี เป็นประธาน ได้ศึกษาและสรุปรวบรวมประเด็นที่เป็นปัญหา และหาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ มา 45 วัน แล้ว

 "16 กรกฎาคม" นี้ เป็นวันที่จะส่งมอบรายงาน "ฉบับ" เต็ม ถึงมือ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ดังนั้น กก.สมานฉันท์จึงไม่รีรอหากมีโอกาสที่จะใช้ "เครื่องมือ" ของรัฐ ในการป่าวประกาศถึงผลสำเร็จในการทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์

 คณะกรรมการสมานฉันท์จึงจัด "เวทีสมัชชาสมานฉันท์" ออกอากาศสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย(สทท.11) เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม สะท้อนความคิดเห็น และแนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

 ห้วงเวลาที่ผ่านมา การทำงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษว่า จะสร้างความสมานฉันท์ได้จริงหรือไม่...??? โดยเฉพาะ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หลายฝ่ายมองว่า อาจเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง

 ประเด็นหลักๆ ที่ปรากฏสู่สายตาประชาชน คือการแก้ไขมาตรา 237 ยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ซึ่งผลสรุปคือ กรรมการเห็นด้วยให้แก้ไข "คืนสิทธิและความเป็นธรรม" ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีกรรมการบริหารพรรคการเมืองทำผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง

 ซึ่งเดิมยุบพรรคและลงโทษกรรมการบริหารพรรคด้วยการตัดสิทธิทางการเมือง โดยคณะกรมการสมานฉันท์เห็นตรงกันว่า ไม่ควรยุบพรรคการเมือง แต่ควรลงโทษ กรรมการบริหารพรรคที่กระทำผิด ทั้งนี้การลงโทษผู้กระทำผิดต้องไม่รวมการตัดสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต่างๆ เพราะถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

 นอกจากนี้ให้แก้ไขมาตรา 190 ที่เป็นอุปสรรคในการบริหารของรัฐบาลที่รัฐบาลจะลงนามอะไรต่อมิอะไรก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภา การนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง การเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว. โดยให้ไปใช้ระบบเดิมในปี 2540 คือ เลือก ส.ส.แบบเขตเดียว เบอร์เดียว ส่วนส.ว.ให้กลับไปเลือกตั้งทั่วประเทศ รวมทั้งยังมีเรื่องการให้ค่าตอบแทนนักการเมืองที่มีคุณภาพ
 ประเด็นเหล่านี้ ถือเป็นประเด็นข้อขัดแย้ง หรือเป็น "เผือกร้อน" ทำให้เกิดการ "แบ่งสี แบ่งพวก" ถูกต่อต้าน ทั้งในและนอกสภา ไม่เพียงแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ในการประชุมของคณะกรรมการสมานฉันท์เองต่างก็แสดง "ธาตุแท้" และ "ตัวตน" ของตัวเองออกมา โดยยึดผลประโยชน์ของตนเอง แบบ "หัวชนฝา" จึงทำให้กรรมการบางคนที่มีความตั้งใจที่จะแก้วิกฤติบ้านเมืองถึงกับ "ส่ายหน้า"

 แต่เมื่อ...คณะกรรมการสมานฉันท์ "กล้า" ที่จะเสนอในประเด็นความขัดแย้ง ก็ต้อง "ยอม" ที่จะ "เจ็บตัว" แม้ครั้งแรกสังคมตั้ง "คาดหวังสูง" ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์จะคลี่คลายปัญหาวิกฤติการเมืองได้ แต่ก็ถูกมองได้ว่า สุดท้ายแล้ว ก็เหมือนเป็นการ "ซื้อเวลา" เพื่อให้การเมืองผ่อนคลายได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 เพราะประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์เสนอมานั้น "รัฐบาล" พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคการเมืองอื่นๆ กล้าที่จะยอมรับ "ข้อเสนอ" ดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากข้อครหา "การเมืองไทย" เป็นเรื่องของ  "ผลประโยชน์"

 ทั้งนี้ "ข้อเสนอ" ของคณะกรรมการสมานฉันท์ไม่ได้ข้อสรุปหรือข้อยุติ ขนาด "ตกผลึก" เห็นชอบกันทุกฝ่าย แต่ "ข้อเสนอ" ที่คณะกรรมการสมานฉันท์ได้มาทั้งหมดนี้ ยังต้องเสนอให้ "ผู้มีอำนาจ" ในการตัดสินใจว่า จะไปในทิศทางใด

 แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ "ความตั้งใจ" ของฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาแก้ปัญหาวิกฤติการเมือง หรือจะปล่อยให้ "ขวานทอง" ยังจมอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองต่อไป

ประภาศรี โอสถานนท์