ข่าว

สันติบาลประเมินชุมนุมเดือด

สันติบาลประเมินชุมนุมเดือด

19 เม.ย. 2557

สันติบาลประเมินชุมนุมเดือด เตรียมเสนอใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกรอบ : โดย...ขวัญหทัย มาลากาญจน์

 
                         สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงร้อนระอุ และยังมีทีท่ายืดเยื้อยาวนานหาทางลงยังไม่ได้ ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐบาล และกลุ่ม กปปส.ยังคงประวิงเวลาและเตรียมที่จะประกาศระดมพลชุมนุมใหญ่กันทั้งสองฝ่าย ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ประกาศการต่อสู้ครั้งสุดท้ายอีกรอบ โดยจะเริ่มเคลื่อนไหวเรียกมวลชนตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน  ขณะที่ฝ่าย นปช. โดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดงก็ประกาศกร้าวเรียกคนชุมนุมใหญ่ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย กรณีการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 268 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) หรือไม่
 
                         การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นการระดมคนมาสู้กัน มีการท้าทายวัดกำลังผู้สนับสนุนว่าฝ่ายใครจะมีจำนวนมากกว่ากัน
 
                         กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งรับผิดชอบด้านงานข่าวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  มีการประเมินกันวันต่อวันเพราะสถานการณ์และตัวแปรต่างๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายมีการปรับเปลี่ยนการต่อสู้กันทุกเวลา จึงทำให้การประเมินสถานการณ์แบบยาวๆ ทำได้ยาก
 
                         แหล่งข่าวระดับสูงในกองบัญชาการตำรวจสันติบาล เปิดเผยว่า ประเมินสถานการณ์ความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมืองในครั้งนี้ว่า ตัวแปรสำคัญน่าจะอยู่ที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หากคำตัดสินออกมาในแนวทางที่ต้องแปรความหรือเป็นลบกับทางรัฐบาล กลุ่ม นปช.จะเป็นเงื่อนไขให้แกนนำมีประเด็นในการเรียกคนมาร่วมต่อสู้ทันที การระดมคนจะทำได้ง่ายขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่ยังไม่มีประเด็นหลักในการเรียกคนมาร่วมชุมนุม ประเด็นนี้จะทำให้คนจะมาร่วมชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าความวุ่นวายและความรุนแรงจะเกิดขึ้น โดยอาจมีการก่อเหตุร้ายขึ้น ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะตกเป็นเป้าการโจมตีลำดับแรกๆ
 
                         ข้อมูลด้านการข่าวของตำรวจสันติบาล ระบุว่า กลุ่ม นปช.มีความพร้อมในการระดมคน มีการสั่งให้มวลชนเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว เพื่อร่วมชุมนุมทางการเมืองในระยะเวลายาวนาน ขณะที่ทีมการ์ด ซึ่งมีการฝึกอบรมโดยนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน" และพล.ต.อ.วิรุฬห์ พื้นแสง อดีต ส.ว. พร้อมที่จะปฏิบัติงานแล้วประมาณ 1 หมื่นคน และยังคงจัดฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องโดยตั้งเป้าให้ได้ 1 แสนคน ในเร็วๆ นี้ โดยพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ทางการข่าวมีข้อมูลว่าจะใช้ 2 พื้นที่ในการชุมนุมหลัก คือ ถนนอักษะ และลานพระบรมรูปทรงม้า
 
                         ตำรวจสันติบาล มีความเป็นห่วงว่า หากกลุ่ม นปช.ใช้พื้นที่ลานพระบรมรูปเป็นจุดชุมนุมตามการข่าวจริง เสี่ยงจะเกิดเหตุเผชิญหน้ากับกลุ่ม คปท. เพราะพื้นที่ดังกล่าวใกล้กับพื้นที่ชุมนุมของกลุ่ม คปท. และ กปท. อาจเกิดการกระทบกระทั่งจนกลายเป็นเงื่อนไขการเกิดเหตุรุนแรงได้
 
                         ข้อมูลด้านการข่าวของตำรวจสันติบาล มีการประเมินการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กปปส. ด้วยว่า การระดมคนของนายสุเทพครั้งนี้จะมีประชาชนเข้าร่วมจำนวนมากเช่นกัน แต่กลุ่ม กปปส.เอง ก็มีปัญหาภายในเยอะ นายสุเทพเองก็ไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เองตามลำพัง งบประมาณต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลง สิ่งที่ทาง กปปส.ต้องการตอนนี้คืออยากจบโดยให้ฝ่าย "ทหาร" ออกโรง
 
                         ขณะที่ฝ่ายทหาร เชื่อว่าจะไม่ออกโรงหากสถานการณ์ยังไม่ถึงที่สุด เพราะประเมินแล้วว่าเป็นลบมากกว่าบวก อาจไม่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ อย่าง สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี ซึ่งก่อนหน้านี้มีการส่งสัญญาณกดดันไม่ให้ทหารออกมา "ปฏิวัติ"
 
                         เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงต่างประเมินสถานการณ์สอดคล้องกัน โดยมีแนวโน้มว่า เร็วๆ นี้อาจจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน อีกครั้ง เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามเข้าต่างๆ เพื่อใช้ในการรักษาความปลอดภัยป้องกันเหตุรุนแรงต่างๆ
 
                         หน่วยข่าวด้านความมั่นคงยังวิเคราะห์ด้วยว่า การชุมนุมครั้งนี้คาดว่าจะยืดเยื้อ ตัวแปรต่างๆ อย่างการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. แม้จะมีคำตัดสินออกมาก็เชื่อว่าไม่จบ เมื่อบ้านเมืองยังวุ่นวายก็ไม่สามารถเลือกตั้งได้ การตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 7 เป็นไปได้ยาก สถานการณ์การชุมนุมจะยืดเยื้อยาวนาน ทุกอย่างจะจบลงได้หากไม่มีการ "ปฏิวัติ" ก็ต้องยึดการเจรจา ซึ่งต้องใช้เวลา จึงเชื่อได้ว่าต้อง "สู้กันยาว"
 
                         สอดคล้องกับ พ.ต.อ.หญิง วิชญ์ชยากร ณิชาบวร รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้าของกลุ่มที่เห็นต่างกันทางการเมือง จึงเตรียมแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการเผชิญหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่าย มีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธเพื่อป้องกันการสร้างสถานการณ์รุนแรง ขณะที่การวางกำลังขึ้นอยู่กับ ศอ.รส. ว่าจะกำหนดแผนงานอย่างไร ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตำรวจทั่วประเทศ พยายามติดตามหาข่าวความเคลื่อนไหวในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อนำข้อมูลด้านการข่าว ที่ได้มาวางมาตรการป้องกันเหตุในพื้นที่ชุมนุมทุกแห่ง