ข่าว

 ปิดตำนาน"เจ๊หมวย"บ่อนนิมิตรใหม่ถึงห้วยขวาง

ปิดตำนาน"เจ๊หมวย"บ่อนนิมิตรใหม่ถึงห้วยขวาง

25 มิ.ย. 2552

การทลายบ่อนห้วยขวางอาจจะเป็นการปิดตำนาน "เจ๊หมวย" เจ้าของบ่อนพนันที่ยืนยงมานานลงชั่วนิรันดร์ ความพยายามกระเสือกกระสนเปิดบ่อนหลายครั้งหลายคราถูกสกัดยั้บยั้ง กระทั่งหลวมตัวร่วมทุนลักลอบเปิดที่ตลาดห้วยขวางและถูกจับกุมในเวลาต่อมา !?!

 ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ชุดเฉพาะกิจของกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กเยาวชนและสตรี (บก.ปดส.) ร่วมกับตำรวจ สน.ห้วยขวาง และ กก.สส.น.1 ทลายบ่อนโวลุ่มของนายทุนเกาหลี ที่เข้ามาลักลอบเปิดในอาคารพาณิชย์ริมถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ สามารถจับนักพนันได้กว่า 100 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน 5 เสือโรงพัก แล้วให้เข้ามาช่วยราชการที่ บช.น. จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น

 ขณะเดียวกันอดีตเจ้าของบ่อนพนันที่คนในวงการเรียกกันว่า "เจ๊หมวย" น้องสาวของผู้กว้างขวางย่านประตูน้ำ ที่เคยมีปัญหาฟ้องร้องกับชุดจับกุมของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. เมื่อหลายปีที่ผ่านมา กำลังพยายามหาสถานที่และลู่ทางเปิดบ่อนการพนันอยู่หลายครั้งในเขตนครบาล กระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจึงได้สถานที่เป็นโกดังร้างย่านถนนนิมิตรใหม่ และอยู่ระหว่างการปรับปรุงสถานที่ ต่อมาระหว่างที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กำลังมอบนโยบายให้แก่ผู้บัญชาการ-ผู้กำกับการในนครบาล ได้เปรยขึ้นว่า

 "บ่อนนิมิตรใหม่ได้รับรายงานว่า เจ้าของบ่อนคือเจ๊หมวย นึกว่าตายจากวงการไปแล้วยังแอบเปิดอยู่ ผู้กำกับพื้นที่ต้องตรวจสอบ แล้วกวาดบ้านตัวเองให้สะอาด"

 คำพูดเพียงไม่กี่คำของนายพลไม้บรรทัด ทำเอาบ่อนนิมิตรใหม่ที่ลักลอบเปิดได้ไม่ถึงเดือนต้องปิดตัวลงทันทีทันใด ส่งผลกระทบถึงนายทุนอย่างแรง ไหนจะค่าสถานที่ ค่าปรับปรุงสถานที่ และค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ แต่ยังไม่ทันไรก็ต้องปิด เงินที่ได้มายังไม่ทันคุ้มทุน แม้จากเหตุการณ์ครั้งนั้นจะทำเอาเจ๊หมวยต้องเก็บตัวเงียบ แต่ก็ยังคิดหาลู่ทางเปิดบ่อนใหม่ เพื่อถอนทุนคืนจากที่เคยเสียไป

 ไม่นานนักนักพนันขาใหญ่คนหนึ่งก็ติดต่อไปหาเจ๊หมวย บอกเล่าเก้าสิบถึงเรื่องที่เจ้าของโต๊ะสนุ้กเกอร์ฉายา "แจ๊กกี้" นายทุนเงินกู้และรับทวงหนี้นอกระบบ มีความประสงค์จะร่วมหุ้นเปิดบ่อนในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง โดยอ้างว่าแจ๊กกี้มีความสนิทสนมกับนายตำรวจคนหนึ่งในพื้นที่ จึงคิดว่าไม่น่าจะมีอุปสรรคใดๆ 

 โต๊ะสนุ้กเกอร์ของแจ๊กกี้อยู่กลางตลาดสดห้วยขวาง เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น 1 คูหา มีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยตลอดทั้งวัน เป็นแหล่งชุมชน ผู้คนพลุกพล่าน อยู่ห่างจาก สน.ห้วยขวาง ประมาณ 200 เมตร หากไม่นับข้อเสียข้อหลังนับว่าเป็นทำเลทองเหมาะแก่การลักลอบเปิดบ่อนการพนันเป็นที่สุด แต่เมื่อแจ๊กกี้การันตีเจ๊หมวยจึงไม่ลังเลที่จะลงทุนเปิดบ่อนที่นี่

 "เฮียเสริฐ" อายุ 48 ปี เจ้าของธุรกิจจำหน่ายอะไหล่รถยนต์และนักพนันตัวยง อธิบายถึงลักษณะของบ่อนห้วยขวางให้ฟังว่า หากอยู่หน้า สน.ห้วยขวาง เดินผ่านสถานีดับเพลิงห้วยขวางแล้วเลี้ยวซ้าย พอเจอหัวมุมถนนให้เลี้ยวซ้าย เดินตรงไปอีก 2-3 นาทีเลี้ยวขวาจะเจอตลาด ตรงข้ามร้ามเสริมสวยมีประตูกระจกสองบานติดฟิล์มดำ เมื่อเดินขึ้นบันไดไป 2-3 ขั้นก็จะมีเด็กคอยเปิดประตูให้

 จากนั้นเดินขึ้นบันไดไปชั้น 2 จะเจอประตูเหล็กสีเขียวอีกชั้นหนึ่ง มีเด็กคอยเปิดประตูให้เช่นเดียวกัน เลี้ยวขวาไปอีก 5 เมตรจะเจอประตูเหล็กสีน้ำตาลอีกชั้นมีเด็กคอยเปิดประตูให้ เข้าไปจะเป็นบ่อนการพนัน มีทั้งโต๊ะบัคคาร่าและป๊อกเด้ง บ่อนแห่งนี้มีทางเข้าออกทางเดียวเท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดเมื่อตำรวจบุกเข้าไป นักพนันจึงไม่สามารถหลบหนีการจับกุมได้

 พื้นที่เหมาะสม ทำเลดี มีคนพลุกพล่าน แต่กระนั้นเจ้าของบ่อนก็ไม่ได้เปิดให้เล่นแบบถาวร แต่จะลักลอบเปิดเป็นครั้งคราว ขึ้นอยู่กับขาพนันว่าจะรวมตัวกันได้มากขนาดไหน กระทั่งเย็นวันที่ 23 มิถุนายน ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไกรเลิศ บัวแก้ว รอง ผบก.น.1 รักษาราชการแทน ผกก.สน.ห้วยขวาง นำกำลังฝ่ายสืบสวนปราบปราม ฝ่ายสืบสวน และ กก.สส.น.1 เข้าตรวจค้นจับกุม

 บริเวณที่ตั้งบ่อนเคยเปิดเป็นโต๊ะสนุ้กเกอร์มาก่อน ชุดตรวจค้นบุกเข้าจับกุมคนดูต้นทางคอยเปิดประตูรับลูกค้า แล้วใช้คีมตัดเหล็กตัดประตูทั้ง 2 ชั้น รวบนักพนันได้ 33 คน เป็นชาย 17 คน หญิง 16 คน ชิปแลกเงินสด ไพ่ 10 สำรับ เงินสด 1,700 บาท

 การจับกุมบ่อนห้วยขวางครั้งนี้ คนในวงการพนันต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ในประเด็นที่ว่าอาจจะเป็นการปิดตำนานเจ๊หมวย เจ้าของบ่อนการพนันที่มีชื่อเสียงในแวดวงนี้มายาวนานพอๆ กับพี่ชาย เนื่องจากเจ๊หมวยพยายามหาสถานที่เปิดบ่อนมาหลายครั้งหลายคราก็ถูกจับกุมหรือไม่ก็ขัดขวางจนต้องเลิกล้มไปกลางคัน เสียเงินไปไม่น้อย โดยเฉพาะครั้งหลังนี้อาจจะต้องรับผิดชอบต่อลูกค้านักพนัน เจ้ามือ และเจ้าของสถานที่ หากพนักงานสอบสวนส่งฟ้องและศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าต้องใช้เงินอีกจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว