
เครือข่ายปกป้องกระบี่ขอไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน(1)
เครือข่ายปกป้องกระบี่ขอไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน(1) : สิทธิชัย สิขวัตรรายงาน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อพิจารณาคัดเลือกสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ ตามแผนการพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (พีดีพี) ปี 2553-2573 ในพื้นที่บริเวณที่ตั้งโรงไฟฟ้ากระบี่เดิม เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดขนาดกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ โดยใช้ถ่านหินนำเข้าคุณภาพดีเป็นเชื้อเพลิง เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคใต้ของไทย ซึ่งโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้วเป็นทางเลือกหนึ่งในการขนถ่ายถ่านหินตามข้อเสนอเบื้องต้นจากประชาชนในพื้นที่ ตั้งอยู่ที่บริเวณคลังน้ำมันบ้านคลองรั้วของ กฟผ. บ้านคลองรั้ว ตำบลตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ซึ่งอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้ากระบี่ ประมาณ 8.4 กิโลเมตร
เพื่อรับการขนถ่ายถ่านหินจากเรือบรรทุกถ่านหินขนาด 3,000 เดทเวทตัน (Deadweight Tonnage; DWT) ก่อนจะขนส่งถ่านหินด้วยระบบสายพานลำเลียงไปยังอาคารเก็บถ่านหินหลักแบบปิดในบริเวณพื้นที่ของโรงไฟฟ้ากระบี่ ซึ่งโครงการนี้กำลังศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2555 โดยจะศึกษาท่าเทียบเรือและสะพานเชื่อมท่าเทียบเรือ อาคารสำนักงาน อาคารเก็บถ่านหินสำรอง ระบบสายพานลำเลียงถ่านหิน พื้นที่ลานกองวัสดุอุปกรณ์ พื้นที่สีเขียว ถนน ลานจอดรถ ระบบบำบัดน้ำเสีย สะพานเชื่อมท่าเทียบเรือ ความลึกหน้าท่า บริเวณจุดจอดเรือ ระบบขนถ่ายลำเลียงถ่านหิน ตลอดจนการศึกษาแนวเส้นทางระบบสายพานลำเลียงถ่านหินจากท่าเทียบเรือคลองรั้วไปยังโรงไฟฟ้ากระบี่
ซึ่ง กฟผ.จัดเวทีรับฟังความคิดห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการท่าเทียบเรือบ้านคลองรั้ว ครั้งที่ 1 (ค.1) ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งในการศึกษาเพื่อพัฒนาขยายกำลังผลิตโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนของ กฟผ.ในอนาคต เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ที่โรงเรียนบ้านคลองรั้ว หมู่ 1 ตำบลตลิ่งชัน อ.เหนือคลอง โดยมีประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในพื้นที่และประชาชนที่สนใจทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายที่คัดค้านมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้มีการชุมนุมของชาวบ้านซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยต่างแสดงความคิดเห็นต่อโครงการสร้างโรงไฟฟ้าด้วยถ่านหินอย่างเต็มที่
นายสมนึก กลดเสือ เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินบอกว่า ไม่ได้คัดค้านการก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดกระบี่ แต่เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินและชาวบ้านในพื้นที่ไม่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินเพราะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ต่อสภาพสิ่งแวดล้อม เกิดมลภาวะเป็นพิษในอากาศ มีผลต่อการปลูกพืชการเกษตร นอกจากนั้นเส้นทางการขนส่งถ่านหินทางทะเลผ่านหลายพื้นที่ เช่น เกาะไห เกาะปอ เกาะห้า เกาะพีพี เกาะลันตา เกาะไผ่ เกาะศรีบอยาและเกาะจำ ในส่วนพื้นที่บนบกก็ผ่านรางขนส่งถ่านหินอีกจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและสิ่งแวดล้อมในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกอย่างเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินไม่เห็นด้วยกับพฤติการณ์ทั้งหมดของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและบริษัทที่ปรึกษาได้มีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการร่วมตัดสินใจการพัฒนาพื้นที่ทุกกระบวนการตั้งแต่ตอนต้นจนกระทั่งถึงกระบวนการ ค.1 ซึ่งเป็นสิทธิ์อันรับรองไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ อันเป็นการรับรองสิทธิ์ของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์ในอนาคตซึ่งอาจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากความพยายามของเจ้าของโครงการ
ซึ่งภาคประชาชนภาคธุรกิจการท่องเที่ยว องค์กรภาคประชาสังคมในจังหวัดกระบี่ล้วนแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการให้กระบี่เป็นจังหวัดนำร่องด้านพลังงานทางเลือก เป็นเมืองเกษตรและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งเป็นเส้นทางการพัฒนาที่คนกระบี่ร่วมรับประโยชน์โดยไม่ตกเป็นทาสของพ่อค้าถ่านหินที่มุ่งแสวงหากำไรเฉพาะกลุ่มแต่ปล่อยให้คนกระบี่เป็นผู้รับมลพิษเพียงฝ่ายเดียว
นายสมนึก กลดเสือ กล่าวอีกว่า กระบวนการจัดทำ อีไอเอ, อีเอชไอเอ ของไทยทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นเครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหินจึงไม่ยอมรับกระบวนการที่เกิดขึ้นในกระบี่และจะไม่ยอมรับกระบวนการจัดทำอีไอเอ, อีเอชไอเอ จะที่เกิดขึ้นในพื้นที่กระบี่ นับจากนี้จนกว่าจะมีการปฏิรูปการจัดทำอีไอเอ, อีเอชไอเอ ที่เป็นธรรม ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าแต่คัดการใช้ถ่านหินในการประชุมรับความคิดเห็นจนนำไปสู่ความรุนแรงนั้น เนื่องจากไม่เป็นไปตามข้อกำหนดไม่เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านแสดงความคิดเห็น หรือสอบถามรายละเอียดจนต้องมีการนำป้ายไปปิดหน้าเวที นำไปสู่การกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มคัดค้านกับกลุ่มสนับสนุน ซึ่งราษฎรผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีสิทธิ์ที่จะปกป้องและแสดงออกถึงการกำหนดอาคตของตนเองตามรัฐธรรมนูญ
ขณะที่นางอาภรณ์ เอ่งฉ้วน อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 4 บ้านทุ่งสาคร ต.ปกาสัย อ.เหนือคลอง บอกว่า อยู่ในพื้นที่โรงงานไฟฟ้าลิกไนท์กระบี่ซึ่งเปิดเหมืองลิกไนต์ที่กระบี่และก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ โดยนำถ่านลิกไนต์มาใช้เป็นเชื้อเพลิง สามารถเดินเครื่องจ่ายไฟฟ้าได้ในปี 2507 และได้เชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงจากโรงไฟฟ้ากระบี่ไปยังจังหวัดต่างๆ ผลิตไฟฟ้าส่งให้ได้ถึง 7 จังหวัด ทั้งนี้ โรงไฟฟ้ากระบี่ได้ยุติการใช้งานไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2538 คนในพื้นที่เป็นโรคต่างๆ มากมายมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การทำการเกษตร สิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศ ซึ่งคนที่ไม่อยู่ในพื้นที่ไม่รู้ว่าชาวบ้านต้องทนทรมานขนาดไหน ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินโดยเด็ดขาดแต่สนับสนุนให้มีการนำวัตถุดิบอย่างอื่นที่ไม่ใช่ถ่านหินมาผลิตกระแสไฟฟ้าแทน



