ข่าว

จีนโชว์'มังกรทะเล'ค้นหา'กล่องดำเอ็มเอช370'

จีนโชว์'มังกรทะเล'ค้นหา'กล่องดำเอ็มเอช370'

18 เม.ย. 2557

จีนโชว์'มังกรทะเล' ค้นหา'กล่องดำเอ็มเอช370'

               แม้ว่าแบตเตอรี่ของกล่องดำ "เอ็มเอช 370" น่าจะหมดลงแล้ว แต่การค้นหายังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง วันนี้ (16 เม.ย.) ออสเตรเลียระดมเครื่องบิน 14 ลำ และเรือ 11 ลำ ออกค้นหาเครื่องบิน "เอ็มเอช 370" ในพื้นที่ทั้งหมด 55,100 ตารางกิโลเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเพิร์ธ 2,000 กิโลเมตร แต่ยังไม่มีความคืบหน้า หลังจาก "บลูฟิน 21" ยานดำน้ำไร้คนขับลอยกลับขึ้นมาบนผิวน้ำและโหลดข้อมูลรวมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่พบเศษซากชิ้นส่วนใดๆ ของเครื่องบิน "เอ็มเอช 370" เรียกได้ว่า 2 วันแห่งการค้นหา...คว้าน้ำเหลว?!!

               สำหรับการทำงานของ "บลูฟิน 21" จะมี 4 ตัวเลขสำคัญ คือ 2-16-2-4 รวมเป็น 24 ชั่วโมง โดยการทำงานของบลูฟิน 21 เริ่มต้นเลข 2 คือ 2 ชั่วโมงเต็มที่บลูฟิน 21 ดำดิ่งลงท้องทะเล เพื่อไปสู่พิกัดที่คาดว่ามีกล่องดำของ เอ็มเอช 370 อยู่จุดนั้น ใช้เวลา 2 ชั่วโมงเต็มในการดำดิ่งสู่พิกัดเป้าหมาย ต่อด้วยเลข 16 เป็นช่วงเวลา 16 ชั่วโมงที่ดำดิ่งใต้ผิวน้ำ เพื่อเก็บข้อมูลขึ้นมาบนผิวน้ำ ทั้งนี้ บลูฟิน 21 มีพื้นที่การค้นหาเพียง 3X5 ตารางไมล์ เมื่อเทียบกับพื้นที่การค้นหาทั้งหมด 5 หมื่นตารางกิโลเมตร ถือว่ามีพื้นที่การค้นหาแคบมาก หลังจากนั้น บลูฟิน 21 จะใช้เวลาอีก 2 ชั่วโมง ลอยขึ้นมาจากใต้น้ำ รวมเป็น 20 ชั่วโมงเต็มแล้ว เหลืออีก 4 ชั่วโมงสุดท้าย เป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ดึงข้อมูลออกมาจากบลูฟิน 21

               "บลูฟิน 21" เครื่องมือการค้นหาที่ไฮเทคที่สุดขณะนี้ เพราะเหตุใดถึงยังทำงานไม่สำเร็จ นักวิเคราะห์พูดคุยกันว่า ช่วงแรกมีการคาดการณ์กันว่า พื้นผิวใต้มหาสมุทรอินเดียน่าจะเป็นสันเขาใต้มหาสมุทร เนื่องจากอดีตเคยมีแมกมาของภูเขาไฟ แต่เมื่อบลูฟิน 21 ลงไปอาจไม่ใช่แบบนั้น เนื่องจากมีลักษณะของโคลนตะกอน ซึ่งโคลนตะกอนมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบโซนาร์ของบลูฟิน 21 ทำให้การสแกนภาพไม่ชัดเจน และไม่ได้ภาพสามมิติอย่างที่ต้องการ นอกจากนี้ บลูฟิน 21 ลงไปได้แค่ 4-5 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้ทีมงานต้องกลับมาทบทวนว่าจะส่งบลูฟิน 21 อีกครั้ง

               อย่างไรก็ตาม เริ่มมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับพื้นที่ในการค้นหาขณะนี้ เป็นพื้นที่ที่ถูกต้องจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากครั้งแรกที่ได้ยินเสียงปิง ที่คาดว่าอาจจะมาจากกล่องดำ มาจากเรือ "ไห่ซุ่น" ของจีน ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน เป็นความถี่ 37 กิโลเฮิรตซ์ หลังจากนั้นเรือ "โอเชียนชิลด์" ของออสเตรเลีย ก็ค้นพบคลื่นความถี่ 33.3 กิโลเฮิรตซ์ ซึ่งพื้นที่ค้นหาขณะนี้เป็นพื้นที่ที่เรือโอเชียนชิลด์พบ 4 ปิง โดย 2 จุดนี้ ห่างกัน 500-600 กิโลเมตร เป็นไปได้หรือไม่ว่า พื้นที่การค้นหาอาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากสัญญาณจากกล่องดำนั้นตั้งไว้ที่ 37.5 กิโลเฮิรตซ์

               ขณะเดียวกัน เริ่มมีคำถามถึงปฏิบัติการร่วมค้นหาของทางการจีน ซึ่งฝ่ายจีนมีผู้โดยสารบนเครื่องบิน "เอ็มเอช 370" ถึง 153 คน ซึ่งฝ่ายจีนก็มีการรายงานข่าวเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดทางการจีนเตรียมยานดำน้ำพร้อมมนุษย์ 3 คน ที่ชื่อ "เจียวหลง" หรือ "มังกรทะเล" ซึ่งสามารถลงน้ำลึกได้ถึง 7 กิโลเมตร ซึ่งยานดำน้ำ "มังกรทะเล" ไม่ได้แค่ถ่ายภาพ แต่เป็นหุ่นยนต์ที่มีมือจับ ถ้าเจอกล่องดำก็สามารถนำขึ้นมาได้ทันที ขณะนี้รอเพียงขั้นตอนปฏิบัติ ถ้า "บลูฟิน 21" ไม่ประสบความสำเร็จ "มังกรทะล" ก็พร้อมจะออกโรงค้นหากล่องดำ "เอ็มเอช 370" ต่อ

               ส่วนประเด็น "คราบน้ำมัน" ซึ่งค้นพบเมื่อวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา และมีการเก็บตัวอย่างน้ำมันไปตรวจสอบ อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบว่าเป็นน้ำมันจากเครื่องบิน "เอ็มเอช 370" หรือไม่นั้น

               ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า ปกติแล้วเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่สามารถบรรทุกน้ำมันได้ 3 หมื่นแกลลอน บินไป 7 ชั่วโมง จนถึงบริเวณที่ค้นหาตอนนี้ คาดว่าน้ำมันน่าจะหมดแล้ว ทั้งนี้ เครื่องบินโบอิ้ง 777 จะมีถังเก็บน้ำมันบริเวณช่วงปีก เรียก "น้ำมันเครื่องบิน" มีลักษณะเป็นก๊าซใส คาดว่าคงหลงเหลือน้อยมาก อาจถูกคลื่นลมซัดแตกกระจาย ไม่น่าจะเหลือมาถึง 5 สัปดาห์แห่งการค้นหา นอกจากนี้ยังมี "น้ำมันเครื่องยนต์" หล่อเลี้ยงกลไกต่างๆ ของเครื่องยนต์นั้น แต่น้ำมันส่วนนี้ก็น้อยมากเช่นกัน จึงไม่น่าจะหลงเหลือให้เห็น จึงเกิดข้อสงสัยว่า คราบน้ำมันที่พบและกำลังรอผลการตรวจนั้น เป็นคราบน้ำมันมาจากอะไรกันแน่!!

..................................................................

(หมายเหตุ : "ปริศนา เอ็มเอช 370" จากรายการเก็บตกภาคค่ำ เนชั่นทีวี 19.30 น. โดย "นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์" ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี และ "พรรณี อมรวิพุธพนิช" บรรณาธิการรายงานพิเศษ)