
เมื่อ'เนวิน'คิดจะเป็น'โปรโมเตอร์มวย'
เมื่อ'เนวิน'คิดจะเป็น'โปรโมเตอร์มวย' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/twitter@DoctorAmorn
คำให้สัมภาษณ์ของ คุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสร "บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด" สโมสรฟุตบอลชื่อดัง ที่สร้างชื่ออีกครั้ง ด้วยการนำวัยรุ่นที่มีการอ้างว่าก่อเหตุวิวาทในงานขึ้นชกกับนักมวยอาชีพ กระทั่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหู ส่วนตัวขอให้ความเห็นในมุมมองทางวิชาการและข้อกฎหมาย ให้ท่านผู้อ่านนำไปคิดต่อว่าอะไรเป็นอะไร
สิ่งที่คุณเนวินพยายามชี้แจงสื่อมวลชนและสาธารณชน คือ การเป็นเจ้าภาพในงาน และได้ประกาศ "มาตรการทางสังคม" (social sanction) ไว้ชัดเจนก่อนเริ่มงานแล้วว่า ใครทำอะไรจะมีโทษอะไรอย่างไร ซึ่งมีการพาดพิงไปถึงการไม่เคารพกฎหมายของคนในสังคมที่มีมากขึ้น
ฟังดูอาจมีเหตุผลและเชื่อว่า มีคนจำนวนหนึ่งต้องให้การสนับสนุนแนวคิดวิธีการ หรือคล้อยตามในสิ่งที่คุณเนวินได้ชี้แจงนี้อย่างแน่นอน ปัญหาอยู่ตรงที่ในแง่ข้อกฎหมาย สิ่งที่คุณเนวินดำเนินการไปนั้น อยู่ในขอบเขตของกฎหมายอย่างไรกันบ้าง ซึ่งหลักกฎหมายทั่วไปที่มีคนออกมาพูดถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ก็ดี หรือเรื่องของการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ตีความได้กว้างขวาง
แต่อาจมีนักกฎหมายบางท่านมองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการละเมิดกฎหมายฉบับสำคัญ คือ กฎหมายอาญา ทั้งเรื่อง "การบังคับข่มขืนใจ" หรือ กระทั่งการ "ทำให้เสื่อมเสรีภาพ", "การหน่วงหนี่ยวกักขังให้ผู้อื่นเสรีภาพ" ต่างกรรมต่างวาระกันหรือไม่
ที่นำเสนอมา เป็นทั้ง "ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย" ที่ "ผู้รู้และผู้ปฏิบัติ" อาจต้องนำไปพิจารณาร่วมกันว่า เข้าข่ายใดหรือไม่ เพราะในหลักการทางกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความอาญา เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ หากละเว้นไม่ปฏิบัติหรือกระทำเกินขอบอำนาจหน้าที่ ก็ล้วนแล้วแต่มีโทษกำกับเอาไว้เช่นเดียวกัน
มองดูแล้วเรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่คุณเนวินพูดทิ้งท้ายในการให้สัมภาษณ์ ดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งความว่า "เอากฎหมายปกป้องคนส่วนน้อย มากกว่า คนส่วนใหญ่ ทำให้คนส่วนน้อยไม่เกรงกลัวเคารพกฎหมาย เหมือนกับวัยรุ่นที่ก่อกวน แค่เสียเงินค่าปรับ 500 บาท กลับบ้านปกติ ก็ไม่ได้สำนึกอะไร แต่พอให้ขึ้นไปชกมวยบนเวทีในวันแรก เห็นผลทันตา" น่าจะลองนำมาคิดพิจารณา
สิ่งที่คุณเนวินพูดนั้น เป็น "ความเชื่อ" หรือบางคนมองว่า เป็น "เรื่องจริงปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย" ถ้าเช่นนั้น ก็น่าตั้งคำถามมาถึงทุกฝ่าย ทั้งคนใช้กฎหมาย และถูกบังคับใช้กฎหมายว่า เรื่องราวที่คนส่วนหนึ่งมีความเชื่อและเห็นจริงเช่นนั้นคือ เรื่องที่ถูกต้องและสมควรให้ดำเนินไปตามครรลอง หรือ "บรรทัดฐาน" ของสังคมท้องถิ่นหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่อย่างไร
ผมได้บรรยายให้ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมได้รับฟังและเพื่อเป็น "ข้อพิจารณา" อยู่เสมอว่า "คนในสังคมทุกสังคมปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะคนเหล่านั้น ยินยอมเป็นผู้ถูกปกครอง (policed by consent) อาจเข้าหลักสัญญาประชาคมอย่างที่พวกเราผู้เรียนกฎหมายเรียนรัฐศาสตร์ท่องกันขึ้นใจ" นั่นแสดงว่า หากเขามอง "กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่เขาพึ่งพาได้ หรือเขาไม่ยอมตนเป็นผู้ถูกปกครอง การละเมิดกฎหมายจะเกิดขึ้น" หรือในบางพื้นที่จากการทำวิจัยเคยมีผู้มาให้ข้อมูลว่า เมื่อพึ่งกฎหมายไม่ได้ เขาขอใช้วิธีการของเขาเอาความกันเอง พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน คือ "ศาลเตี้ย" นั่นเอง
ผมเห็นว่า ความคิดของคนส่วนใหญ่เวลานี้ น่าจะยังให้ "ความเคารพและยอมตนอยู่ภายใต้กฎหมายที่คนส่วนใหญ่ให้ความเคารพยำเกรงกันอยู่" แต่สิ่งที่คุณเนวินบอกกล่าวมานั้น ไม่ว่าจะเป็น "ความในใจส่วนตัว" หรือ มีเจตนาอื่นใดก็ตาม ถือว่าน่าจะต้องมาทบทวนกันดูบ้างว่า ความผิดทั้งลหุโทษ ยอมความกันได้ หรือ โทษานุโทษที่มีบังคับใช้อยู่นั้น อะไรบ้างต้องแก้ไข หรือ อะไรที่บังคับใช้แล้วใช้ได้ผลจริง แต่ที่เห็นด้วยอยู่เสมอ คือ "คนทำดี ต้องได้ดี และคนทำผิดต้องได้รับโทษ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับคนที่คิดจะทำผิด" สูตรนี้ผมมั่นใจว่า จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคงและสันติสุข



