
'ศอ.รส.'วอนพิจารณาคดี'ปู'อย่างเป็นธรรม
'ศอ.รส.'ออกแถลงการณ์วอน 'องค์กรอิสระ' พิจารณาคดี 'ปู' อย่างเป็นธรรม 'กปปส.-นปช.' ควรยุติการชุมนุมใหญ่ อ้างเหตุสถานการณ์อาจรุนแรง ตามคาดปลัดสธ.ไม่ร่วมสังฆกรรม
เมื่อเวลา13.00น.วันที่ 17 เม.ย.2557 ที่บช.ปส. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) แถลงว่า ที่ประชุม ศอ.รส.ได้มีความเห็นควรออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เรื่องข้อเรียกร้องต่างๆ เพื่อการแก้ไจปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ทั้งนี้แถลงการณ์ฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า ตลอดเวลา30 วันที่ได้มีการจัดตั้ง ศอ.รส. ให้ทำหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการทั้งปวงให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ตลอดมาในระดับหนึ่งนั้น ขณะนี้มีข้อมูลอย่างเพียงพอที่ได้บ่งชี้ว่าจะเกิดความรุนแรงและเหตุร้ายขึ้นในเขตพื้นที่รับผิดชอบของ ศอ.รส. โดยเฉพาะการระดมจัดมวลชนให้มีการชุมนุมใหญ่ทั้งของ กปปส. และ นปช. และกลุ่มอื่นๆ ในลักษณะท้าทายและแข่งขันกัน ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การวินิจฉัยขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2 องค์กร คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
นายธาริต กล่าวว่า ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญนั้นกำลังจะมีคำวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ตามมาตรา266 แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรีกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 266ดังกล่าว รัฐมนตรีทั้งคณะก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา180 ซึ่งแม้มาตรา181จะบัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ แต่ก็มีการคาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญ คือวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งโดยจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา181อีกไม่ได้
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดสุญญากาศตามที่กลุ่ม กปปส.เพื่อนำไปสู่การทูลเกล้าฯครม.ชุดใหม่ขณะที่กลุ่ม นปช. ก็จะไม่ยอมรับการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตลอดจนการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งขณะนี้ก็ได้ปรากฏเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผชิญหน้าและการท้าทายที่จะจัดการชุมนุมใหญ่ด้วยกันทั้ง2ฝ่าย และจะนำไปสู่การปะทะกันและก่อเหตุร้ายต่อกันและกันแล้ว
ทั้งนี้ศอ.รส.ขอให้แต่ละฝ่ายดำเนินการดังต่อไปนี้1.คณะกรรมการป.ป.ช. ด้วยความเคารพต่อองค์กรและเห็นถึงบทบาทอันสำคัญ แต่มีความกังวลในตัวคณะกรรมการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีและมี คำวินิจฉัยต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ในกรณีโครงการรับจำนำข้าวอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างคนของพรรคฝ่ายค้านและกับพรรคฝ่ายรัฐบาล โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอันเป็นมาตรฐานสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
2.ศาลรัฐธรรมนูญ ศอ.รส.มีความกังวลในตัวตุลาการบางคน ศอ.รส. จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีคำวินิจฉัยต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ในกรณีการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อย่างตรงไปตรงมาเพราะเมื่อเป็น การกระทำในอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่อาจเป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงได้ และประการสำคัญอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไม่วินิจฉัยเกินเลยไปถึงขนาดว่าหากความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว ครม.ทั้งคณะจะต้องพ้นจากตำแหน่งไปตามมาตรา180โดยจะอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ตามมาตรา181 อีกไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะต้องปฏิบัติตามจริยธรรมและคำถวายสัตย์ อันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องยึดถือในการปฏิบัติหน้าที่ด้วย
3.ศอ.รส. ขอเรียกร้องครม.ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญครม.จะต้องแก้ไขปัญหามิให้เกิดสุญญากาศ เพราะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเสียเอง ครม.ก็ชอบที่จะทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่าครม.ต้องพ้นจากการอยู่ในตำแหน่งตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินจากรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะครม.ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง การจะพ้นไปก็สมควรที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นไป มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ชี้ขาดเสียเองโดยฝ่าฝืนมาตรา181ดังกล่าว โดยในระหว่างทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยนั้นให้กราบบังคมทูลด้วยว่า ครม.จะคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา181การทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดข้อยุติอันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง โดยมิต้องเกิดการใช้กำลังของกลุ่มคน2กลุ่มเข้าก่อเหตุร้ายต่อกัน และป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีกระทำผิดตามมาตรา181ด้วย
นายธาริต กล่าวต่อว่า ศอ.รส. เห็นว่ามาตรา 181เป็นหลักการอันสำคัญของการบริหารประเทศที่ป้องกันไม่ให้เกิดสุญญากาศหรือช่องว่าง โดยจะไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้เป็นอันขาดในทุกๆ กรณี ซึ่งในอดีตรัฐธรรมนูญทุกฉบับก็บัญญัติไว้ทำนองเดียวกับมาตรา181 อนึ่ง ข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นนั้น รวมถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้วินิจฉัยว่าข้อกล่าวหาต่อนายกรัฐมนตรีมีมูล และนายกรัฐมนตรีต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 272ด้วย
นอกจากนี้ ศอ.รส. ขอเรียกร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ให้รับผิดชอบในการจัดให้มี การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็ว เพื่อจะได้มีรัฐบาลชุดใหม่เข้าบริหารประเทศ ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ และการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ จะยุติลงทันที และการแสดงพฤติกรรมของ คณะกรรมการกกต. บางคนที่ประกาศชัดเจนว่า จำเป็นต้องเอนเอียงเข้าข้างบางฝ่ายนั้น เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรอย่างยิ่งและเข้าข่ายผิดต่อกฎหมายด้วย
ศอ.รส. ขอเรียกร้อง แกนนำ กปปส.และแกนนำ นปช.ให้ยุติการชุมนุมและไม่ปลุกระดมเรียกคนเข้าร่วมชุมนุมใหญ่ เพราะจะเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการกระทบกระทั่ง และก่อเหตุร้ายต่อกันและกัน หากแกนนำยังคงฝ่าฝืนจนเกิดเหตุร้าย แกนนำทุกคนทุกกลุ่มจะต้องรับผิดชอบต่อการทำผิดกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งอย่างถึงที่สุด อีกทั้งขอเรียกร้องต่อหัวหน้าส่วนราชการระดับสูง อันได้แก่ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่นๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการให้ส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สามารถปฏิบัติงานให้บริการประชาชนได้อย่างดีตามปกติ โดยไม่ถูกบุกรุกหรือปิดล้อมจนไม่สามารถให้บริการได้ รวมถึงการกำชับ ตักเตือน และดูแลให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกับกิจกรรมใดๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนแกนนำของกลุ่มเรียกร้องที่กระทำผิดกฎหมายและอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี เช่น กลุ่ม กปปส. และกลุ่มอื่นๆ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมด้วย
อย่างไรก็ตาม ศอ.รส.ขอเรียกร้องประชาชนให้งดเว้นการเข้าร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม กปปส. และกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มอื่นใด เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและเหตุร้ายที่จะรุนแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมด้วย และขณะนี้แกนนำของทุกฝ่ายได้พยายามใช้การปลุกระดมในลักษณะสงครามทางจิตวิทยา เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อฝ่ายตนและเพิ่มความเกลียดชังฝ่ายอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องมีสติ และใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อตามคำยุยงแล้วกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป
ด้าน นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.กระทรวงยุติธรรม ในฐานะรองผอ.ศอ.รส. กล่าวเสริมว่า ขอยืนยันว่าข้อเสนอเดิมเรื่องนายกรัฐมนตรีพระราชทาน หรือ นายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 มีวัตถุประสงค์นำเสนอขึ้นหากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจนอกกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ จึงจะพึ่งมาตรา 7 เพราะนี้คือแนวทางที่ทางศอ.รส.คิดว่าดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง ทั้งนี้ยืนยันว่าแถลงการณ์ศอ.รส.ฉบับนี้ไม่ได้ต้องการตอบโต้หรือขู่ฝ่ายใดฝายหนึ่ง แต่ต้องการเตือนให้ทุกฝ่ายได้นึกถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นการจะดำเนินการใดต้องระมัดระวัง และยืนยันว่าทางศอ.รส.ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล แต่สิ่งที่ทาง ศอ.รส.เสนอต้องการเตือนทุกฝ่ายที่ควรจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้
ปชป.ขู่เอาผิดศอ.รส.ฐานกบฏ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้คำแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.)ว่า เบื้องต้นเชื่อว่าแถลงการณ์ดังกล่าวนั้นส่อว่าจะเข้าข่ายความกบฏ เพราะได้กล่าวโจมตีโครงสร้างกระบวนการประชาธิปไตย องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นบุคคลที่ร่วมออกแถลงการณ์และลงนามควรได้รับโทษตามกฎหมาย หากเป็นนักการเมืองอาจถือเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ดังนั้นทางคณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมรวบรวมหลักฐาน และพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้อง อาทิ การแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นมติของคณะศอ.รส. หรือในนามส่วนตัวเพื่อดำเนินการฟ้องร้อง
"วสันต์ ระบุศาลรธน.มีอำนาจชี้ขาดสถานภาพปู
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยสถานะนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182(7) จากกรณีการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากสถานะของนายกรัฐมนตรีได้สิ้นสุดลงนับแต่มีพ.รฎ.ยุบสภาแล้ว ว่า ต้องถามว่า แล้วน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีอยู่ต่อไปจนมีรัฐบาลใหม่เข้ามาใช่หรือไม่ และยังรับเงินเดือน ใช้รถประจำตำแหน่งอยู่ อีกทั้งยังคงทูลเกล้าฯการออกพระราชกฤษฎีกาต่างๆ ได้อยู่ รวมทั้งยังมีอำนาจสั่งการข้าราชการได้อยู่ เพียงแต่อำนาจถูกจำกัดลงโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 181 เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงถือว่าเหตุแห่งการวินิจฉัยยังมีอยู่ และอยู่ในอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย
ศาลรธน.ไม่หวั่น ศอ.รส. ออกแถลงการณ์เตือน
แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ของ ศอ.รส. ว่า ยืนยันว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคดีตามหลักกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด ซึ่งช่วงที่ผ่านมาตุลาการก็ถูกโจมตี และโดนกดดันในการวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง ตุลาการก็ไม่หวั่นไหวแต่อย่างใด เพราะได้วินิจฉัยยึดตามรัฐธรรมนูญ ตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม กรณีนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คงไม่ฟ้องร้องหรือดำเนินคดีแต่อย่างใด
ศอ.รส.ถกปลัดกระทรวงไร้เงาสธ.ตามคาด
เมื่อเวลา 14.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ได้เรียกประชุมปลัดกระทรวง เพื่อหารือและทำความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมือง โดยมีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผอ.ศอ.รส. เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีปลัดกระทรวงและตัวแทนปลัดกระทรวงทั้ง 20 กระทรวง เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง โดยมีกระทรวงสาธารณสุข ที่ไม่มีปลัดกระทรวงและตัวแทนเข้าร่วม ส่วนกระทรวงที่มีการส่งตัวแทนเข้าร่วมคือ คมนาคม , ต่างประเทศ ,พลังงาน และแรงงาน
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวเปิดการประชุมว่า ศอ.รส.ไม่ได้ใช้อำนาจบาดใหญ่ แต่เมื่อได้ศอ.รส.ได้รับอำนาจให้ดูลความสงบจึงได้เรียนเชิญปลัดกระทรวงมาพูดคุย โดยการที่ที่จะได้มาเป็นปลัดได้เป็นเรื่องยาก ต้องมีคุณวุฒิ วัยวุฒิ ไม่อย่างนั้นจะขึ้นมาตำแหน่งไม่ได้ และในวันที่ทางศอ.รส.ได้มีกาออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เพราะถ้าไม่ตัดสินใจออกแถลงการณ์ หากมีการฆ่ากันตาย พวกตนจะถูกประนาฌด้วย
กปปส.เตรียมทำพิธีพุทธาพิเษกพระพุทธรูปปางพิชิตมาร
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมกลุ่ม กปปส. ในช่วงเช้าเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เดินทางออกไปชุมนุมที่องค์การเภสัชกรรมกับแกนนำกปปส. ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนที่ปักหลักอยู่ภายในพื้นที่การชุมนุมก็พากันพักผ่อนอยู่ภายในเต็นท์ที่พักและใต้ร่มไม้ กระทั่งช่วงบ่ายที่ผู้ชุมนุมเดินทางกลับจากองค์การเภสัชกรรม ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้นมา โดยบนเวทีปราศรัยมีการแสดงดนตรีสร้างความคึกครื้นให้ผู้ชุมนุมอย่างมาก โดยผู้ชุมนุมบางคนได้มาปักหลักหน้าเวทีเพื่อติดตามกิจกรรมที่มีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในวันที่ 19 เม.ย.นี้ ตรงกับวันเสาร์ แรม 5 ค่ำ เดือน5 หรือที่เรียกว่าวันเสาร์5 ถือเป็นวันพิเศษ วันแรง วันแข็งตามคติโบราณ ที่ให้คุณทางด้านความสำเร็จสมประสงค์ ถือเป็นฤกษ์มงคลเป็นวันโชคชัย หรือเรียกว่า วันแข็งหรือวันขลัง ทางแกนนำ กปปส.จะทำพิธีพุทธาพิเษก "พระพุทธรูปปางพิชิตมาร" ภายในสวนลุมพินี โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00น. และดับเทียนชัยมงคลเวลา 18.00 น. เพื่อความเป็นศิริมงคลของผู้ชุมนุม โดยพระพุทธรูปดังกล่าวจะประดิษฐานไว้ภายในสวนลุมพินี
พท.ส่ง"จารุพงศ์ - โภคิน" หารือร่วมกกต.
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมกิจการพรรคเพื่อไทย ในวันนี้(17 เม.ย.) ว่า ได้หารือกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เชิญพรรคการเมืองเข้าหารือในวันที่ 22 เม.ย.นี้ ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยมีมติส่งนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายโภคิน พลกุล กรรมการกิจการพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนพรรคเข้าร่วมประชุม เพื่อนำข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย โดยจะนำมติของ 53 พรรคที่ต้องการให้ กกต.จัดการเลือกตั้งภายใน 60 วันไปเสนอที่ กกต. โดยเห็นว่า ถ้า กกต.จัดการเลือกตั้งเร็วเมื่อไร ยิ่งเป็นประโยชน์กับประเทศ ส่วนการที่สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารจัดการการเลือกตั้งออกมาระบุว่า ต้องใช้เวลา 90 วันในการจัดการเลือกตั้ง ทางพรรคเห็นว่า ช้าเกินไป ถ้าหากวันนี้เห็นว่า มีปัญหาอุปสรรคก็ต้องนำปัญหามาพูดคุยกันให้ได้ข้อยุติ
“อภิสิทธิ์”ระบุยังไม่ตัดสินใจร่วมประชุม “กกต.”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวผ่านรายการฟ้าวันใหม่ ทางสถานีโทรทัศน์บลูสกาย ต่อกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงการกำหนดวันเลือกตั้งรอบใหม่ ที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ว่า ไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเรื่องนี้ เพราะขณะนี้ยอมรับว่าปัญหาสำคัญคือการจัดการเลือกตั้งด้วยความเรียบร้อยและได้รับการยอมรับ ดังนั้นในการประชุมพรรคการเมือง วันที่ 22 เม.ย. กกต.ควรตั้งคำถามให้ดี ว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งเรียบร้อย ไม่มีสภาพบ้านเมืองที่ว่าวาย แทนการตั้งคำถามว่าจะเลือกตั้งวันที่เท่าไร ส่วนตนจะไปร่วมการหารือด้วยตนเองหรือไม่ อยู่ระหว่างการพิจารณา ว่าจะมีบุคคลใดเข้าร่วมบ้าง ทั้งนี้อยากให้ กกต. ระบุให้ชัดว่า ได้เชิญหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค หรือเลขาธิการพรรคเข้าร่วม และเชื่อว่าการหารือดังกล่าวไม่สามารถได้ข้อสรุปภายในการหารือเพียงครั้งเดียว ดังนั้นกกต.ควรรับฟังและพิจารณาเหตุผลของทุกฝ่าย แต่ปัญหาที่ตนกังวลคือ กรณีที่รัฐบาลรับฟังข้อเสนอเฉพาะของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำให้การหารือพรรคการเมืองไม่เกิดประโยชน์
ปธ.กกต.วอนปชป.ร่วมหารือ
นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวภายหลังการประชุมกกต.ในวันนี้(17 เม.ย.) ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณากรอบการหารือที่กกต.จะนำไปหารือกับพรรคการเมืองในวันที่ 22 เม.ย.นี้ เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสม โดยจะมีการเสนอกรอบเวลาพร้อมกับเหตุผลให้กับพรรคการเมืองได้พิจารณาโดยกกต.เห็นว่าควรมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นภายใน 60 วันนับแต่พระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่มีผลบังคับใช้ รวมทั้งจะบอกถึงการแก้ไขระเบียบฯต่างที่เป็นอุปสรรค ทำให้การเลือกตั้งไม่สำเร็จ ซึ่งก็น่าจะเป็นไปตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้งเสนอก่อนหน้านี้ โดยขณะนี้มี 42 พรรคการเมืองตอบรับเข้าร่วมประชุมแล้ว แต่ยังขาดพรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการประสานงาน จึงอยากขอเชิญหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้มาร่วมประชุม เพราะการเลือกตั้งไม่ใช่งานของกกต.แต่เป็นงานของประเทศ อีกทั้งหน้าที่ของพรรคการเมืองคือการต้องส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จึงควรที่จะได้มาพูดคุยแสดงความคิดเห็นกัน



