ข่าว

'3เหลี่ยม3มุม'เทคนิคพิชิตกล่องดำใต้มหาสมุทรอินเดีย

'3เหลี่ยม3มุม'เทคนิคพิชิตกล่องดำใต้มหาสมุทรอินเดีย

17 เม.ย. 2557

'3เหลี่ยม3มุม'เทคนิคพิชิตกล่องดำใต้มหาสมุทรอินเดีย

           ผ่านไปแล้ว 38 วัน (14 เม.ย.) กับการค้นหาเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 ที่ยังไม่มีการค้นพบเศษซากชิ้นส่วนของเครื่องบินลำนี้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายต่างยืนยันว่าแบตเตอรี่ในกล่องดำได้หมดลงแล้วนั้น ทำให้ทีมค้นหาเที่ยวบินปริศนาต้องมีการดัดแปลงคิดค้นวิธีการเพื่อภารกิจพิเศษโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันสื่อมวลชนต่างประเทศได้พยายามสืบค้นและขุดคุ้ยทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับการหายไปของเครื่องบิน "เอ็มเอช 370" ไว้ 2 ประเด็นใหญ่
 
           ประเด็นแรก เริ่มจากหนังสือพิมพ์ของมาเลเซีย รายงานข่าวอ้างจากแหล่งข่าวว่า “ฟาริค อับดุล ฮามิด” ผู้ช่วยนักบิน พยายามที่จะโทรศัพท์ครั้งสุดท้าย เมื่อเครื่องบินเลี้ยวกลับมายังหมู่เกาะปีนังของประเทศมาเลเซีย โดยมีการจับคลื่นของเสาสัญญาณโทรศัพท์ซึ่งอยู่สูงประมาณ 7,000 ฟุต ได้ 1 ครั้ง ซึ่งเพื่อนของผู้ช่วยนักบินรายนี้บอกว่า หากเขาจะต้องการโทรศัพท์ครั้งเดียวได้จริงๆ คงเลือกที่จะโทรศัพท์กลับมาหาแม่ของเขา เพราะเขาผูกพันกับแม่มาก
 
           ประเด็นที่สอง สื่อมวลชนจากอังกฤษ รายงานข่าวอ้างว่า “ซาฮารี อาห์หมัด ชาห์” กัปตันรายนี้ พยายามที่หลอกล่อผู้ช่วยนักบินให้ออกจากห้องนักบิน โดยให้ไปเอากาแฟมาให้แล้วล็อกห้องไว้ จากนั้นมีวิธีการจารกรรม หรือไฮแจ็ค

           ทว่าทางการมาเลเซียไม่ได้ออกมายอมรับหรือปฏิเสธถึงสองประเด็นนี้ เพียงแต่บอกว่า หากเป็นเรื่องจริงทางการมาเลเซียจะต้องรู้รายละเอียดก่อนคนอื่นแน่นอน!!

           ความคืบหน้าในการค้นหาวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา มีการกระชับพื้นให้แคบลงจากเดิม 2 แสนตารางกิโลเมตร ลดพื้นที่เหลืออยู่ประมาณ 4 หมื่นตารางกิโลเมตร พื้นที่นี้อยู่ห่างจากเกาะออสเตรเลียประมาณ 1,700 กิโลเมตร วันนี้ ทีมค้นหาได้พบเห็นคราบน้ำมันในบริเวณนั้น และตักคราบน้ำมันประมาณ 2 ลิตรส่งให้ผู้เชี่ยวชาญไปพิสูจน์ว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับเที่ยวบิน เอ็มเอช 370 หรือไม่

           ส่วนปฏิบัติการค้นหายังคงค้นหาต่อไป โดยการส่งเครื่องบินชื่อ P-3 Orion ปล่อยทุ่นลอยน้ำโซนาร์ ไม่น้อยกว่า 80 อัน เพื่อให้ลอยอยู่ในจุดที่จะค้นหา ในมหาสมุทรอินเดีย จะปล่อยอยู่ห่างกันไม่เกิน 16 ไมล์ แต่ละอันจะรอรับสัญญาณจากกล่องดำ อาจมีความหวังที่จะจับสัญญาณจากกล่องดำ ความตั้งใจคือให้ทุ่นโซนาร์ให้สัญญานให้ได้อย่างน้อย 3 อัน  ถ้าจับได้เพียง 1-2 อันโอกาสที่จะทราบพิกัดได้ชัดเจนขึ้น ข่าวร้ายคือแบตเตอรี่ของกล่องดำนั้นลดน้อยลง และการค้นหาด้วยวิธีนี้จะยากขึ้นไปเรื่อยๆ
   
           ระหว่างการค้นหากล่องดำ...ผู้เชี่ยวชาญได้คิดค้นทฤษฎีใหม่ขึ้นมา ดัดแปลงมาจากทฤษฎี “3 เหลี่ยม 3 มุม” ที่เชื่อว่าสัญญาน 4 ปิงที่ได้รับเมื่อวันที่ 3-8 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ทราบพิกัดที่แน่นอน โดยจะใช้เรือ 3 ลำ ทำเป็น 3 มุม เรือลำที่ 1 เมื่อรู้พิกัดของตัวเองแล้ว จะลากเป็นเส้นตรงไปยังจุดที่ได้รับสัญญานปิง เรือลำที่ 2 ก็เช่นกัน และเรือลำที่ 3 ก็ลากเส้นตรงมายังคลื่นสัญญานที่ได้รับ และเชื่อว่าเมื่อจุดตัดกันก็อาจจะเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมเล็กๆ ก็จะรู้ตำแหน่งคร่าวๆ เมื่อรู้ตำแหน่งแล้ว ทีมงานต้องใช้อุปกรณ์ลงไปค้นหาใต้น้ำ

           โดยอุปกรณ์ในการใช้ค้นหาจับสัญญานก็คือ “ทีพีแอล” เป็นการลากสายเคเบิลจากเรือ ซึ่งน่าจะเก็บขึ้นมาแล้วในวันนี้ และจะมีการส่งตัวใหม่ลงไป เรียกว่า “บลูฟิน 21” หรือ "โดรน" ที่คนไทยเรียกว่า "ยานดำน้ำไร้คนขับ" ตัวนี้ จะมีแบตเตอรี่อยู่ได้ 25 ชั่วโมง ฉะนั้นพื้นที่ค้นหาคือ 40 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจะมีการติดกล้องเพื่อถ่ายภาพใต้น้ำ ให้ผู้เชี่ยวชาญทำการวิเคราะห์ว่าใช่กล่องดำหรือไม่ "บลูฟิน" ที่ส่งไปใช้เวลา ลงไป 2 ชั่วโมง ทำงาน 16 ชั่วโมง และขึ้นมาอีก 2 ชั่วโมง เพื่อมาชาร์จแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งใต้ทะเลนั้นไม่ได้เป็นพื้นที่ราบเรียบ มีโขดหินหรือภูเขาเล็กๆ ใต้น้ำ ไม่รู้ว่ากล่องดำนั้นจะไปซ่อนอยู่ที่ไหน ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่บลูฟินนั้นต้องลงไปทำงานที่ลึกถึง 5 กิโลเมตร ทำให้เชื่อว่าการค้นหาไม่ใช่เรื่องง่าย
          
           สำหรับประเด็นวัตถุที่อยู่บนเครื่องบินอาจเป็นชนวนในการหายไปอย่างปริศนาของ "เอ็มเอช 370" นั้น  ล่าสุดตำรวจมาเลเซียยอมรับว่า มีการสืบสวนเกี่ยวกับสินค้าใต้เครื่องบิน หลังจากช่วงแรกปฏิเสธว่าไม่มีสินค้าต้องสงสัย ซึ่งมีวัตถุต้องสงสัย 2 อย่าง คือ "แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน" และ "มังคุด" ?!!

           หลังจากนักข่าวระหว่างประเทศ สืบพบว่า ใต้ท้องเครื่องบินมี "แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน"  200 กิโลกรัม  ทั้งนี้ เครื่องบินโบอิ้ง 747 เป็นเครื่องบินบรรทุกสินค้าของบริษัทยูพีเอส เคยบรรทุก"แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน" 1,000 ก้อน จากเมืองดูไบ ไปที่ประเทศเยอรมนี ปรากฏว่าออกจากดูไบได้แค่ครึ่งชั่วโมง ต้องวนเครื่องกลับมาที่สนามบิน เนื่องจากมีไฟลุกและมีลูกเรือเสียชีวิต 2 ราย

           ผ่านไป 3 ปีจึงมีหลักฐานว่า "แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน" ดังกล่าวเกิดประกายไฟและระเบิด โดยควันไฟได้เข้าไปถึงห้องกัปตัน และมีการตัดระบบสื่อสารระหว่างภาคพื้นดินด้วย ตอนนั้นกัปตันเอาเครื่องลงจอดโดยไม่ได้ติดต่อกับภาคพื้นดิน

           ส่วน "มังคุด" 4,000 กิโลกรัม ที่มาจาก รัฐยะโฮร์ ห่างจากกัวลาลัมเปอร์  185 กิโลเมตร ชาวสวนที่นั่นปฏิเสธว่า แถวนั้นพื้นที่ไม่มีสวนมังคุด แต่ผู้ส่งออกนำมังคุดไปบรรจุที่นั่น แต่ทว่ามีข่าวลือถึงการซุกซ่อนระเบิดมากับมังคุดเหล่านั้น

           จากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญระบบความปลอดภัยของสนามบิน ถึงระบบการตรวจสอบสินค้าที่จะนำขึ้นเครื่องบิน โดยเฉพาะเครื่องบินโบอิ้งบางลำสามารถบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ได้ถึง 20 ตู้ ทำให้มีการสงสัยว่าควรมีการตรวจสอบมาตรฐานมากน้อยเพียงใด ให้ข้อมูลว่า ปกติแล้วทุกสนามบินใน 140 ประเทศทั่วโลก จะมีองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ และสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ จะมีการวางระบบความปลอดภัยว่า ต้องเอกซเรย์อย่างไรบ้าง ถ้าสินค้าภายในตู้มีสีแดงต้องเปิดมาตรวจสอบ แต่ความเข้มงวดของแต่ละสนามบินไม่เหมือนกัน โดยการส่งของควรจำเป็นส่งล่วงหน้า 24 ชั่วโมง ถ้าบริษัทที่คุ้นเคยกันแล้วก็ส่งเพียง 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก จึงทำให้มีการถามว่าสนามบินมาเลเซียมีความเข้มงวดมากน้อยแค่ไหน นอกจากระบบตรวจสอบของสนามบิน ยังมีศุลกากรที่คอยตรวจสอบว่ามีสินค้าที่ห้ามนำเข้าหรือไม่ ต้องเสียภาษีหรือไม่ 

           อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในการสืบสวนหาเบาะแสการหายไปอย่างปริศนาของ "เอ็มเอช 370" ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจของมาเลเซียยืนยันว่า มีหลักฐานแล้ว 205 ชิ้น แต่จะไม่เปิดเผยจนกว่าเจอกล่องดำ !!!
...............................

(หมายเหตุ : "ปริศนา เอ็มเอช 370" จากรายการเก็บตกภาคค่ำ เนชั่นทีวี 19.30 น. โดย "นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์" ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี และ "พรรณี อมรวิพุธพนิช" บรรณาธิการรายงานพิเศษ)