ข่าว

 แม่เมาะนำร่องใช้'โซลาร์เซลล์'พัฒนาระบบจ่ายน้ำบนทุ่งบัวตอง

แม่เมาะนำร่องใช้'โซลาร์เซลล์'พัฒนาระบบจ่ายน้ำบนทุ่งบัวตอง

16 เม.ย. 2557

แม่เมาะนำร่องใช้'โซลาร์เซลล์'พัฒนาระบบจ่ายน้ำบนทุ่งบัวตอง

             ระยะเวลากว่า 11 ปีแล้วที่ “ทุ่งบัวตอง” ภายในบริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อได้รับการกล่าวขานเรื่องความงามของแมกไม้นานาพันธุ์ ดอกไม้สีสันสวยงาม บานสะพรั่งอวดโฉมให้ได้ชมตลอดทั้งปี แต่ภายใต้ความสวยงามนั้นมีขั้นตอนการดูแลที่ต้องได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษโดยเฉพาะเรื่องการใช้น้ำ แม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเพียงพอตลอดทั้งปี แต่ติดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายเรื่องเชื้อเพลิงในการนำน้ำมาใช้ประโยชน์

             กระทั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กองโยธาและฟื้นฟูสภาพเหมือง (กย-ช.) ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ (อผม.) และกองประมวลผลและวิเคราะห์ (กปว-ช.) ฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ (อบม.) หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาจนนำมาสู่ผลงานเรื่อง “กรีน เทคโนโยลี ลดค่าใช้จ่ายระบบจัดการน้ำในแปลงเพาะปลูกบนทุ่งบัวตอง” หรือการนำระบบโซลาร์เซลล์มาใช้ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่ม “แดดจ้าบ้าพลัง” ซึ่งผลงานดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมคุณภาพประเภท Kaizen ที่นำเสนอในงานนิทรรศการเพิ่มผลผลิต กฟผ.แม่เมาะ ครั้งที่ 14 เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

             “สุพัตร์ พิมพ์กลาง” วิทยากรระดับ 8 แผนกรวบรวมข้อมูลและรายงานในฐานะเลขานุการกลุ่มแดดจ้าบ้าพลัง บอกว่า สืบเนื่องจากแผนกฟื้นฟูสภาพเหมือง ทำหน้าที่ในการดูแลและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเหมืองต้องใช้น้ำสำหรับรดต้นไม้วันละกว่า 10,000 ลิตร ในพื้นที่แปลงอนุรักษ์พันธุ์ไม้ดอกหอมจำนวน 4 ไร่ แปลงขยายพันธุ์หญ้าแฝกจำนวน 4 ไร่และแปลงไม้ยืนต้นจำนวน 10 ไร่ บริเวณสวนเฉลิมพระเกียรติ ที่ผ่านมาใช้รถบรรทุกในการลำเลียงน้ำ โดยเริ่มเดินทางจากลานจอดเครื่องจักรไปยังจุดรับน้ำและสิ้นสุดยังแท็งก์น้ำ ความจุ 10,000 ลิตร ที่ตั้งอยู่บริเวณแปลงอนุรักษ์พันธุ์พืช NE.Dump คิดเป็นระยะทางกว่า 5 กิโลเมตรและใช้เวลาจนเสร็จสิ้นกระบวนการรวม 60 นาที

             โดยวิธีการดังกล่าวพบว่าสร้างปัญหาเป็นอย่างมากทั้งเรื่องน้ำในแท็งก์ไม่เพียงพอ ไม่มีน้ำรดต้นไม้ตามเวลาที่กำหนดทำให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากต้นไม้ดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตได้อย่างเป็นระบบ ค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำค่อนข้างสูง คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยกว่า 532,692 บาทต่อปี แบ่งเป็นค่าน้ำมันรถบรรทุกน้ำจำนวน 480,240 บาทต่อปีและค่าน้ำมันในการสูบน้ำอัตราสูบ 10 ลิตรต่อวัน คิดเป็นเงินกว่า 124,452 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังติดปัญหาต้องรอรถบรรทุกน้ำเป็นเวลานาน เนื่องจากติดภารกิจหลักในการควบคุมฝุ่นในพื้นที่การทำเหมือง

             ทั้งนี้ หลังจากรับทราบปัญหาแล้วจึงร่วมกันหารือจนเกิดความร่วมมือของ 2 หน่วยงาน คือ กองประมวลผลและวิเคราะห์ฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะและกองโยธาและฟื้นฟูสภาพเหมือง ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ ภายใต้ชื่อกลุ่ม “แดดจ้าบ้าพลัง” สมาชิกประกอบด้วย 1.นายศรีเดช ปัญจขันธ์ หัวหน้าแผนกควบคุมคอมพิวเตอร์ หัวหน้ากลุ่ม 2.นายนรชัย ไกรฤกษ์ ช่างระดับ 6 รองหัวหน้ากลุ่ม 3.นายณัฐพงษ์ จุฑางกูร วิศวกรระดับ 5, 4.น.ส.มยุรี โกษสืบ พนักงานวิชาชีพระดับ 4, 5.ว่าที่ร้อยตรี ฤทธิวัฒน์ พลแหลม ช่างระดับ 7 แผนกฟื้นฟูสภาพเหมือง โดยมีนายฉลอง สนนิ่ม หัวหน้าแผนก เป็นที่ปรึกษากลุ่ม ได้สรุปให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาแก้ไขปัญหา เนื่องจากมีอุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่ได้ใช้งานอยู่แล้วนำมาประยุกต์ใช้งาน จากนั้นได้วางแผนการทำกิจกรรมเป็นระยะเวลา 4 เดือน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคม 2556

             "ขั้นตอนแรกที่กลุ่มเริ่มดำเนินการคือการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ 130 วัตต์ จำนวน 4 แผง การติดตั้งอุปกรณ์ปั๊มน้ำซึ่งทั้ง 2 อุปกรณ์มีอยู่แล้ว เตรียมไว้สำหรับงานวิกฤติหรือภาวะฉุกเฉิน มูลค่ารวม 60,000 บาท แบ่งเป็น โซลาร์เซลล์จำนวน 48,000 บาท ปั๊มน้ำและชุดควบคุมจำนวน 12,000 บาท นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมปั๊มน้ำ จากนั้นดำเนินการทดสอบการสูบน้ำด้วยพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งเมื่อทดสอบครั้งแรกพบว่าสูบไประยะหนึ่งน้ำมีความแรงลดลงเนื่องจากมีเศษวัชพืชติดอยู่หัวสูบปั๊มน้ำ จึงแก้ด้วยการจัดทำท่อลักษณะบ่อน้ำเพื่อกันเศษวัชพืชและจากการตรวจสอบผลการปรับปรุงแก้ไขอีก 3 ครั้ง ไม่พบปัญหาการใช้งานแต่อย่างใดสามารถสูบน้ำในอัตรา 30 ลิตรต่อนาที เต็มถัง 10,000 ลิตรใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง" สุพัตร์ กล่าว

             ทั้งนี้ จากผลการดำเนินกิจกรรมระยะเวลากว่า 4 เดือนพบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายระบบจัดการน้ำในแปลงเพาะปลูกได้ 100% หรือค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์จากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำเฉลี่ยกว่า 532,692 บาทต่อปี ขณะเดียวกันยังลดการเสียโอกาสของรถสูบสูบน้ำในการทำงานภารกิจหลักดับฝุ่นในบ่อเหมือง ลดการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการเสียเวลาในการรอรถสูบน้ำ ทำให้มีน้ำสำหรับรดต้นไม้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง สามารถควบคุมเวลาในการรดน้ำได้อย่างเป็นระบบตามเวลาที่กำหนด

             ทั้งนี้ ถือว่า “เหมืองแม่เมาะ” จะประสบผลสำเร็จในการนำโซลาร์เซลล์มาใช้ในระบบริหารจัดการน้ำบริเวณทุ่งบัวตองแล้ว แต่ “กลุ่มแดดจ้าบ้าพลัง” ยังไม่หยุดกิจกรรมเพียงเท่านั้น ได้ขยายผลนำระบบดังกล่าวไปติดตั้งเพิ่มอีก 2 จุด คือ 1.การใช้พลังแสงอาทิตย์สำหรับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและระบบซีซีทีวี บริเวณพื้นที่เอสอี และ 2.ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารไร้สายและระบบซีซีทีวี ในพื้นที่งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะอีกด้วย
 
             แม้ว่าเหมืองแม่เมาะจะมีภารกิจหลักในการจัดหาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทย แต่การพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนก็นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่เดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมีไฟฟ้าใช้อย่างยั่งยืน