
ปัญหารุมเร้า-ทิ้งนาขายแรงงาน
ปัญหารุมเร้า-ทิ้งนาขายแรงงาน : นิศานาถ กังวาลวงศ์รายงาน
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ถือเป็นวันปีใหม่ของไทย และยังกำหนดเป็นวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุ นับเป็นช่วงที่ครอบครัวจะอยู่ร่วมกันพร้อมหน้าอย่างมีความสุข แต่ก็มีอีกหลายครอบครัวที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดจากสถานการณ์หลายปัจจัยที่เข้ามารุมล้อม
โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวที่ถูกผลพวงวิกฤติโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ส่งผลให้ชาวนาหลายครอบครัวชีวิตต้องพลิกผัน เมื่อผนวกกับต้องมาเผชิญปัญหาภัยแล้งหาน้ำมาทำการเกษตรได้ยากลำบาก ส่งผลให้หัวหน้าและสมาชิกในครอบครัว ตัดสินใจทิ้งเรือกสวน ไร่นาออกไปหางานทำ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว อย่างเช่น ชาวนาบ้านเนินโพธิ์ ต.ท้ายน้ำ อ.โพทะเล จ.พิจิตร ที่คาดหวังว่าในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ จะได้กลับมาปลูกข้าวอีกครั้งเมื่อฤดูฝนมาถึงและเงินโครงการจำนำข้าวน่าจะได้รับครบแล้ว
นายประกาศิต แจ่มจำรัส นายก อบต.ท้ายน้ำ อ.โพทะเล เปิดเผยว่า พื้นที่การเกษตรในตำบลมีอยู่ประมาณ 28,000 ไร่ มีเกษตรกรร่วม 2,000 ครอบครัวครัว ซึ่งร้อยละ 85 มีอาชีพทำนา เนื่องจากพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว ที่เหลือจะทำเกษตรหมุนเวียนและรับจ้างทั่วไป
แต่ปัจจุบันได้รับผลกระทบจากโครงการจำนำข้าวที่ยังไม่ได้รับเงินตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ แถมยังต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งปีนี้มาเร็วกว่าทุกปี เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวได้ ประกอบกับราคาข้าวก็ตกต่ำอย่างหนัก โรงสีรับซื้อในราคาตันละ 4,500-6,200 บาทเท่านั้น ชาวนาส่วนใหญ่จำเป็นต้องขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนให้แก่โรงสี เนื่องครอบครัวต้องใช้จ่าย บางครอบครัวต้องกู้ยืมเงินเพื่อมาใช้หมุนเวียนจนกลายเป็นหนี้ซ้ำซ้อนและบางครอบครัวเมื่อไม่สามารถทำนาได้ ต้องออกไปรับจ้างทำงานนอกพื้นที่ หรือไปต่างจังหวัดเพื่อมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว
"ประชากรในพื้นที่เป็นวัยทำงานประมาณ 4,000 คน ได้ทยอยออกไปหางานทำนอกพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 10 และเชื่อว่าหลังจากนี้จะเริ่มมีประชากรวัยทำงานต้องผันตัวเองจากเกษตรกรไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่เพิ่มมากขึ้น" นายก อบต.ท้ายน้ำ ระบุ
ด้าน นายวิโรจน์ อินทร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านเนินโพธิ์ ต.ท้ายน้ำ อ.โพทะเล บอกเล่าถึงสถานการณ์เช่นกันว่า หมู่ 4 มีพื้นที่ประมาณ 3,000 ไร่ ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ปลูกข้าวร้อยละ 85 ต้องดิ้นรนหาเงินมาจุนเจือครอบครัว โดยออกไปหางานทำนอกพื้นที่ ส่วนใหญ่จะไปทำงานก่อสร้าง รับจ้างตามโรงงาน รับจ้างขับรถ เนื่องจากหากอยู่ในพื้นที่ครอบครัวจะไม่มีรายได้
"เป็นปีแรกที่เห็นชาวบ้านในพื้นที่ต้องดิ้นรนออกไปหางานทำนอกพื้นที่ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว บางครอบครัวต้องเดินทางไปรับจ้างขายแรงงานถึงกรุงเทพฯ ชลบุรี นครราชสีมา สำหรับชาวบ้านที่เหลืออยู่ในพื้นที่จะเป็นผู้สูงอายุและเด็ก ส่วนคนวัยทำงานต้องดิ้นรนออกไปหางานทำกันเกือบทั้งหมด เนื่องจากในช่วงนี้ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ต้องรอให้ถึงฤดูการผลิตหน้าประมาณเดือนสิงหาคมจึงจะกลับมาทำการเกษตรเช่นเดิม" นายวิโรจน์ กล่าว
นายสุพจน์ สุขเหม อายุ 58 ปี ชาวนาบ้านเนินโพธิ์ ต.ท้ายน้ำ อ.โพทะเล จ.พิจิตร เล่าถึงชีวิตครอบครัวว่า พื้นที่ทำนาของครอบครัวมีอยู่ 30 ไร่ และเช่าพื้นที่ทำนาเพิ่มอีก 50 ไร่ ในปีนี้ได้รับผลกระทบหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่ยังไม่ได้รับเงินกว่า 2 แสนบาท ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภัยหนาว ทำให้ข้าวไม่ได้มาตรฐานออกรวงน้อย เมล็ดลีบเล็ก เมื่อนำมาจำหน่ายให้แก่โรงสีจึงไม่ได้ราคาตามที่คาดหวังไว้ ต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต เพราะราคาปุ๋ย น้ำมัน ค่าจ้างรถเก็บเกี่ยว มีราคาต่อนข้างสูง
เขายังเล่าถึงความยากลำบากที่ครอบครัวต้องเผชิญ "ปีนี้แล้งมาเร็วกว่าทุกปี น้ำเริ่มแห้งตั้งแต่ต้นปีปลูกข้าวไม่ได้เลย ลูกชายต้องออกไปหางานทำ โดยการรับจ้างขับรถขนดิน ไปทำได้ประมาณ 1 เดือนก็ถูกโกงค่าแรง จึงต้องหางานใหม่ ไปขับรถพ่วงที่นครราชสีมา และต้องทิ้งหลานไว้ให้เลี้ยง 2 คน คนโต 10 ขวบ คนเล็ก เพิ่ง 11 เดือน โดยหวังว่าจะมีรายได้ส่งกลับมาให้ครอบครัวได้ใช้จ่ายในระหว่างที่ไม่สามารถปลูกข้าวได้"
จากปัญหาที่เข้ามากระทบการดำเนินชีวิตของชาวนา โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่กลุ่มชาวนาทั่วประเทศยังไม่ได้รับเงินอีกกว่าแสนล้าน รวมทั้งปัจจัยปัญหาที่เข้ามารุมเร้าอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้งจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ ปัญหาที่โรงสีข้าวกดราคารับซื้อข้าวเปลือกจนชาวนาไม่มีทางเลือกจำต้องขายในราคาต่ำกว่าต้นทุน และไร้เงาหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ
วันนี้ชาวนาต้องลุกขึ้นมาช่วยตัวเอง ไม่อาจฝากความหวังกับภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองได้อีกแล้ว จำต้องปรับเปลี่ยนชีวิตเพื่อความอยู่รอดให้ได้
..................................
(หมายเหตุ : ปัญหารุมเร้า-ทิ้งนาขายแรงงาน : นิศานาถ กังวาลวงศ์รายงาน)



