ข่าว

อ่านใจ'ชัยเกษม'กับแนวคิดนายกฯม.7

อ่านใจ'ชัยเกษม'กับแนวคิดนายกฯม.7

14 เม.ย. 2557

อ่านใจ'ชัยเกษม นิติสิริ' กับแนวคิดนายกฯมาตรา7 : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน

                เมื่อ “ชัยเกษม นิติสิริ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดกระแสเพิ่มอุณหภูมิสงกรานต์ด้วยการเสนอใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 7 จนขุนพลฝีปากกล้าจาก "พรรคประชาธิปัตย์" ดาหน้าออกมาถล่มว่า กระทำการมิบังควร

                ขณะที่พลพรรคค่าย "เพื่อไทย" ก็ไม่ได้ออกมารับลูก จนทำให้หลายคนต้องนั่งวิเคราะห์ว่า หมอกฎหมายอาวุโส ดีกรีอดีตอัยการสูงสุด ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกใช้บริการรักษาอาการเดี้ยง โดยวางตัวให้คุมกระทรวงกฎหมายในช่วงที่ต้องผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอย หลุดปากพูดออกมาหรือไม่ ???
เนื่องเพราะก่อนหน้านี้ “ชัยเกษม” ไม่เคยเห็นพ้องกับข้อเสนอให้ใช้กฎหมายมาตรานี้ อีกทั้งเขาเองก็ออกตัว ว่า ข้อเสนอใช้มาตรา 7 ยังเป็นความเห็นส่วนตัว ที่ยังไม่ผ่านการหารือในคณะรัฐมนตรี !

                แต่หากวิเคราะห์ถึงความเชื่อมโยงแล้ว สูตรผ่าทางตันด้วยมาตรา 7  ไม่น่าจะเป็นความเห็นในมุมมองเดี่ยวของ “ชัยเกษม” เพราะ ในวันและเวลาใกล้เคียง “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” คณะทำงานด้านกฎหมายพรรคเพื่อไทย ก็ออกมาทำนายการเมือง สูตรเดียวกันกับ “ชัยเกษม” เป๊ะๆ

                ขณะที่แวดวงคนใกล้ชิดของ “ชัยเกษม” ฟันธงว่า ประเด็นมาตรา 7 ไม่ใช่การพูดโดยไม่ตั้งใจ เพราะมือกฎหมายระดับปรมาจารย์ ไม่มีเรื่องสมมุติ ไม่มีหลุดปาก ไม่ใช่แม้กระทั่งการโยนหินถามทาง

                แต่เป็นการจงใจขอดเกล็ดฝ่ายตรงข้ามอย่าง กปปส. ชนิดแสบๆ คันๆ ด้วยการลอกลายสูตรเด็ดออกมา !!!
 
                ข้อเสนอใช้มาตรา 7 แหวกทางออกจากสุญญากาศของ “ชัยเกษม” จึงเป็นข้อเสนอที่แรงและตรงประเด็น กล่าวคือ เมื่ออีกฝ่ายต้องการใช้ มาตรา 7 ก็ต้องสวนกลับด้วยการเปิดเกมชิงจังหวะใช้มาตรา 7 เหมือนกัน ครั้นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล จะโจมตีกลับ ก็พูดไม่ออก เข้าทำนอง "ลิ้นจุกปาก"

                เพราะเมื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เลขาธิการกปปส. เริ่มก่อนด้วยการ ประกาศตั้ง “รัฏฐาธิปัตย์” รุกปิดเกมการเมืองให้ได้ภายในเดือนเมษายน เพราะมีความมั่นใจลึกๆ ว่า ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สุญญากาศทางการเมือง

                หากเปิดทำการหลังสงกรานต์นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กระทำการต้องห้ามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 จากกรณีการย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ว่า นายกฯ ทำผิด จนมีผลทำให้ตำแหน่งนายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว

                เมื่อนายกฯ ต้องพ้นสภาพและคณะรัฐมนตรีสิ้นสภาพตามไปด้วย ก็ถึงเวลาต้องใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล 

                และมาตรา 7 ที่ระบุว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาใช้เพื่อนำประเทศเดินหน้าต่อ ด้วยการเสนอชื่อ นายกฯ คนใหม่

                จนเกิดคำถามว่า ฝ่ายกปปส.ของ ฎสุเทพ” จะใช้อำนาจและกฎหมายรองรับอย่างไรในการเสนอชื่อนายกฯ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายอื่นๆ จะชิงโอกาสใช้มาตรา 7 บ้าง ด้วยเหตุผลเดียวกันกับกปปส. คือ ไม่มีทางออกอื่นนอกจากเดินไปตามกรอบรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งสถานการณ์ความจำเป็นสอดคล้องเข้าเงื่อนไขให้ใช้ มาตรา 7 ได้ โดยการได้มาซึ่งนายกฯ คนใหม่ ขอให้เป็นพระบรมราชวินิจฉัย

                แต่หากมองลงไปในรายละเอียดของเหตุผลที่ชัยเกษมเสนอให้ใช้มาตรา 7 ที่ระบุว่า "เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงและคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ เข้าข่ายเป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมจึงเห็นว่าต้องใช้ มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ...

                ...คณะรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากพระองค์ท่าน แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้พ้นไป จึงควรให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าที่ถูกต้องเป็นเช่นใด เพราะพระองค์ท่านไม่ได้โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี นำความขึ้นกราบบังคมทูลทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่าคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปและยังเสนอให้กราบบังคมทูลไปด้วยว่า ระหว่างรอพระบรมราชวินิจฉัยจะได้อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป"

                เมื่อมองอย่างพินิจพิเคราะห์ ก็จะเห็นว่า ไม่มีตรงไหนที่ "ชัยเกษม" พูดถึงการขอนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 7 เลย และเป็นการเสนอในทางที่ปกป้องคณะรัฐมนตรีชุดนี้ให้ทำหน้าที่ต่อไปได้ด้วยซ้ำ

                จึงมีความแตกต่างกับข้อเสนอของ กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ บอกว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ "ยิ่งลักษณ์" พ้นจากตำแหน่งนายกฯ จากกรณีโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี วันใด ถือว่าเกิดสุญญากาศขึ้นแล้ว เพราะคณะรัฐมนตรีรักษาการต้องสิ้นสภาพตามไปด้วย จากนั้นก็จะใช้ช่องทางตามมาตรา 7 เสนอชื่อนายกฯ โดยผ่านวุฒิสภาหรือประชาชนเสนอชื่อโดยตรง  

                สุดท้าย เส้นทางการเมืองของไทยจะเดินหน้าเข้าสู่สุญญากาศจนต้องใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 หรือไม่ ยังต้องรอลุ้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหากเข้าสู่ภาวะดังว่าจริง ก็ยังไม่กล้าคิดว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ...บ้านเมืองจะสงบหรือวุ่นวายมากกว่าเดิม...!!!

............

(หมายเหตุ : อ่านใจ'ชัยเกษม นิติสิริ' กับแนวคิดนายกฯมาตรา7 : ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน )