ข่าว

ครอบครัวรุ่นใหม่ต้องสร้างสมดุล

ครอบครัวรุ่นใหม่ต้องสร้างสมดุล

14 เม.ย. 2557

ครอบครัวรุ่นใหม่ต้องสร้างสมดุล

 
                         ด้วยสภาวะสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้สมาชิกในครอบครัวต้องก้าวเร็วเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เห็นได้จากครอบครัวรุ่นใหม่ที่ทำงานกันทั้งสามีและภรรยา เมื่อมีลูกก็ส่งต่อให้กับปู่ย่าตายายหรือสถานรับเลี้ยงให้ช่วยดูแล นั่นเองจึงเป็นผลพวงให้ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัวจางหาย ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างเหมาะสม  แต่ก็มีหลายครอบครัวที่สร้างสมดุลชีวิตครอบครัวกับการทำงานได้อย่างลงตัว ดังพระดำรัสของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวราชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ประทานเนื่องในวันแห่งครอบครัวว่า 
 
                         "สังคมที่เข้มแข็งคือสังคมที่มีความเป็นครอบครัวสูง หมายถึง สังคมที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการเชื่อมโยงให้ทุกภาคส่วนเกิดสัมพันธภาพระหว่างกัน สังคมเช่นนี้จะไม่มีภาคส่วนใดที่ถูกทอดทิ้งหรือละเลยไว้ข้างหลัง เช่นนี้ สังคมจะอยู่ร่วมกันเสมือนหนึ่งคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรัก ความเอื้ออาทร ห่วงใย ช่วยเหลือกัน ดูแลความสุขและความทุกข์ของกันและกัน สังคมที่ยึดโยงกันด้วยความเป็นครอบครัวจึงจะเป็นสังคมที่เข้มแข็งได้ กล่าวอีกอย่างได้ว่าสังคมที่เข้มแข็งส่งผลให้ครอบครัวเข้มแข็งด้วยเช่นกัน" 
 
                         รวมทั้งยังมีแนวทางจากหลายครอบครัวที่ยึดถึงความเข้มแข็งของครอบครัวเป็นหลักพร้อมกับสร้างความสมดุลระหว่างงานและครอบครัวได้อย่างลงตัว อย่าง "บอย" ชีวิน โกสิยพงษ์ นักดนตรีคนดัง ที่เล่าว่า ความรักและครอบครัวของเขาดำเนินตามคำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล ให้ความรักกับทุกคนในครอบครัวเหมือนที่เรารักตัวเอง เราชอบสิ่งไหนเราก็ทำสิ่งนั้นเช่นกันกับคนในครอบครัว และกับคนที่เรารัก เมื่อมีครอบครัวใช่เพียงคำว่าสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันด้วยความรัก แต่ต้องทำเป็นพันธสัญญาที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันด้วยความรักจนเวลาสุดท้าย
 
                         "เมื่อมีปัญหาเราจะเว้นระยะ แล้วก็ต้องมาคุยกัน จะไม่ให้มีเรื่องใดค้างคาเพื่อก่อให้เป็นปัญหาสะสมและใหญ่ขึ้นในอนาคต เมื่อเราคุยกันทุกอย่างจะสมบูรณ์ จะแก้ไขได้ และเติมเต็มความรักให้แก่กันต่อไป ซึ่งส่วนตัวผมตั้งมั่นเลยว่าเราจะอยู่กับคนในครอบครัวด้วยความรักไปตลอดชีวิต เมื่อความรักในครอบครัวเต็มเปี่ยม การงานที่เราทำก็จะสานสัมพันธ์ไปในทางเดียวกัน สำคัญที่สุดสำหรับผมคือครอบครัวต้องมาก่อนเสมอ" ศิลปินคนดังให้แง่คิด 
 
                         ในขณะที่ๆ ครอบครัวลูกจ้างชั่วคราวของหน่วยงานราชการ ประมานันท์ เชาว์วัลลิ์ บอกว่ามีครอบครัวเป็นของตัวเองได้ 7 ปีแล้ว ตอนนี้มีลูก 2 คนหญิงและชาย ซึ่งเธอและสามีออกมาทำงานนอกบ้านทั้งคู่ ซึ่งก่อนออกจากบ้านก็ทำอาหารและดูแลลูกๆ เพื่อให้ไปโรงเรียนก่อนทุกครั้ง จากนั้นก็ส่งต่อให้คุณยายเป็นคนดูแลต่อ พอตกเย็นก็จะกลับบ้านไปอยู่กับลูกๆ ทำกิจกรรมด้วยกัน หรือในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ก็จะพาเด็กๆ ไปวัด ไปเที่ยวที่เป็นธรรมชาติ ใช้เวลาร่วมกันให้มากที่สุด
 
                         "หลังเลิกงานจะอยู่กับลูกๆ ตลอด ทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน คุยกัน หรือถ้าเราเหนื่อยมากก็บอกลูกว่าวันนี้แม่เหนื่อย ขอกำลังใจจากพวกเขา สำคัญที่สุด ซึ่งถ้ามีปัญหาอย่างทะเลาะกับสามี ก็ได้ลูกๆ เป็นกาวใจให้เราเสมอ ความรักในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง การงานก็ดีมั่นคง ไม่มีเรื่องให้ต้องคิด มีเวลาคิดงานและทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล" คุณแม่ลูกสองให้ความเห็น 
 
                         ส่วนครอบครัวต่างจังหวัดที่นำโดยแม่บ้านคนเก่ง ประสิทธิ เอี่ยมตั้ง เล่าให้ฟังว่าแต่งงานมีครอบครัวมากว่า 22 ปีแล้ว แต่เราเป็นคนต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน จึงต้องช่วยกันทำงาน ช่วงแรกที่แต่งงานก็มาทำงานที่กรุงเทพฯเพื่อหาเงินไปปลูกบ้าน ได้พอสมควรเราก็กลับบ้านไปสร้างบ้านหลังเล็กๆ ในขณะที่ตอนนั้นมีลูก 2 คน สามีจึงออกไปทำงานนอกบ้าน ส่วนเธอเองก็ทำงานในบ้านและดูแลลูกๆ 
 
                         "ใช่ว่าเลี้ยงลูกอย่างเดียว ต้องปลูกผักเพื่อหารายได้เพิ่ม เพราะเมื่อมีครอบครัวก็ต้องช่วยกันดูแล ยิ่งมีลูกก็ต้องให้ลูกในสิ่งที่ดีที่เราจะมีได้ เมื่อมีทะเลาะกันต้องคุยกัน เพราะไม่คุยกันก็ไม่รู้เรื่อง ทะเลาะกันอยู่ตลอด ทุกคนในครอบครัวมีความสำคัญต้องใส่ใจและดูแลกัน ครอบครัวเป็นสุขงานก็สุขนะคิดอย่างนั้นจริง" แม่บ้านภาคเหนือเล่า
 
                         ปิดท้ายที่ ปวีณา ตติยพรสุข คุณแม่ของ "น้องฟ้าใส" ที่พิการทางสายตา บอกว่าครอบครัวของเราคนสำคัญคือลูก ด้วยลูกพิการทางสายตา ความรักความอบอุ่นของทั้งตัวเองและสามีจึงทุ่มให้ลูกกันทั้งหมด โดยสามีจะเป็นคนทำงานนอกบ้าน และตัวเองจะอยู่ดูแลลูกตลอด ดังนั้นสำหรับทุกคนในบ้านสำคัญที่สุด และที่สุดอีกนิดคือลูกของเรา ความพิการของลูกไม่ใช่ปัญหาของคนในครอบครัว แต่ลูกคือความสุขของครอบครัว ถามว่าเหนื่อยหรือท้อหรือไม่ ตอบได้เลยว่าเหนื่อยและท้อบ้าง แต่ทุกครั้งที่เจอปัญหาจะเขาไปกอดลูก และบอกว่าวันนี้เหนื่อยมากขอกอดหน่อยนะ
 
                         "การกอดกันเป็นการเติมเต็มทุกอย่างในครอบครัวของเรา เหนื่อยหรือทุกข์ หรือเจอปัญหาเราจะคุยกัน ขอกำลังใจกันและกัน เชื่อว่าการกอดกันเป็นการสร้างความสัมพันธ์ เป็นการส่งต่อความรักที่เรามีให้กัน  อยากให้ทุกครอบครัวกอดกันเยอะๆ แสดงความรักเมื่อมีโอกาส แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี" คุณแม่คนเก่ง ให้ข้อเสนอ