ข่าว

รอยรองเท้า-ปลอกกระสุน มัดทีมสังหารครอบครัว'หอมชง'

รอยรองเท้า-ปลอกกระสุน มัดทีมสังหารครอบครัว'หอมชง'

13 เม.ย. 2557

รอยรองเท้า-ปลอกกระสุน มัดทีมสังหารครอบครัว 'หอมชง' : คลี่ปมปริศนา CSI-THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                         เมื่อเร็วๆ นี้เกิดคดีสะเทือนขวัญ บุตรชายคนโตของครอบครัว โกรธแค้นถูกแม่บังเกิดเกล้าดุด่าเรื่องผลการเรียนตกต่ำ จึงใช้อาวุธปืนยิงแม่ ยิงพ่อ และน้องชายเสียชีวิต ก่อนจัดฉากให้ดูเหมือนว่าน้องชายเป็นผู้ลงมือฆ่าบุพการี แล้วสำนึกบาปยิงตัวตายหนีความผิด
 
                         แต่ฆาตกรคนนี้ก็ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ทั้งคราบเขม่าดินปืน และวิถีกระสุน ซึ่งเมื่อตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่า ลักษณะท่าทางการตายของศพน้องชาย ขัดกับลักษณะการตกของอาวุธปืน เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ตายจะยิงตัวตายเอง
 
                         อีกทั้งภาพวงจรปิดที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจพบภายในบ้าน ปรากฏภาพมือสังหารเป็นผู้ปิดระบบของกล้องวงจรปิด เบาะแสเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ตำรวจชุดคลี่คลายคดี ไม่หลงทิศทางสามารถสอบเค้นจนฆาตกรยอมเปิดปากสารภาพในที่สุดว่า เป็นผู้ลงมือสังหารครอบครัวของตัวเองในคราวเดียวกันถึง 3 ศพ คือ พ่อ แม่ และน้องชาย เพราะคับแค้นใจว่าพ่อแม่รักน้องชายมากกว่า และถูกกดดันในเรื่องการเรียน
 
                         ระยะเวลาห่างกันไม่นานก็เกิดเหตุสะเทือนใจซ้ำ เมื่อเด็กหนุ่มวัยเพียง 22 ปี เข้าไปพัวพันกับการว่าจ้างทีมมือปืนให้ลงมือฆ่าล้างครัว สมาชิกของครอบครัวตัวเอง เพื่อฮุบสมบัติ ซึ่งเป็นที่ดินมูลค่าหลักร้อยล้านบาท คดีที่เกิดขึ้นมีผู้เสียชีวิตถึง 3 ศพ คือผู้เป็นพ่อที่เป็นทหารนอกราชการ แม่เป็นข้าราชการครู ส่วนบุตรชายเป็นตำรวจหนุ่มอนาคตไกล เป็นอดีตนักเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานรุ่น 66 ก่อนเสียชีวิตครองยศ "ร.ต.ท." ตำแหน่งพนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน
 
                         ช่วงค่ำในวันเกิดเหตุ สมาชิกครอบครัว "หอมชง" ซึ่งประกอบด้วย พ.อ.วินัย หอมชง วัย 63 ปี ข้าราชการบำนาญกรมการแพทย์ทหารบก นางวนิดา หอมชง วัย 57 ปี ครูโรงเรียนราชวินิตประถม บางแค และ ร.ต.ท.ธรรมณัฐ หอมชง วัย 27 ปี พนักงานสอบสวน สน.ตลิ่งชัน พักผ่อนอยู่ภายในบ้านพัก 2 ชั้น เลขที่ 1279 แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กทม. กลุ่มคนร้ายได้อาศัยความมืดกำบังตัวบุกเข้าไปในบ้านแล้วใช้ปืนขนาด 9 มม. ยิงใส่ ร.ต.ท.ธรรมณัฐ ซึ่งขณะเกิดเหตุกำลังนอนดูโทรทัศน์อยู่ที่ชั้นล่าง
 
                         คนร้ายรุกคืบเข้าไปที่ห้องนอนชั้นล่าง พบนางวนิดา จึงใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงใส่จนเสียชีวิตคาที่ หลังจากนั้นจึงขึ้นไปที่ชั้นสอง มุ่งหน้าไปที่ห้องนอน ซึ่ง พ.อ.วินัย นอนพักผ่อนอยู่ แล้วใช้ปืนกระบอกเดียวกันยิงใส่ โดยใช้หมอนรองเพื่อเก็บเสียง
 
                         หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวน สน.หลักสอง ประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ ขณะที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. สั่งระดมทีมสืบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ให้เร่งคลี่คลายคดีให้ได้โดยเร็ว ซึ่งตำรวจชุดนี้ เชิญนายกิตินันท์ หอมชง หรือเต้ย วัย 22 ปี บุตรชายคนเล็กของครอบครัวนี้มาสอบถาม 
 
                         "ตอนที่พูดคุยด้วยเขาไม่มีท่าทางเสียใจ อย่างที่บุคคลที่เพิ่งสูญเสียคนในครอบครัวทีเดียวถึง 3 คน มีท่าทางนิ่งๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น อ้างว่า สงสัยญาติที่ต้องการฮุบที่ดินของครอบครัว ด้วยท่าทีดังกล่าวทำให้เราสงสัยว่าเขาน่าจะรู้เห็นกับการตายของพ่อ แม่ และพี่ชาย" ตำรวจชุดคลี่คลายคดี ให้ข้อมูล
 
                         ขณะที่การตรวจสอบเพื่อหาหลักฐานในที่เกิดเหตุ พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ10) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำทีมตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เข้าค้นหาวัตถุพยานในที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง ซึ่งการตรวจหาหลักฐานดังกล่าวทำให้พบ ร่องรอยรองเท้า เหยียบอยู่บนพื้นของบ้านพักหลังเกิดเหตุ จำนวนหนึ่ง ซึ่งรอยรองเท้าดังกล่าว กลายมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่มัดตัวหนึ่งในคนร้ายถึงขั้นต้องยอมเปิดปากรับสารภาพ
 
                         หลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์ คือปลอกกระสุนและหัวกระสุน ขนาด 9 มม. ที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานตรวจพบภายในบ้าน ซึ่งจะใช้เทียบเคียงกับผลการตรวจสอบอาวุธปืนกรณีที่จะยึดได้จากคนร้ายในภายหลัง นอกจากนี้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานยังได้นำหมอนที่คนร้ายใช้รองยิงเพื่อเก็บเสียงไปตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งพบดีเอ็นเอ ซึ่งคาดว่าเป็นของคนร้ายเปื้อนอยู่
 
                         การขยายผลของตำรวจชุดสืบสวนทราบว่า นายกิตินันท์ ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านหลังเกิดเหตุ เนื่องจากบาดหมางกับผู้เป็นพ่อ เพราะเหตุผลเรื่องการเรียน เนื่องจาก พ.อ.วินัย ต้องการให้บุตรชายเลือกเรียนด้านวิชาทหารหรือตำรวจ แต่บุตรชายไม่ชอบและเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ไม่จบ ระยะหลังได้หันไปทำธุรกิจด้านฟิตเนสกับเพื่อนชายคนสนิท คือนายศักรินทร์ พันธกุล หรือ กอล์ฟ วัย 22 ปี และไปอยู่ด้วยกันในย่านซอยจรัญสนิทวงศ์ 13
 
                         ตำรวจ เชิญ นายศักรินทร์ มาสอบถาม ซึ่งพบพิรุธในหลายประเด็น จึงพยายามสอบเค้นกระทั่งยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ติดต่อทีมมือปืนให้ลงมือสังหารครอบครัว "หอมชง" โดยนายกิตินันท์ รู้เห็นด้วย เพราะต้องการมรดก และรู้สึกกดดันกับการเลือกปฏิบัติของพ่อและแม่ที่ให้ความรักพี่ชายมากกว่า
 
                         นายกิตินันท์ และเพื่อนชายคนสนิท ร่วมกันวางแผนสังหารสมาชิกครอบครัวตัวเองนานกว่า 2 เดือน โดยทำทีขอยืมเงินพี่ชายจำนวน 6 หมื่นบาท โดยบอกกับพี่ชายว่า จะนำไปลงทุนในกิจการฟิตเนสที่ทำอยู่ แต่ได้เงินจากพี่ชายมา 5 หมื่นบาท จึงนำเงินจำนวน 4 หมื่นบาท ไปว่าจ้างผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างกลุ่มหนึ่งให้ทำงานให้ แต่เมื่อถึงเวลาผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างไม่ทำตามแผน จึงต้องไปหาทีมสังหารชุดใหม่
 
                         ทีมสังหารชุดนี้มี 3 คน คือนายฉลาด เที่ยงธรรม หรือป๊อด วัย 53 ปี คนขับรถแท็กซี่ทำหน้าที่รับส่งมือปืน นายสุรพงษ์ ชูพันธ์ หรือ จ่าแอ๊ด วัย 47 ปี ทำหน้าที่เฝ้าระวังหลัง และนายศิริชัย เพิ่มพูนศักดิ์ หรือป้อม มือปืนผู้ลงมือสังหาร ซึ่งตำรวจขยายผลติดตามจับกุมได้ทั้งหมด ยกเว้นนายศิริชัย ที่เข้ามอบตัวกับตำรวจภายหลังจากติดตามข่าวแล้วทราบว่า รับงานฆ่า จากบุตรชายที่ต้องการฆ่าบุพการี ของตัวเอง 
 
                         หลังจากได้ตัวคนร้ายครบทีม ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ได้รับการประสานจากพนักงานสอบสวนให้ดำเนินการตรวจสอบหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้มัดให้ผู้ต้องหากลุ่มนี้ดิ้นไม่หลุด ซึ่งผลปรากฏว่ารอยรองเท้าที่พบในบ้านพักหลังเกิดเหตุ มีลวดลาย และขนาดตรงกันกับรองเท้าของนายสุรพงษ์ ซึ่งหมายความว่านายสุรพงษ์ เป็นหนึ่งในคนร้ายที่เข้าไปยังบ้านพักหลังนี้ในวันเกิดเหตุ
 
                         ส่วนอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ นายศิริชัย สารภาพว่า นำไปเก็บไว้ที่บ้านพักย่านสุทธิสาร ตำรวจชุดสืบสวนได้ตามไปตรวจยึดและส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนกองพิสูจน์หลักฐานนำไปทดสอบยิง เพื่อเก็บปลอกกระสุนมาตรวจเทียบกับปลอกกระสุนที่พบในจุดเกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบเกลียวกระสุน พบว่ารอยเข็มแทงชนวน และเกลียวกระสุนตรงกัน ยืนยันว่าปืนกระบอกนี้เป็นกระบอกเดียวกันกับที่มือปืนใช้สังหาร ครอบครัวหอมชง 
 
                         ขณะที่หลักฐานในการยืนยันว่า นายกิตินันท์ รู้เห็นกับการสังหารครอบครัวตัวเอง คือ คำให้การของทีมสังหารที่ระบุว่า ขณะเข้าไปก่อเหตุไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปในบ้านได้ จึงโทรศัพท์สอบถามนายกิตินันท์ ซึ่งนายกิตินันท์ได้บอกวิธีเปิดประตูโดยให้ยกบานประตูขึ้น
 
                         "ผลตรวจตรงประตูเข้าบ้านพบร่องรอยชำรุด ไม่สามารถไขประตูแล้วเข้าไปได้เลย ต้องยกประตูขึ้นนิดหน่อยจึงจะเปิดได้ เรื่องนี้มีเฉพาะสมาชิกภายในบ้านที่รู้ ซึ่งตรงกันกับคำให้การที่ทีมสังหารสารภาพว่าเมื่อไปถึงบ้านแล้วใช้กุญแจที่นายกอล์ฟมอบให้ไขประตูแต่ไม่สามารถเปิดได้ ต้องโทรศัพท์สอบถามไปยังนายเต้ยจึงรู้เทคนิคการเปิดประตูเข้าไปในบ้าน" พล.ต.อ.จรัมพร ให้ข้อมูล
 
 
 
 
---------------------
 
(รอยรองเท้า-ปลอกกระสุน มัดทีมสังหารครอบครัว 'หอมชง' : คลี่ปมปริศนา CSI-THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)