ข่าว

CSR พอเพียง เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน

CSR พอเพียง เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน

13 เม.ย. 2557

คุยนอกกรอบ : CSR พอเพียง เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน : สินีพร มฤคพิทักษ์ ... เรื่อง/ภาพ

 
                         CSR พอเพียง เป็นชื่อโมเดลที่ เกิดจากผสานแนวคิดระหว่าง CSR (Corporate Social Responsibility : ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าด้วยกัน  ซึ่ง รศ.ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ ประธาน CSR พอเพียง ผู้อำนวยการหลักสูตร CEO MBA สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นผู้คิดค้นขึ้น และนำมาทดลองปฏิบัติ ณ หมู่บ้านซับผุด ต.ยางสาว อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ระหว่างปี 2553-2556  
 
                         รายงานผลการวิจัยผลการพัฒนาบ้านซับผุด ปี 2553-2556 พบว่าคนในชุมชนมีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น อาทิ มีรายได้เพิ่มมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 42.5, มีค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพลดลง คิดเป็นร้อยละ 12, มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ไม่จำเป็น เช่น บุหรี่ สุรา ลดลง คิดเป็นร้อยละ 53.2 ค่าเสี่ยงโชคลดลงร้อยละ 54.1 ทำให้มีจำนวนผู้มีเงินออม และปริมาณเงินออมเพิ่มขึ้น, ชาวบ้านมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ร่วมมือกันพัฒนาชุมชน และพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น (การวิจัยสนับสนุนโดยสำนักสุขภาวะองค์กร สสส.) 
 
                         ปี 2538-2539 รศ.ทองทิพภา ได้ทุนจากสหรัฐให้ไปอบรมที่แคนาดาเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจสะอาด (Cleaner Production) เมื่อกลับมาเมืองไทยก็เขียนหลักสูตรให้กับคณะบริหารวิชาการพัฒนาธุรกิจที่ยั่งยืน โดยใช้ทฤษฎีจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ค่อยมีคนสนใจ 
 
                         "เราเห็นคนทำ CSR ในรูปของการแจก การให้ มองว่ามันไม่ยั่งยืนและไม่ตอบโจทย์สังคมไทย จึงมีความคิดว่าต้องทำให้สังคมแข็งแรงขึ้นก็เลยเอาตัวของเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณาการเป็นกรอบ...CSR พอเพียง เป็นรูปแบบการปฏิบัติด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เน้น สมดุล มั่นคง ยั่งยืน  เช่น บริษัททำ CSR ใช้งบมากไปกระทบผลประกอบการบริษัท หากทำแบบไม่มีเหตุผล เป็นการแจก-ให้ โดยไม่ได้หวังผลระยะยาว คนได้รับเกิดความเคยชิน ไม่สามารถยืนได้ด้วยตนเอง จริงๆ ควรสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา ให้แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รับมือความเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตได้ เราใช้ความรู้คู่คุณธรรม หากไม่ใช้ความรู้จะไม่รู้ว่าโจทย์ในการทำ CSR คืออะไร มีกระบวนการในการทำอย่างไร สำคัญที่สุดคือกระบวนการที่ถูกต้อง จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง" 
 
                         "ดิฉันมองว่าคนรวยที่เป็นคนดี จะมีผลกระทบกับสังคมเยอะมาก เพราะคนรวยจะเป็นคนที่มีทรัพยากรเยอะมาก มีพนักงานในความดูแลเยอะมาก คนรวยหนึ่งคน สามารถดูแลเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมของพนักงานและครอบครัวได้อีก 2-3 เท่า ถ้าคนทำธุรกิจนึกถึงประโยชน์ตรงนี้คือ เขาสามารถที่จะเปลี่ยนสังคมได้ ก็จะลดความเหลื่อมล้ำของเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างดี
 
                         "คนรวยจะมีอิมแพ็คกับคนชั้นกลางและชั้นล่าง เพราะสังคมไทยมีลักษณะเป็นปิรามิดคนรวยมีอยู่แค่ 10% เราควรทำให้ 10% เอื้อประโยชน์กับคนอีก 80-90% เช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีพนักงานอยู่ 100-200 คน ซึ่งจะเอาไป x2 ก็คือ ภรรยา ก็จะได้ 400 คน แล้วก็นำไป xลูกอีก ก็จะได้ 800 คน xพ่อตา แม่ยายอีก ก็จะเป็นพัน มีการขยายเป็นกิ่งก้าน การทำให้คนรวยเป็นคนดีเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเป็นคนดีเขาจะรู้จักความพอเพียง ซึ่งก็คือความพอดี รู้จักคำว่าประโยชน์สุข หมายถึง สุขที่เป็นประโยชน์ อยากให้ดูคุณ บิลเกสต์ หรือมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซึ่งเป็นนักธุรกิจรุ่นเด็กก็บริจาคเพื่อสังคม สังคมไทยควรจะเป็นแบบนี้ ดิฉันมองว่านี่คือเทรนด์ของโลก..." 
 
                         เมื่อได้โมเดลแล้ว ต้องหาพื้นที่สำหรับนำแนวคิดไปปฏิบัติ จึงปรึกษา วัชรมงคล เบญจธนะฉัตร์ แห่งบริษัท บาธรูม ดีไซน์ ทั้งคู่รู้จักกันเมื่อ บาธรูม ดีไซน์ เข้าประกวดในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่ง รศ.ทองทิพภา เป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน
 
                         ผู้บริหารบาธรูมดีไซน์ แนะนำให้ไปทำที่หมู่บ้านดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยทำโครงการต่างๆ ให้ เนื่องจากพนักงานส่วนหนึ่งมาจากหมู่บ้านดังกล่าว 
 
                         เจ้าทฤษฎี CSR พอเพียงบอกว่า ตอนเรียกประชุมชาวบ้านครั้งแรกแทบลมจับ เพราะชาวบ้านอยากได้แหล่งน้ำ ! ซึ่งเป็นปัญหามานานนับสิบปีแล้ว 
 
                         "โจทย์ยากมาก ไปปรึกษาอดีตเลขาธิการ กปร. ท่านบอกอาจารย์ลองดูว่าแถวนี้มีแหล่งน้ำไหม การขุดบ่อไม่ได้ผล ต้องเอาพลาสติกรอง ท่านยุคล ลิ้มแหลมทอง  ประสานให้ แต่พลาสติกมีอายุการใช้งาน และบริษัทบอกว่าต้องขึงเอง ผ้าใบขนาดเป็นไร่ต้องทอผืนเดียวห้ามมีตะเข็บ ไปสำรวจพบว่ามีแหล่งน้ำเป็นที่ของกรมป่าไม้...เขาบอกใช้น้ำได้ เดินท่อได้ พอบอกเดินท่อได้ก็ปิ๊งทันที นึกถึง คุณดุสิต นนทะนาคร ท่านเคยอยู่เอสซีจี ท่านก็ประสานให้ สรุปท่อตราช้างเป็นเจ้าภาพ ชาวบ้านทราบก็ดีใจ..."
 
                         บอกชาวบ้านว่ามีท่อระยะทาง 3 กิโลเมตร ใครอยากจะให้มีท่อน้ำไปที่หน้าบ้านต้องมาลงแรง ปรากฏว่ามีชาวบ้านสมัครมาช่วย 70 กว่าครัวเรือน เราก็ให้โดยการวางท่อเมน 2 ข้าง แล้วมีหัวก๊อกจุดจ่ายน้ำที่หน้าไร่ของคนที่มาช่วย เจ้าของก็เอาท่ออ่อนเดินต่อเอง เราไม่ได้ให้ ชาวบ้านจะมาทำ ถ้าไม่ทำจะไม่มีก๊อกหน้าบ้านตัวเอง ทุกอย่างท่อตราช้างให้หมด 
 
                         "CSR พอเพียงคือเราให้ตามกำลัง ดิฉันมีความรู้ให้ความรู้ ประสานงาน บูรณาการความรวมมือ ชาวบ้านต้องลงแรง ซึ่งน่ารักมากทุกคนช่วยกัน ประสบความสำเร็จ ทดลองเปิดใช้น้ำวันที่ 5 ธันวาคม เราทำถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...วันทดลองน้ำวันแรก เนื่องจากน้ำสูงเท่ากับตึกเกือบ 3 ชั้น น้ำแรงทำให้ท่อระเบิด ท่อตราช้างกลับมาช่วย บอกชาวบ้านว่าเมื่อเรามีน้ำใช้ สิ่งที่ต้องทำคือดูแลสิ่งแวดล้อม มีป่าก็มีน้ำ หมดป่าก็ไม่มีน้ำ"
 
                         "สิ่งที่ดีใจที่สุดคือเราสอนชาวบ้านตั้งแต่ต้นว่า ให้ใช้แนวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือใช้ความรู้ ก็ให้เขาวางผัง ช่างจาก อบต. ร่วมกับช่างจังหวัดเป็นคนวาดผัง จะรู้ว่าเราต้องใช้ท่ออะไรปริมาณเท่าไหร่ ดิฉันเป็นคนยิงคำถาม แล้วน้ำมันจะพอใช้กันหรือ ชาวบ้านเขาตอบมาชื่นใจมาก พอครับอาจารย์ เราใช้วิธีการ วันจันทร์ พุธ ศุกร์ เปิดข้างซ้าย อังคาร พฤหัส เสาร์เปิดข้างขวา สลับกันเปิดวันเว้นวัน คือผู้นำชุมชนเริ่มคิดแล้ว สลับกันรดเป็นการประหยัดทรัพยากรน้ำ นั่นคือประเด็นแรก"
 
                         ประเด็นที่ 2 แล้วคนที่ไม่ได้น้ำจะทำอย่างไร เพราะมาทำ 70 กว่าครัวเรือน มีอีกร้อยครัวเรือนที่ไม่ได้น้ำ ชาวบ้านบอกว่าจะเก็บค่าน้ำปีละ 100 เอาไว้ซ่อมแซมถ้าท่อเสีย ต่อไปจะได้ไม่ต้องขอบริจาคอีก และนำเงินนี้ไปต่อท่อให้กับคนที่ยังไม่ได้น้ำ 
 
                         นี่คือการเริ่มเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเอง และการแบ่งปัน 
 
                         นับถึงวันนี้เป็นเวลาสามปีแล้ว ที่ รศ.ทองทิพภา และทีมงาน ยังกลับมาพื้นที่อยู่เป็นระยะ และบ้านซับผุดกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของหน่วยงานอีกหลายๆ แห่ง
 
                         "เราอบอุ่น มีความสุข ชื่นใจ เมื่อเห็นพัฒนาการของชาวบ้าน เมื่อก่อนต่างคนต่างอยู่ ตอนนี้รู้รักสามัคคี ชาวบ้านถามว่ามีอะไรจะให้ทำอีก อยากจะบอกว่าน้ำใจแบบไทยๆ หายไปนานแล้วมันกลับมา ชาวบ้านเก่งอยู่แล้วแต่ขาดโอกาส ขาดทรัพยากร พอเราเติมให้ เขาเก่ง เรียนรู้ได้เร็ว ตอนนี้เขาพัฒนาไปไกลมาก"
 
                         ล่าสุด รศ.ทองทิพภา ได้นำนักศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มาดูงานที่หมู่บ้านดังกล่าว โดยเจตนาที่จะสื่อสารกับนักศึกษาว่า 1) หากมีโอกาสควรตอบแทนสังคม โดยช่วยคนที่ด้อยโอกาสกว่า ช่วยให้เขายืนได้ด้วยตนเอง 2) คนเราจะร่ำรวยแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ บั้นปลายของชีวิตต้องตายเหมือนกันทุกคน ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เมื่อเป็นนักธุรกิจต้องตอบแทนสังคม ชุมชน ถ้าช่วยใครได้เท่ากับต่อยอดบุญของเรา 
 
                         "ดิฉันมีความสุขกับเวลาที่มองย้อนกลับไป สุขที่สุดคือสามารถขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สู่การปฏิบัติ CSR ได้ ดีใจที่ได้เห็นพัฒนาการของชุมชนและคนในชุมชนในทางที่ดี ชื่นใจที่เขาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ รู้รักสามัคคี แล้วพร้อมแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น ดีใจที่เราสามารถทำให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเองได้ ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างคุณค่าและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน กว่าจะมาถึงวันนี้มันเหนื่อยนะ แต่มันมีความสุขที่ได้ช่วยใครๆ มันต่างจากบทบาทของอาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่นั่งๆ อยู่มีคนมากมายอยากขอความรู้ กับสิ่งที่เราศรัทธาที่จะทำ ต้องดั้นด้นออกไปในพื้นที่ห่างไกล" 
 
 
------------------------
 
'ซับผุด' ผุดเป็นทรัพย์
 
 
                         สำลี แทงกันยา ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำคนสำคัญของหมู่บ้านกล่าวว่า ตอนนี้เรามีประปาภูเขาใช้ มีความรู้ใหม่ๆ จากอาจารย์ คนในหมู่บ้านกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และหางานสร้างรายได้มากขึ้น เมื่อก่อนกินอยู่ลำบากกว่านี้มาก แต่พอหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามา ชาวบ้านเข้าใจ ร่วมมือสามัคคี รู้สึกดีที่จะพัฒนาตนเอง มันก็เปลี่ยนความคิดของชาวบ้านไปในทางที่ดีขึ้น ช่วยกันคิดช่วยกันทำอยากให้หมู่บ้านเรามีความสุข
 
                         "สมัยก่อนในหมู่บ้านก็มีเรื่องยาเสพติดบ้าง เราก็ขอความร่วมมือให้คนในชุมชนช่วยกันสอดส่องดูแล ผมจะทำกล่องความคิดเห็นให้ลูกบ้านเขียนรายชื่อใส่กระดาษแล้วพับลงกล่องโดยไม่ต้องลงชื่อคนเขียน สิ้นเดือนก็จะมาเปิดดู ไม่ต้องไปเดินหาเลยว่าคนไหนติดยา ชื่อใครมีคนที่เขียนมามาก เราจะแจ้งให้ตำรวจเขาจัดการ ไม่ต้องไปประจานว่าลูกคุณติดยา 
 
                         "กิจกรรมที่ผมรู้สึกภูมิใจเพราะได้รับความร่วมมือจากคนในชุมชน คงเป็นการทำแท็งก์น้ำ แล้วก็วางท่อประปาภูเขา ภูมิใจว่าใครมีข้าวสาร เป็ด ไก่ ก็เอามารวมกันทำอาหารเลี้ยงคนที่ทำงานเพราะเราไม่มีเงินค่าแรงให้  การทำแท็งก์น้ำนี่ทำเป็นเดือนๆ เราแบ่งว่ากลุ่มไหนทำอะไรให้จัดหาสมาชิกมาเอง ให้รับผิดชอบส่วนของตน หลังไหนไม่ถูกกันก็เอาไปไว้กลุ่มด้วยกัน คนไหนขาดงานจะต้องจ่ายครัวเรือนละ 100 บาท เพื่อเอามาซื้ออาหารให้คนที่มาทำงาน..หมู่บ้านของผมตอนแรกมันก็แห้งแล้งคนไม่มีงานทำ ถ้าเรามีน้ำก็จะปลูกพืชในฤดูแล้งได้ มันเลยเป็นความสามัคคี เขาก็ติดใจว่าจัดการบริหารน้ำกันได้อย่างไร ผมก็บอกว่าระยะทางน้ำ 3,000 เมตร ปล่อยน้ำพร้อมกันคงไม่ได้ ดังนั้น ให้สลับกันเปิดคนละวันถึงจะพอใช้สลับกันรดคนละวัน"
 
                         ส่วนคนที่ไม่ได้ท่อน้ำ ก็ไปดูว่าบางทีเจ้าของที่ดินเขาทำไม่หมด ทำเท่าที่ไหวคนละ 2-3 ไร่ แต่มีที่ดิน 20-30 ไร่ก็ไปขอแบ่งที่ให้คนที่น้ำไม่ถึงได้มาเพาะปลูก บอกเจ้าของที่ให้เข้าใจ เพราะการปลูกผักมันใช้เวลาไม่นานแค่ 2-3 เดือน แกก็อนุญาต เขาก็ยินดีให้ใช้เฉยๆ แต่ชาวบ้านที่เข้ามาทำก็มีน้ำใจเอาพืชผักที่ออกดอกผลไปฝากตอบแทนน้ำใจ
 
 
------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : CSR พอเพียง เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน : สินีพร มฤคพิทักษ์ ... เรื่อง/ภาพ)