ข่าว

เปิดใจ'สมคิด บุญถนอม'หลังศาลยกฟ้องคดีอุ้มฆ่า

เปิดใจ'สมคิด บุญถนอม'หลังศาลยกฟ้องคดีอุ้มฆ่า

11 เม.ย. 2557

เปิดใจ 'สมคิด บุญถนอม' หลังศาลสั่งยกฟ้องคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจซาอุฯ

 
                          หลังศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตหัวหน้าจเรตำรวจ และพวกรวม 5 คน ในคดีร่วมกันอุ้มฆ่า นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ซึ่งก่อนหน้านี้อดีตตำรวจมือปราบรายนี้เก็บตัวเงียบและปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนทุกแขนงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาเป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือนเศษ กระทั่งล่าสุดยอมให้สัมภาษณ์เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดต่อ "เนชั่น ทีวี" เป็นที่แรก 
 
 
 
รู้สึกอย่างไรหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
 
 
                          ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ผมรอวันนี้มาโดยตลอด เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นพิสูจน์ได้ว่า ผมเป็นผู้บริสุทธิ์ จากพยานหลักฐานต่างๆ ที่มี ผมเป็นตำรวจต้องยึดหลักความยุติธรรมและความถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมาย ซึ่งผมต้องชี้แจงให้ทางญาติของนายโมฮัมหมัดเข้าใจต่อไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ไม่อยากให้เอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนญาติของนายโมฮัมหมัดเข้าใจว่าผมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของนายโมฮัมหมัด เป็นเพราะสมัยนั้นผมมียศ พ.ต.ท. เป็นรองผกก. กองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลพระนครใต้ ซึ่งได้รับหมายจากผู้บังคับบัญชาให้เข้าไปสืบสวนสอบสวนคดีลอบสังหารนักการทูตซาอุดีอาระเบีย ซึ่งในช่วงปี 2532 และ 2533 มีนักการทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยถึง 4 ราย ถูกลอบสังหารในประเทศไทย
 
                          ต่อมากลับมีการฟ้องร้องกล่าวหาว่าผมและพวกร่วมกันอุ้มฆ่านายโมฮัมหมัด แต่พนักงานอัยการก็สั่งไม่ฟ้องไปตั้งแต่ปี 2536 จึงไม่มีโอกาสได้พิสูจน์หรือค้นหาความจริง ทำให้เขาได้รับข้อมูลฝ่ายเดียวว่า ผมเป็นผู้สั่งสังหารนายโมฮัมหมัด จึงเกิดเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ จนเราไม่สามารถส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ตะวันออกกลางได้  
 
 
 
สาเหตุที่ทำให้มีการฟ้องร้องคดีใหม่ขณะที่อายุความใกล้จะจบเป็นเพราะอะไร
 
 
                          คดีที่กิดขึ้นมาจากเรื่องทางการเมืองแน่นอน เพราะนอกจากผมจะเป็นน้องชาย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอน อดีตหัวหน้าสำนักงานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. แล้ว ผมยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา คมช. บริหารงานและตรวจสอบความไม่ถูกต้องของอดีตนายกรัฐมนตรี ในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งค้นพบความจริงในหลายเรื่อง ทำให้เมื่อเปลี่ยนถ่ายรัฐบาลแล้วเขาจึงต้องการให้ผมพ้นจากตำแหน่ง ผบช.ภ.5 ในสมัยนั้น จึงเกิดการรื้อฟื้นคดีนี้ ต่อมาพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ได้อ้างคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก ซึ่งเป็นจำเลยหลบหนีโทษจำคุกในคดีฆ่าคนตาย โดยมีการอ้างว่า พ.ต.ท.สุวิชชัย ได้รับทราบจากการพูดคุยในวงเหล้ากับ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง หนึ่งในจำเลยร่วมว่า นายโมฮัมหมัดเสียชีวิตแล้ว อ้างว่าเป็นหลักฐานใหม่ ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการจึงฟ้องต่อศาล
 
                          สมัยรัฐบาลยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนักการเมืองรายหนึ่งพูดว่า ให้ผมไปเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้ยังไง ผมเลยคาดการณ์ว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอจะต้องหาเรื่องดำเนินคดีกับผม กับกลุ่มคนสีหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย จะมีการนำคดีนี้มาสกัดกั้นให้หลุดพ้นจากตำแหน่ง 
 
                          มีการพูดถึงกรณีที่ผมกับพี่ชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายไทย ซึ่งเหลืออีกไม่กี่วันคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียก็จะหมดอายุความ ซึ่งผมมองว่า ไม่มีเรื่องนี้ก็จะมีปัญหาอย่างอื่นตามมา มีการกล่าวหาผมกับพี่ชายว่า จัดฉากสร้างพยานหลักฐานกรณีเรื่องการโกงเลือกตั้ง ให้ระวังเมื่อเปลี่ยนถ่ายรัฐบาล ซึ่งผมว่าเชื่อมโยงถึงการเมืองแน่ เพราะผลการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ของผมกลายเป็นที่มาให้พรรคพลังประชาชนถูกยุบพรรค
 
 
 
มีการอ้างถึงแหวนทองของนายโมฮัมหมัดว่าเป็นหลักฐานใหม่ ทำไมหลักฐานชิ้นนี้ไม่ปรากฏในตอนแรก
 
 
                          ผมเคยถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2536 ซึ่งขณะนั้นพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งตามกฎหมายจะห้ามมิให้เข้าไปสืบสวนสอบสวนกับคดีนี้อีก ยกเว้นเสียแต่เป็นหลักฐานใหม่ที่จะพิสูจน์การกล่าวหา ซึ่งแหวนกลายเป็นหลักฐานใหม่ เมื่อเรื่องนี้เข้ามาสู่กระบวนการทางยุติธรรมก็ถือเป็นเรื่องดีที่ผมมีโอกาสพิสูจน์ความจริง ผมเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ให้ผมเข้าไปพิสูจน์ในหลายๆ เรื่อง ถ้าผมหนีคดีหรือปล่อยให้คดีหมดอายุความ จะทำให้ผมไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม แต่ผมต้องการให้ความยุติธรรมของไทยพิจารณาตามหลักนิติธรรม แต่ถ้าผมทำผิดผมก็พร้อมที่จะเข้ากระบวนการของศาล ผมไม่ต้องการแค่หมดอายุความ ผมไม่อาจทิ้งปัญหา ไม่หนีคดี เพื่อเอาอายุความเป็นเกราะป้องกันตัว เพราะมันจะกระทบต่อผู้เสียหาย ความรู้สึกของต่างประเทศที่มีความคลางแคลงใจ และต้องการรับคำตอบ สิ่งนี้ผมถือโอกาสให้เป็นบทพิสูจน์ ผมพูดกับสื่อภาคเหนือว่า ผมจะถือโอกาสนำประเทศที่ผมถูกดำเนินคดีเป็นบทพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความจริงใจที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพื่อลดความไม่สบายใจระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย 
 
                          แหวนทองคำ หรือคำให้การของ พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ดีเอสไอมั่นใจว่าจะสามารถรื้อฟื้นคดีผมใหม่ได้ โดยเขามองว่า พยานหลักฐานใหม่ที่ค้นพบเพียงพอที่จะให้ศาลลงโทษผมได้ ทำให้ฝ่ายการเมืองพึงพอใจ เพราะผมเป็นอุปสรรคของการเคลื่อนไหวทางภาคเหนือตอนบนที่ผมรับผิดชอบอยู่ นี่จึงเป็นมูลเหตุจูงใจที่ต้องรื้อฟื้นคดีใหม่ ซึ่งทุกอย่างเป็นโอกาสที่ผมจะได้พิสูจน์ความจริง ตลอด 24 ปี ผมไม่เคยมีโอกาสชี้แจง ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ การหาความจริงจะมาตอนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือการเปลี่ยนอุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย การแต่งตั้งโยกย้าย ประเด็นข้อสงสัยจะมาช่วงเวลานั้นทุกครั้ง ซึ่งทำให้ผมเสียโอกาสในการเติบโต ทั้งที่ความจริงแล้วในช่วงรับราชการผมน่าจะมีโอกาสเป็นพลตำรวจเอก
 
 
 
ช่วงหนึ่งมีชื่อ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ จะเป็นพยานในคดีนี้ด้วยเพราะอะไร
 
 
                          ผมย้อนกลับไปในอดีต พ.ต.ท.สุวิชชัย ไปก่อคดีฆ่า นายฉัตร ดำรงค์พันธ์ ชัยเฉลิมพักษ์ แกนนำกระบวนการต่อต้านลาว ซึ่งมีเชื้อพระวงศ์ลาว ผู้ตายเป็นคนลาวที่มาอาศัยอยู่ในไทย ถูก พ.ต.ท.สุวิชชัยกับพวกอีกคนยิงเสียชีวิตในพื้นที่ สน.โคกคราม เมื่อปี 2545 ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เขาประกันตัวอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ระหว่างนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือหลังมีการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช ตอนนั้นยังเป็นพรรคพลังประชาชน ยังไม่ถูกยุบพรรค ก็มีการรื้อฟื้นคดีโดยการเปลี่ยนตำแหน่งท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จากท่านสุนัย มโนมัยอุดม เป็น พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เข้าไปสืบสวนหาความจริง แล้วแถลงข่าวว่า จะรื้อฟื้นคดีนี้ และสืบสวนหาความจริงด้วย คุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รมว.ยุติธรรมขณะนั้น ก็เข้าไปกับพนักงานสอบสวน ไปพบ พล.ต.ท.ชลอ เกิดเทศ มีความพยายามจะนำ พล.ต.ท.ชลอ มาเป็นพยาน ต่อมามีการประกาศว่าจะหาความจริงจากวัตถุพยาน ซึ่งจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะคาดโทษผมไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชน ซึ่งตอนนั้นผมเข้าไปสืบสวนจนมีหลักฐาน กลายเป็นหลักฐานสำคัญให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองนักการเมือง 5 ปี และเป็นที่มาของการยุบพรรคพลังประชาชน