ข่าว

นักการเมือง-นักวิชาการชี้ 70ปีประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆ

นักการเมือง-นักวิชาการชี้ 70ปีประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆ

24 มิ.ย. 2552

นักการเมือง-นักวิชาการชี้ 70 ปีประชาธิปไตยลุ่มๆดอนๆ “บัญญัติ”อัดยุคพาณิชยาธิไตยทำปชต.ไทยไม่น่าไว้วางใจ ด้าน “จาตุรนต์-ผาสุก”อัดรัฐประหารทำประเทศถอยหลัง ย้อนการเมืองก่อน 2516

 (24 มิ.ย.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเวลา 13.30 น. ในงาน 70 ปีสยามเป็นไทย-ย้อนเวลาสู่อนาคต ได้มีการอภิปราย “การเมืองสยามประเทศไทย เราจะไปทางไหนกัน” โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยมาแล้ว 70 ปี แต่ประชาธิปไตยของเราก็ลุ่มๆดอนๆ ไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ตนอยู่ในวงการเมืองมา 30 กว่าปีพบว่ามีการคอร์รัปชั่นอย่างหนักหนาสากัน ทั้งที่ในช่วง 14 ต.ค.16 ประชาชนรังเกียจและต่อต้านนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชั่นแต่สุดท้ายบรรยากาศก็ค่อยๆเปลี่ยนไป จนในช่วง 10 ปีนี้เป็นการเมืองภายใต้ยุคพาณิชยาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยที่มุ่งกำไรสูงสุด

มีบรรดาพ่อค้าพาณิชย์ นักธุรกิจ หลั่งไหลเข้าสู่วงการทางการเมือง ซึ่งหากคนเหล่านี้เข้ามาโดยถอดวิญญาณพ่อค้าพาณิชย์ เข้ามารับใช้บ้านเมืองอย่างจริงจังก็จะเป็นประโยชน์ แต่ก็มีพวกพ่อค้าส่วนหนึ่งที่เข้ามาโดยยังรู้สึกตัวว่าเป็นนักธุรกิจ แล้วใช้กลไกของรัฐเอื้อประโยชน์เพื่อตัวเองและมุ่งกำไรสูงสุด ทำให้การทุจริต คอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 3 ร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 20 และมีการเรียกเก็บเบี้ยบ้ายรายทาง ยุคนี้จึงมีค่านิยมใหม่เกิดขึ้นว่า โกงได้แต่ขอให้มีผลงาน ตรงนี้ทำให้ประชาธิปไตยไม่น่าไว้วางใจ และไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่ระงับยับยั้งก็คงแย่

นายบัญญัติ กล่าวต่อว่า ซึ่งการที่ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยแบบลุ่มๆดอนๆนั้นเนื่องจากมีการทุจริตคอร์รัปชั่นมาก จะเห็นว่าในการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่านมามักจะใช้ข้ออ้างนี้มาตลอด ซึ่งก็เป็นจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่การปฏิวัติรัฐประหารก็เป็นตัวสูบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และรัฐบาลที่เข้าไปจากการปฏิวัติรัฐประหารบางครั้งก็ทุจริตมากกว่ารัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้าไปอีก ดังนั้นเราควรมาร่วมมือกันทำให้ประชาธิปไตยไม่มีการทุจริต รวมทั้งรัฐบาลเองก็ต้องยกระดับชีวิตของประชาชนให้เท่าเทียมกัน ไม่ให้ประชาชนอดยาก ซึ่งหากเป็นเช่นนี้หากใครจะมาล้มรัฐบาลประชาชนคงไม่ยอม จึงฝากข้อคิดไว้ 3 ข้อ คือ 1.เมื่อเกิดภาวะการณ์สับสน เกิดปรากฎการณ์ทำให้เกิดความเข้าใจผิด มหาวิทยาลัยควรคิดว่าเป็นภาระสำคัญที่ต้องออกมาชี้ถูกชี้ผิด 2. การทุจริตคอร์รัปชั่น การไร้ศีลธรรมจริยธรรม ยังเป็นปัญหาที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยและสังคม ตนจึงอยากเห็นภาควิชาการ จุดประกายเสริมสร้างค่านิยมให้คนมีคุณธรรมและพิทักษ์รักษาประชาธิปไตย และ 3.เสริมค่านิยมการรังเกียจเดียดฉันท์นักการเมือง ข้าราชการที่ทุจริตและคอร์รัปชั่น

ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า ประชาธิปไตยของไทยตลอด 70 ปีดูเหมือนว่าจะล้มลุกคลุกคลานมาตลอดและเรียกได้ว่าส่วนใหญ่ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะเมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาก็จะปกครองประเทศยาวนาน โดยส่วนใหญ่เป็นการปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการ และในปี พ.ศ. 2522-2553 เราก็เป็นเพียงแค่ประชาธิปไตยครึ่งใบเท่านั้น จึงจะเห็นว่าคนไทยไม่มีความเข้าใจและเชื่อถือ ยึดถือต่อหลักแนวคิดรัฐธรรมนูญนิยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายจาตุรนต์กำลังอภิปรายได้มีชายไม่ทราบชื่อเดินมาบริเวณหน้าเวที และกล่าวว่า อภิปรายกันไม่มีประเด็น พูดกันพร่ำเพื่อ ประเด็นเหล่านี้รู้หมดแล้ว ไม่รู้จะพูดทำไม ซึ่งทำให้ทีมงานที่จัดงานต้องเข้ามาพาตัวผู้ชายคนดังกล่าวออกจากห้องประชุมและดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า นี่คือบรรยากาศประชาธิปไตย

จากนั้นนายจาตุรนต์ ได้อภิปรายต่อว่า สังคมไทยไม่เข้าใจยึดถือรัฐธรรมนิยม ซึ่งถือว่าเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตย ไม่เชื่อว่าทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายสูงสุด ต้องเคารพกติกา ซึ่งการรัฐประหารทำให้เห็นว่ามีการใช้อำนาจเหนือกฎหมายสูงสุดๆได้ นอกจากนี้ยังเห็นว่าการรัฐประหารในปี 2549 ไม่ได้ถอยหลังชั่วคราวเพื่อก้าวสู่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด แต่ภายในระยะเวลา 3 ปีครึ่ง เราถอยหลังแบบต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วยังมาเขียนกติกาใหม่ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย ที่ผ่านมาเราจะเห็นการทำลายระบบพรรคการเมือง องค์การทางการเมือง และทำลายหลักนิติธรรมอย่างต่อเนื่อง จะเห็นว่าขณะนี้ไม่มีองค์กรใดที่น่าเชื่อถือ เป็นอิสระและเป็นกลาง ทั้งปปช.และสตง. เพราะ 2 องค์กรนี้ตั้งโดยคณะที่ยึดอำนาจ พร้อมทั้งสนับสนุนรัฐบาล

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะหากองค์กรอิสระฝักใฝ่รัฐบาล ไม่วาจะรัฐบาลจะทำอะไรทุจริตเองหรือพรรคร่วมทุจริตก็จะไม่ดำเนินการอะไรทั้งสิ้น ขณะที่ภาคประชาชนและนักวิชาการในกระแสหลักก็มีบทบาทส่งเสริมเกื้อกูลให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย ในช่วง 70 ปีของประชาธิปไตยจึงทำให้เกิดการเมืองที่ไม่สมดุล ไม่มีพลวัฒน์ มีแต่คำถามว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยุบสภาเมื่อไหร่ เมื่อการเมืองไม่ลงตัวจึงเป็นอุปสรรคต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เราจึงอยู่ในสภาวะวิกฤตที่ไม่สามารถแก้ได้ และวิกฤตก็สูงขึ้น ดังนั้นการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยจึงถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงมาก เพราะต้องผ่านความขัดแย้งที่รุนแรง ดังนั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันคิดว่าทำอย่างไรจะก้าวผ่านไปโดยไม่เกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่ความรุนแรง

ด้าน ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าเป็นการสร้างเกราะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะจะเห็นว่าหลังใช้รัฐธรรมนูญปี 2540ถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีรัฐมนตรีถูกดำเนินคดีฐานคอร์รัปชั่นจนติดคุก นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองโดยศาลรัฐธรรมนูญ จึงถือว่าเป็นความก้าวหน้าของประเทศ ซึ่งเชื่อว่าหากไม่มีรัฐประหารเข้ามาประเทศเราจะก้าวหน้ากว่านี้ แต่เมื่อมีรัฐประหารเกิดขึ้นจะเห็นว่าเราย้อนกลับไปสู่การเมืองก่อนพ.ศ. 2516 เพราะมีการสถาปนาตัวเองเพื่อต่อรองทางการเมือง และต่อรองเรื่องงบประมาณมากขึ้น ซึ่งการคอร์รัปชั่นถือว่าเป็นตัวหนึ่งที่ทำลายประชาธิปไตย แต่ตัวการสำคัญที่ทำลายการเมืองอย่างแท้จริงคือการรัฐประหาร การแก้ปัญหาทางการเมืองโดยการใช้รัฐประหารนั้นถือเป็นข้ออ้าง ตนไม่เห็นด้วย ควรแก้ไขปัญหาภายใต้ระบบรัฐสภา ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้น เกิดมาจากการแสวงหาอำนาจของคนบางกลุ่ม แต่ข้อเท็จจริงแล้วความขัดแย้งเกิดขึ้นมานาน เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยจะพเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนห่างกันมาก