
10เมษา53รำลึกกับ'นิชา ธุวธรรม'
10เมษา53รำลึก กับ'นิชา ธุวธรรม' : สัมภาษณ์พิเศษ โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์
แม้ว่าการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รอง เสธ.พล.ร.2 รอ.) ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย และขอคืนพื้นที่จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณสี่แยกคอกวัว และหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ผ่านมาถึง 4 ปีแล้ว แต่ทั้งภาพและเหตุการณ์นั้น ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยจำนวนมาก
"นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม" เปิดใจต่อ “สำนักข่าวเนชั่น” ถึงการเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมที่ผ่านมา ซึ่งไร้หนทาง มองทางไหนมีแต่ความมืดมนที่จะควานหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และสังคมเองก็มองว่ารัฐบาลขาดความจริงใจ
นิชาเห็นว่า ถึงตอนนี้ก็รู้กันแล้วว่า รัฐบาลนี้ไม่จริงใจแน่นอน ที่จะจัดการกับปัญหาความขัดแย้งในเหตุการณ์ปี 53 เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลนี้ ไม่ใช่เพื่อมุ่งสร้างความปรองดองของคนในชาติ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือ ความพยายามที่จะสร้างชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จทางการเมือง โดยอาศัยความได้เปรียบที่เขาเป็นรัฐบาล จนในที่สุดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมก็กลับมาทำลายตัวรัฐบาลเอง ความจริงแล้วการชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เป็นปลายเหตุ หลังจากที่รัฐบาลกล้าผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ประชาชนซึ่งอดทนมานาน ไม่สามารถทนต่อไปได้ ต้องลุกขึ้นมาต้าน
“หากรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ มีใจเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เหตุการณ์เหล่านี้ก็คงไม่เกิด เพราะรัฐบาลนี้โชคดีที่ฝ่ายต่อต้านไม่ว่าจะอย่างไร ก็ให้โอกาสเคารพกติกามาตลอด จนรัฐบาลนี้ฆ่าตัวตายด้วยน้ำมือของรัฐบาลเอง ทั้งปัญหาเศรษฐกิจข้าวยากหมากแพง และในที่สุดก็คือ การละเมิดหลักนิติรัฐ หลักศีลธรรม คดีของ พล.อ.ร่มเกล้า เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงความไม่เป็นธรรม บ้านเมืองใดมีรัฐบาลที่ไม่วางตัวเป็นกลาง ไม่มีใจไม่เป็นธรรม ก็ยากที่จะนำบ้านเมืองไปสู่ความสงบความเจริญได้ มีแต่จะเสื่อมลง”
ส่วน 4 ปีที่ผ่านมา สังคมได้เรียนรู้อะไรบ้างหรือไม่ กับเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนั้น
นิชาบอกว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เหตุผลในการต่อสู้ของดิฉัน คือ เพื่อไม่ให้คนผิดมีโอกาสกลับมาทำผิดอีก แต่แล้วในที่สุด สิ่งที่เรากลัวมันก็เกิด คือกลุ่มคนทำผิดในปี 53 มีโอกาสกลับมาทำร้ายชีวิตพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์ในปี 56-57 อีก แม้จะยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ แต่พวกเราทุกคนก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า ใครคือผู้ใช้ความรุนแรง ถือเป็นความอำมหิต สำหรับคนมีอำนาจที่รู้ว่าจะเกิดความสูญเสีย แล้วไม่พยายามหาทางหยุดยั้งป้องกัน คนพวกนี้ไม่ได้คิดจะเรียนรู้บทเรียนความสูญเสียเลย เพราะเขาไม่แคร์ที่จะเกิดความสูญเสีย หนทางใดก็ได้ที่ทำให้เขาชนะ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปเรียกร้องสำนึกจากคนพวกนี้ พี่น้องประชาชนล้มตายไปกี่คน พวกเขาก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจ ไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ถ้าถามว่า สังคมเรียนรู้บทเรียนความสูญเสียหรือไม่ จึงต้องแยกส่วนมองคนในสังคม กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง คนพวกนี้ ใจเขาหยาบเกินกว่าจะใส่ใจกับความเป็นไปของสังคม สังคมจะเป็นอย่างไรก็ช่าง ขอให้เขาชนะ มีเงินมีอำนาจเป็นพอ เขาจึงไม่เคยสนใจบทเรียนจากความสูญเสีย แต่ต่อจากนี้ พวกเขาจะต้องได้บทเรียนใหม่ว่า การใช้กำลังความรุนแรงเข่นฆ่าผู้คน ไม่เคยทำให้ใครชนะ และยิ่งเขาฆ่าคนเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งพ่ายแพ้เร็วขึ้นเท่านั้น
คนอีกกลุ่มคือ ผู้ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำในสังคม กลุ่มนี้รู้ว่าความสูญเสียคืออะไร แต่ก็ถึงจุดที่คนกลุ่มนี้ลุกขึ้นมายืนหยัดไม่ยอมให้สังคมพ่ายแพ้ต่อพวกใช้ความรุนแรง ไม่ยอมสยบต่ออธรรม ไม่ยอมปล่อยให้คนพาลที่ใช้ความรุนแรงอำมหิตกำเริบได้ใจอีกต่อไป
ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยเรียกร้องให้สังคมเรียนรู้บทเรียนจากความสูญเสีย แต่เมื่อเจอคนพาลประเภทแรก จึงตระหนักว่า การเรียกร้องเสียเปล่า สังคมจะเรียนรู้บทเรียนร่วมกันได้ก็ต่อเมื่อคนในสังคมมีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการความสงบสุขในสังคมร่วมกัน แต่ตอนนี้เราสู้กับคนที่สนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัว เขาจึงไม่เข้าใจภาษาเดียวกับเราว่าบทเรียนความสูญเสียแปลว่าอะไร ตอนนี้ปัญหาที่คนไทยซึ่งพูดภาษาเดียวกันพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็เพราะสามัญสำนึกผิดชอบชั่วดี และสำนึกต่อส่วนรวมมันต่างกัน
สำหรับเรื่องที่ว่า โดยส่วนตัวแล้วมองว่าสังคมไทยจะมีทางออกจากปมความขัดแย้งตรงนี้ได้หรือไม่นั้น ภริยาพล.อ.ร่มเกล้าบอกว่า ดิฉันไม่ใช่คนโลกสวย ที่มองว่าระหว่างการต่อสู้ของสองฝ่ายขณะนี้ยังมีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์(ของการรับผิด)ที่ลงตัวกันได้ แต่คิดว่าระหว่างคนสองฝ่ายนี้ ต้องการคนเป็นธรรม มากกว่าคนที่พยายามวางตัวเป็นกลาง ต้องการคนยุติธรรมที่กล้าชี้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และต้องการสังคมที่ยอมรับในกติกา ความผิดไม่ใช่เรื่องที่เจรจาต่อรองกันได้ว่าจะผิดหรือไม่ผิด หากแต่เมื่อผิดแล้วยอมรับผิดจึงค่อยมาเจรจากันได้ว่าจะลงโทษหรือให้อภัยกันอย่างไร สังคมโดยรวมจึงจะหาทางออกที่ยอมรับร่วมกันได้
“เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสร้างบรรทัดฐานของสังคม มาตรฐานของศีลธรรม การเคารพกติกา และความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ซึ่งคิดว่า ข้าราชการ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ต้องช่วยแบกรับความรับผิดชอบนี้ และเป็นตัวแปรทางออกที่สำคัญของปมความขัดแย้งขณะนี้”
อย่างไรก็ตาม นิชายืนยันว่า ไม่เคยถอดใจ แต่จะต่อสู้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คนผิดยังไม่สำนึกผิด ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ยังรอความยุติธรรมได้ วันที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ออกมาบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ป.ป.ช.เรื่องคดีทุจริตจำนำข้าว และเรียกร้องขอเปลี่ยนตัวกรรมการ ป.ป.ช. สารภาพว่าดิฉันเป็นคนหนึ่งที่แอบหัวเราะในใจ เพราะยามที่คนอื่นไปร้องขอความเป็นธรรม นายกรัฐมนตรีไม่เคยสนใจ ดิฉันเองก็เคยไปขอความเป็นธรรมจากคนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ยังไม่ทำอะไรให้ คดีทหารตายไม่คืบหน้าเลย
สำหรับภริยาของนายทหารกล้าผู้นี้ ยังระลึกเสมอว่า สามีได้ดำเนินชีวิดด้วยความรักแผ่นดินเกิด รักในหลวง รักพระราชินี และเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่เขารักอย่างสมบูรณ์แล้วก็จากไปอย่างสง่างามสมภาคภูมิ
...............
(หมายเหตุ : 10เมษา53รำลึก กับ'นิชา ธุวธรรม' : สัมภาษณ์พิเศษ โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์)



