
'อภิสิทธิ์'จี้'ยิ่งลักษณ์'คุย'สุเทพ'
08 เม.ย. 2557
'อภิสิทธิ์' แนะ 'ยิ่งลักษณ์' ขยับเจรจา 'สุเทพ' ก่อนเกิดเหตุรุนแรงบานปลาย ชี้ 'ป.ป.ช.' ไม่จำเป็นต้องสอบพยาน 3 ปากปมจำนำข้าวเพิ่ม
8 เม.ย.57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่สัญจรที่พรรคประชาธิปัตย์ ทาง Blue Sky Channel ว่า ตนยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่บ่งบอกอย่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์เคยบอกว่าถอยจนไม่รู้จะถอยอย่างไร ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจจะต้องเปิดการเจรจาพูดคุยถึงปมความขัดแย้งให้ประชาชนทั้งประเทศรับรู้รับทราบ หากได้เริ่มต้นขยับแล้วแต่ไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ยังได้แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามอย่างไร ตนก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไรที่บ่งบอกว่ามีการถอย ตนไม่ได้พูดเรื่องถอย เรื่องเดินหน้านะ ขยับก็คือถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดคุยกับ กปปส. ปมความขัดแย้งให้ประชาชนทั้งประเทศรับรู้รับทราบ”
“ผมเคยถามคุณสุเทพและบอกว่าในเมื่อความขัดแย้งเป็นอย่างนี้ แล้วผมเองไม่เชื่อว่าการเอามวลชนมาวัดกันแล้วจบ หรือมีคดีอะไรแล้วจบ ผมถามว่าถ้าคุณยิ่งลักษณ์มาคุยกับคุณสุเทพ อย่างที่คุณสุเทพพูดว่ามีการถ่ายทอดสดอะไร คุณสุเทพก็บอก ยินดีไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมก็ยังย้ำกลับไปว่า ถ้าไม่อยากจะปล่อยไปตามยะถากรรม ถ้าไม่อยากให้เกิดการเผชิญหน้า ไม่อยากให้เสี่ยงตรงนั้น คุณยิ่งลักษณ์ต้องขยับ”
เมื่อถามว่าใครต้องขยับก่อนกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักแล้ว ฝ่ายผู้มีอำนาจก็ต้องพยายามขยับก่อน สมัยที่มีการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงปี 53 แล้วก็เกิดความสุ่มเสี่ยงมากเพราะเขาเอาคนไปข้างหน้าราบ 11 ตนก็ขยับโดยบอกกับคุณกอร์ปศักดิ์ บอกมันอย่างนี้มันสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา แล้วก็ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ ผ่านเหตุการณ์ 10 เม.ย.ไป ผมก็ขยับฝ่ายเดียวอีก บอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมเสนอเลยว่าปมขัดแย้งตอนนั้น 5 เรื่อง 1 - 2 - 3 - 4 - 5 ขอทำอย่างนี้ รวมทั้งการยุบสภา วันที่เท่านั้น เท่านี้ นี่คือการแสดงเจตนาของฝ่ายที่มีอำนาจว่าได้รับฟังเสียงของคนที่เขามา แล้วพยายามที่จะหาคำตอบ วันนี้ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์บอกถอย ผมถามว่าอะไรตั้งแต่วันแรกที่มีการชุมนุมออกมาเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมถึงวันนี้ที่คุณยิ่งลักษณ์แสดงออกว่า เข้าใจ ประเด็นความห่วงใย หรือข้อคัดค้านของคนที่มาชุมนุม แม้แต่กฎหมายนิรโทษกรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังให้สัมภาษณ์แบบเดิมอยู่เลยว่า เป็นกฎหมายที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขากล่าวหา มาใส่ร้ายกัน
“ผมเองนั้น ผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ อย่างที่เมื่อวานนี้กกต. เชิญ ผมก็ไปในฐานะพรรคการเมือง ถ้ารัฐบาลบอก อยากจะฟังความเห็นผม ผมก็ให้ แต่ผมนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะไปเรียกร้องว่า ผมต้องไปคุยกับคนนั้น ผมต้องไปคุยกับคนนี้ เพราะปมที่มันเกิดความขัดแย้งกันในขณะนี้คือมวลมหาประชาชน ที่เขาเรียกร้องการปฏิรูป กับรัฐบาลที่บอกว่า จะต้องเดินหน้าเลือกตั้ง หรืออะไรก็สุดแล้วแต่ มันต้องเริ่มจากตรงนั้น ถามว่า อยากให้ผมช่วยอะไร ผมยินดี ผมก็ชวนได้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ว่าก็จะมีคนถามผมว่า ผมไปยุ่งอะไรด้วย ผมก็บอกว่า ถ้าจะเป็นประโยชน์ ผมยินดีทำ น.ส.ยิ่งลักษณ์เริ่มต้นเสีย ขยับเสีย ขยับแล้วไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็ยังได้แสดงให้เห็นว่ามีความพยายามอย่างไรแล้ว ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์' ชี้ 'ป.ป.ช.' ไม่จำเป็นสอบพยาน 3 ปากปมจำนำข้าวเพิ่ม
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ทางสถานีโทรทัศน์ Blue Sky Channel กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกชี้มูลความผิด และมีการอ้างพยาน 3 ปาก ว่า ตอนนี้พยานที่เหลือนี้มีรัฐมนตรี 3 คน ซึ่งก็อยู่ที่ดุลยพินิจปปช. ที่จะเป็นคนตัดสิน หรือเก็บพยานที่จะต้องให้การไว้ อย่างที่ตนเคยบอก ความจริงประเด็นไม่ได้ซับซ้อนมาก เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือ ต้องการจะให้ได้ข้อเท็จจริงว่าคุณยิ่งลักษณ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ดี ในฐานะประธาน กขช. ก็ดี รับรู้รับทราบเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริต คอร์รัปชั่น มากน้อยแค่ไหน และได้มีการดำเนินการอะไรอย่างไรบ้าง ในการที่จะทำหน้าที่ของตัวเองในการลดความเสียหาย
"ผมเข้าใจว่า 3 ท่านที่เหลืออยู่นี้ อย่างกรณีท่านรัฐมนตรีคลัง คงจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่มันเกิดขึ้นในเชิงการคลัง เพราะมันมีการพูดถึงอนุกรรมการปิดบัญชี พูดถึงเรื่องจำนวนเงินที่เสียหายว่ากี่แสนล้านก็สุดแล้วแต่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นข้อมูลที่สำคัญระดับหนึ่ง แต่สำหรับผมจริงๆ แล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต้องถาม 3 ท่านนี้ก็ได้ ใครอ่านข่าวอยู่ทุกวันก็เห็น เห็นการรายงานที่เกิดขึ้น เห็นแนวการปฏิบัติด้วย ต่อเวลามีรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้น การทุจริตเรื่องระบายข้าว เราก็มีภาพ มีเสียงคุณยิ่งลักษณ์ยืนให้สัมภาษณ์ คุณบุญทรงยืนอยู่ข้างหลังบอก มีสัญญา มีอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นก็รับรู้สิ่งเหล่านี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การหาข้อเท็จจริงของ ปปช. ไม่ได้รับฟังจากผู้ร้อง และผู้ถูกร้องแต่เพียงอย่างเดียว ทุกอย่างเป็นเป็นระบบไต่สวน และเขาก็สามารถที่จะเอาข้อเท็จจริงต่างๆ มาได้ แต่เมื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างพยานกี่ปากก็แล้วแต่ เขาก็ยังหยิบ หรือเก็บประเด็นสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กล่าวหาน.ส.ยิ่งลักษณ์นี้ ก็าสอบถาม ถ้ามองว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นคนสุจริต ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย หากระยะเวลาการสอบสวนไต่สวนสั้นก็น่าจะเป็นผลดีกับผู้ถูกกล่าวหา แต่ถ้าดึงเรื่องไปเรื่อยๆ จะทำให้เป็นอย่างไร เรื่องนี้ไม่มีสูตรสำเร็จ มันขึ้นอยู่กับเนื้อหาของแต่ละเรื่อง กรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างที่บอก ประเด็นพอมันค่อนข้างจะมีข้อสรุปชัดเจนว่าเกิดปัญหาขึ้นกับการระบายข้าว เกิดปัญหาเรื่องการสวมสิทธิ์เกิดอะไรต่างๆ ก็มาดูบทบาทของคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น แล้วจริงๆ พยานสำคัญที่สุดกรณีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็คือตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์เองถูกมั้ย ตนเห็นประเด็นที่ถูกกล่าวหาอย่างนี้ คือมันไม่ใช่เป็นเรื่องเทคนิค รายละเอียดเยอะแยะที่จะต้องมาซักถามอะไร มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทบาทของเจ้าตัวโดยตรง ถ้าวันนี้บอกว่าโครงการจำนำข้าวทุจริตแล้วใช่หรือไม่ ก็ต้องตอบว่าใช่เพราะ ปปช. ชี้มูลรัฐมนตรีไปแล้ว 2 คน อยู่ที่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์รู้หรือไม่รู้ แต่ข้อกล่าวหาของน.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ตรง มาตรา 157 รู้ก็โดน ไม่รู้ก็โดน
“จะไปบอกว่ารู้ก็โดนไม่รู้ก็โดน คือถ้ารู้แล้วพยายามแก้ไขก็ไม่โดน ถ้าไม่รู้นี่ ไม่รู้ก็ไม่แก้อยู่แล้ว แต่ว่าไม่รู้นี้ผมว่ามันลำบากในกรณีนี้ เพราะมันควรรู้ ถูกมั้ยครับ คือการไม่รู้เองก็เหมือนกับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าคุณไม่ทำหน้าที่ตัวเองเลย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นมันอยู่ที่ว่ารู้แล้วทำอะไร ผมคิดว่าสิ่งที่อยากเห็น กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันก็ยังมีช่องว่างห่างกันเยอะ สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือว่า เวลาเราอ้างกระบวนการประชาธิปไตย หรือการเป็นรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้งใช่ส่วนหนึ่ง แต่ต้องถูกยอมรับการตรวจสอบตามกระบวนการ อันนี้สำคัญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการนำมวลชนไปกดดันองค์กรอิสระ ว่า 2 สิ่งที่มีความต้องการ คือ 1. หวังว่าปปช.กลัว หรือ 2. ถ้าพูดกันแบบสามัญสำนึก คือแปลว่ารู้ว่าตัวเองผิด มันไม่มีทางสู้แล้ว แพ้อยู่แล้ว เมื่อแพ้อยู่แล้ว ทำอย่างไรให้คนมีความรู้สึกว่ามันไม่ได้แพ้เพราะเนื้อหาสาระ ทำตัวให้มันเป็นเหมือนเป็นเรื่องปฏิปักษ์กันไปกันมา ฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งผมก็ย้ำนะครับว่า องค์กรอิสระนั้นเขาตัดสินเข้าข้าง หรือไม่ได้เข้าข้างหรอก เป็นคุณแก่รัฐบาลมาไม่รู้กี่เรื่องแล้ว



