ข่าว

'ปู'ห่วงบึ้มใต้!ส่ง'ประชา'ลงพื้นที่แทน

'ปู'ห่วงบึ้มใต้!ส่ง'ประชา'ลงพื้นที่แทน

08 เม.ย. 2557

'ยิ่งลักษณ์' ร่วมพิธีวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบรอบ 127 ปี ระบุห่วงระเบิดใต้ เตรียมส่ง 'ประชา' ลงพื้นที่ดูความเสียหาย ก่อนถกสถานการณ์การเมืองร่วมกับทูตสหรัฐ

 
                        8 เม.ย.57 เมื่อเวลา 07.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ครบรอบ 127 ปี โดยมีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมพิธี โดยในการจัดงานวันสถาปนากระทรวงกลาโหมมีพิธีสำคัญ ประกอบด้วย การบวงสรวงปืนใหญ่โบราณจำนวน 8กระบอก พิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา และพิธีเปิดน้ำพุ บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม รวมถึงการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต
 
                        โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มอบสารเนื่องในวันสถาปนากระทรวงกลาโหม โดยมีใจความว่า กระทรวงกลาโหม เป็นองค์กรนำในการสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงของรัฐ และมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อความผาสุกของประชาชน จากสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ประชาชนในชาติต้องการความรัก ความสามัคคี และความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สถาบันทหารยังคงเป็นที่พึ่งและความหวังของประชาชนเสมอมมา กระทรวงกลาโหมจึงต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ด้วยการช่วยพัฒนาพลังอำนาจแห่งชาติทุกด้าน โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ และฟื้นฟูประชาธิปไตย การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติด และการเร่งนำสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวยมทั้งการสนับสนุนการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและการพัฒนาประเทศเพื่อความมั่นคง
 
                        ด้าน พล.อ.นิพัทธ์ ได้อ่านสารเนื่องในวันสถาปนากระทรวงกลาโหมว่า กระทรวงกลาโหมได้รับการสถาปนาขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการวางรากฐานด้านกิจการทหารให้มีการจัดแบบมาตรฐานสมัยใหม่ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ ทหารมีภาระหน้าที่ในอันที่จะสืบสานพระราชปณิธานในการสร้างความทันสมัย และความเจริญรุ่งเรืองให้แก่กิจการทหาร ซึ่งเป็นมรดกของพระองค์ท่าน พร้อมกับปรับปรุงให้เหมาะสมกับกาลสมัยทั้งในด้านการเสริมอำนาจกำลังรบ การเพิ่มพูนประสิทธิภาพของกองทัพให้แข็งแกร่ง มีความพร้อมรบ สามารถเผชิญต่อภัยคุกคามได้ในทุกรูปแบบทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการพัฒนาประเทศ การช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนั้นทหารในยุคปัจจุบันต้องมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความรัก และความสามัคคีของคนในชาติ การพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเตรียมความพร้อมขององค์กรเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
 
                        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จพิธี น.ส.ยิ่งลักษณ์ พล.อ.นิพัทธ์ และผบ.เหล่าทัพได้ร่วมรับประทานอาหารเช้าพร้อมหารือร่วมกันประมาณ 30 นาทีก่อนที่ผบ.เหล่าทัพจะเดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด สำหรับการจัดงานสถาปนากระทรวงกลาโหมได้มีการจัดกำลังทหารของกระทรวงกลาโหมจำนวน 3 กองร้อย และชุดกองร้อยควบคุมฝูงชนจำนวน 2 กองร้อยจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล 6(บก.น.6) ร่วมกันรักษาความปลอดภัยรอบกระทรวงกลาโหมอย่างเข้มงวด พร้อมกับมีการปิดถนนด้านหน้ากระทรวงกลาโหม เพื่อตั้งแถวทหารกองเกียรติยศ 3 เหล่าทัพ โดยการจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีกลุ่มผุ้ชุมนุมเดินทางมายังกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด
 
                        ทั้งนี้ ในเวลา 11.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่คนร้ายลอบวางระเบิดและก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงหลายจุดในพื้นที่จ.ยะลา ว่า ตนเป็นห่วงสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จึงได้กำชับให้ผบ.เหล่าทัพสั่งการให้ทหารเข้าไปช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจ พร้อมทั้งได้มอบหมายให้พล.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ดูความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น และการจ่ายค่ารักษาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
 
 
'ยิ่งลักษณ์' เชื่อ 'ประยุทธ์' มีจุดยืนของตัวเอง ปม 'รัฏฐาธิปัตย์'
 
 
                        เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการกปปส.ประกาศจะจัดตั้งรัฏฐาธิปัตย์ ว่า ต้องเรียนว่าถ้ากรณีรัฏฐาธิปัตย์ของนายสุเทพอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย คงจะไม่มีคำถามนี้เกิดขึ้น แต่นายกรัฐมนตรีตามกรอบกฎหมายเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในการทูลเกล้าฯ ในส่วนของครม.วันนี้เราต้องยึดกฎหมาย ถ้าบ้านเมืองไม่มีกฎหมายแล้วเราจะตอบนานาประเทศได้อย่างไรว่าเราจะใช้กฎหมายอะไรเพี่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม ถ้าเราไม่ยึดหลักกติกาใครก็สามารถตั้งครม. หรือตั้งสภานิติบัญญัติในการปกครองได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการได้รับการยอมรับ การได้รับความน่าเชื่อถือจากนานาประเทศ จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันหาทางออก
 
                        “เรายังเห็นด้วยกับการพูดคุย ให้มีการพูดคุยกันอย่างสันติเพราะวันนี้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ถ้าเราไม่ได้แก้เรื่องของความน่าเชื่อถือของความเป็นประชาธิปไตยที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาว เป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และเป็นพื้นฐานในการมีบรรทัดฐาน กฎหมายตามกรอบของรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รับการยอมรับได้” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
                        เมื่อถามว่าได้คุยเรื่องนี้กับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ว่าจะทำอย่างไร ทำไมถึงปล่อยให้มีการประกาศแบบนี้ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ดิฉันเชื่อว่าผบ.ทบ. และในฐานะที่เป็น รองผอ.กอ.รมน.ควรจะมีจุดยืนเองค่ะ เพราะจริงๆ แล้ว ท่านก็ควรรู้ว่าท่านควรปฏิบัติหน้าที่อย่างไร การดูแลของฝ่ายความมั่นคง ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน คงไม่ต้องถามคิดว่าท่านมีคำตอบในใจอยู่แล้ว”
 
                        เมื่อถามว่าในส่วนของกลุ่ม คปท.ที่มีการชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลและมีการใช้อาวุธยิงจนทหารได้รับบาดเจ็บ จะสั่งให้กองพลที่1 ช่วยเคลียร์หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในการดูแลทำเนียบรัฐบาลทางศอ.รส.มอบหมายให้กองทัพบกดูแลสถานที่ตรงนั้นอยู่แล้ว เชื่อว่าการดูแลของทหารและทำงานร่วมกันภายใต้ศอ.รส.จะปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่
 
 
'ยิ่งลักษณ์' ขอความเป็นธรรมปมจำนำข้าว
 
 
                        เมื่อเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงคดีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลในป.ป.ช. ว่า ตนได้มอบหมายทนายความยื่นใน 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือการยื่นคัดค้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นการยื่นครั้งที่ 3 ก็หวังว่าคณะกรรมการป.ป.ช.จะให้ความเป็นธรรมในการพิจารณา และ 2 . ยื่นคัดค้านในกรณีที่ถูกตัดพยาน ซึ่งเดิมทีขอพยานเป็น 11 ปาก แต่ถูกตัดเพียง 3 ปาก จึงขอให้สืบพยานอีก 4 ปาก ซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการที่สามารถให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงได้ ได้แก่พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายพิชัย ชุณหวัชร นายกสภาวิชาชีพบัญชีแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นบุคคลที่ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงได้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ปปช.กล่าวหาตน
 
                        เมื่อถามว่า มั่นใจในการชี้แจงหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เนื่องจากเราได้ขอการยืดเวลา จากที่ขอไป 45 วัน แต่ป.ป.ช.ไม่พิจารณายืดให้จึงต้องดำเนินการภายใน 15 วัน จึงมีการขอเพิ่มพยาน หวังว่าจะให้ความเป็นธรรมกับเราในการสืบพยานเพิ่มเติม เพราะตนดูในระดับนโยบายแต่การกล่าวหาไปถึงระดับปฏิบัติจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและผู้รู้รายละเอียดในประเด็นสำคัญหลักไปชี้แจง หวังว่าป.ป.ช.จะรับเรื่องที่ตนยื่นขอไปผ่านทางทนายประกอบการพิจารณา
 
                        เมื่อถามว่าในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีหน่วยงานใดเคยเสนอให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จากหน่วยงานเราไม่มีการเสนอเข้ามา แต่ได้รับหนังสือจากป.ป.ช.อย่างที่สื่อมวลชนได้เห็นกันหลายครั้งว่าเรามีการพูดคุยกัน ก็ยังมีประชาชนที่ร้องเรียนโครงการนี้ในระดับปฏิบัติ แต่ในส่วนนี้ขออนุญาตไปตอบกับทางป.ป.ช.คงไม่ขอให้ข้อมูลลึกในวันนี้
 
                        นอกจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของกลุ่มส.ว.ให้วินิจฉัยการสิ้นสภาพตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรีว่า เรียนว่าในส่วนของตนและผู้ปฏิบัติงานมีประเด็นตั้งข้อสังเกตใหญ่ 2 ประเด็นคือ ประเด็นแรกเนื่องจากคดีนี้ศาลปกครองมีคำวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดแล้ว และ ครม.มีมติคืนตำแหน่งให้นายถวิลตามที่ศาลปกครองได้วินิจฉัยแล้ว ดังนั้นเราไม่แน่ใจว่าทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องกรณีนี้เข้ามาในการพิจารณา
 
                        “หลังจากศาลปกครองวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดแล้ว นี่เป็นกรณีแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัย กรณีโยกย้ายข้าราชการคงต้องดูต่อไปค่ะว่าการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็จะมีผลถึงบรรทัดฐานของกรณีอื่นๆ อีก” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
                        นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ประการที่สอง ความจริงแล้วการร้องให้ตนสิ้นสภาพต้องเรียนว่าในฐานะของนายกรัฐมนตรีเนื่องจากเรามีการยุบสภาฯแล้ว ถือว่าสิ้นสภาพแล้ว มีหน้าที่เพียงปฏิบัติหน้าที่เพื่อรอการเลือกตั้ง ดังนั้นการรับคำร้องจะนำไปสู่การพิจารณาว่ามีการยุบสภาฯ แล้ว และไม่เคยเกิดขึ้นเลยจึงขอตั้งข้อสังเกตในการที่จะเทียบเคียงกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นเมื่อมีการยุบสภาฯ แล้ว ศาลจะไม่รับวินิจฉัยแต่กรณีนี้ก็รับเป็นครั้งแรกเช่นกัน
 
                        “นี่คือสองประเด็นใหญ่ที่ดิฉันขอตั้งข้อสังเกต คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายหรือฝ่ายทนายไปศึกษากรณีนี้ ก็หวังว่าฝ่ายที่อำนวยความยุติธรรมทุกฝ่ายนั้นจะให้ความเป็นธรรมอย่างเสมอภาคและให้ความเป็นธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดิฉันไม่ขออะไรค่ะ ขอเพียงแค่ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนอื่นๆ ในอดีตที่เคยได้รับหวังว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินให้เกิดการยอมรับและความชอบธรรมในการที่จะปฏิบัติต่อไปค่ะ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
                        เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีจะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองหรือส่งเอกสารไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ดิฉันยังไม่ทราบเลยค่ะ ว่าวันนี้แม้กระทั่งเอกสารจะได้รับการชี้แจงหรือเปล่าคงต้องรอฟังค่ะ ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินวันไหน”
 
 
'สุรพงษ์' นำครม.รดน้ำอวยพร 'นายกฯ' วันสงกรานต์
 
 
                        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 12.30 น. ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายสุรพงษ์ โตวิจักษัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้ารดน้ำอวยพร เนื่องในโอกาสเทศการวันสงกรานต์ ต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม โดยนายสุรพงษ์ได้อวยพรให้นายกรัฐมนตรี ว่า เทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ ขอให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆหมดสิ้นไป ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ศัตรูต่างๆโดยเฉพาะศัตรูกับรัฐบาล คือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.และพวกนั้นขอให้เลิกลา ห่างหายและหายไปให้หมดสิ้น ตั้งแต่นี้ต่อไปก็ขอให้มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นในประเทศ และขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีมีสุขภาพที่แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บอย่าได้มาเบียดเบียน นำพาพี่น้องประชาชนให้ก้าวเดินต่อไป
 
                        นายสุรพงษ์ เปิดเผยภายหลังนำ ครม.รดนำอวยพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ให้นายกรัฐมนตรี ว่า เทศกาลสงกรานต์คนเหนือว่าเป็นเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ ตนก็ได้นำ ครม.เข้าอวยพรให้นายกรัฐมนตรี เพราะจากนี้ไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็จะไม่มีโอกาสได้พบและอวยพรให้นายกรัฐมนตรี เพราะจะมีการประชุม ครม.อีกครั้งก็หลังเทศกาลสงกรานต์ จึงได้เตรียมการเมื่อคืนวันที่ 7 เม.ย.และถือโอกาสรดนำดำหัวทั้ง ครม. ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ให้พรกลับว่าขอให้ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง ช่วยกันนำพาประเทศและบริหารงานกันต่อไป  ส่วนอุปสรรคต่างๆตนก็ได้ขอให้หายไป หมดไป หลังจากนี้ก็เชื่อว่าสถานการณ์ต่างๆก็จะดีขึ้น
 
                        นายสุรพงษ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาร ศอ.รส.เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ตนจะไม่เดินทางไปไหน จะอยู่ประจำการที่ ศอ.รส.เผื่อมีเหตุการณ์อะไร วันนี้ได้มีการเตรียมการไว้ในวันที่16-18 เม.ย. เป็นการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเกิดอะไรขึ้นมาก็สามารถเรียกประชุมได้ทันที แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญานอะไรที่จะทำให้เกิดความรุนแรง เป็นเพียงการเตรียมการไว้ เพราะเท่าที่ฟังถ้านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ออกมายึดอำนาจตามที่ประกาศไว้ อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมแน่นอน ทางศอ.รส.ก็เกรงว่าอาจจะเกิดความรุนแรงขึ้น แต่ถ้าออกมายืนกันคนละถนนแล้วนับคนแข่งกันมันก็จบ คงไม่เกิดความรุนแรงขึ้น ซึ่งทาง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงานในฐานะ ผอ.ศอ.รส. คงจะให้ทางศอ.รส.หยุดในวันที่ 13-15 เม.ย.เเต่วันที่11-12 เม.ย.และวันที่16-18 เม.ย. ศอ.รส.จะทำงานต่อเนื่อง โดยตนจะคอยมอนิเตอร์ทุกวันและสามารถประสานกับทาง ผบ.ตร.และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ได้
 
                        “ถ้าคำตัดสินออกมาตามที่นายสุเทพบอก ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช. ถ้าออกมาแล้วเกิดความวุ่นวายอย่างที่คุณสุเทพคาดการณ์ โดยประกาศตัวเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ซึ่งไม่ได้ ทางศอ.รส.ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือเพราะไม่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการกระทบกระทั่งกัน วันนี้เชื่อว่าคนที่ดูแลงานด้านความมั่นคงทั้งตำรวจและทหาร เข้าใจดีไม่ต้องมาเลือกข้างอะไรกันอีก ทหารเองก็ต้องไปตรวจว่า ทั้ง คปท.แลฃะ กปปส.มีอาวุธหรือไม่เพราะที่ผ่านมาไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปตรวจสอบ วานนี้ (7 เม.ย.) พล.ต.อ.วรพงศ์ ชิวปรีชา รองผบ.ตร.ซึ่งเป็นฝ่ายประสานงานกับทางทหารก็ได้พูดไปแล้ว และวันที่ 9 เม.ย. ตนอาจจะหยิบยกเรื่องนี้หารือในศอ.รส.อีกครั้ง ซึ่งทหารต้องเข้าไปตรวจสอบ การที่อ้างว่าไม่มีอาวุธนั้นน่าจะแย้งจากความเป็นจริงเพราะทหารก็บอกชัดเจนจากเหตุการณ์ล่าสุดว่ากระสุนมาจากบังเกอร์ของ คปท.อย่างเหตุความวุ่นวายที่สะพานผ่านฟ้าเจ้าหน้าที่ก็ตรวจเจออาวุธต่างๆ วันนี้ทหารก็เห็นด้วยตาแล้วว่ามีอาวุธอยู่ในที่ชุมนุม” นายสุรพงศ์ กล่าว
 
                        เมื่อถามว่า คิดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยจะยืดเยื้อยาวนานอีกแค่ไหน นายสุรพงษ์ กล่าวว่า คิดว่าไม่ยืดเยื้อแล้ว หลังนายสุเทพประกาศตั้งรัฏฐาธิปัตย์คนเริ่มไม่เอาด้วยและคนเริ่มรู้แล้ว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็คงถอนตัวไม่เอาด้วยแน่นอน หลังจากที่นายสุเทพประกาศเช่นนี้ ใครที่คิดอยู่ข้างนายสุเทพพอได้ยินก็คงคิดหนักเพราะไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว เป็นอัไรที่นอกเหนือประชาธิปตย คงไม่มีใครเอาด้วยแน่นอน ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น
 
                        “วันนี้คุณสุเทพจะมาแก้ตัวอย่างไรก็คงฟังไม่ขึ้น วันนั้นห้าวหาญประกาศออกออกมาด้วยน้ำตานองหน้ายังไม่ทันไรก็จะแก้ตัวแล้ว วันนี้มีวิธีเดียวที่คุณสุเทพจะทำได้คือการป่วยเป็นบ้าก็จะหลุดพ้นคดีต่างๆ ต้องแกล้งบ้า กลายเป็นควิกลจริตทุกอย่างก็จบ ไม่ต้องไปเสแสร้งอย่างอื่นก็จะหลุดพ้นคดีเพราะถือว่าเป็นคนบ้า" นายสุรพงษ์ ระบุ
 
 
 
'ยิ่งลักษณ์' ถกสถานการณ์การเมือง 'ทูตสหรัฐ'
 
 
                        น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกฯและรมว.กลาโหม ได้ประชุมหารือร่วมกับนายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ นางคริสตี้ เอ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และผู้ช่วยรมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ถึงสถานการณ์ในประเทศไทย เป็นเวลากว่า 40 นาที โดยสหรัฐฯได้มีการทำหนังสือแจ้งให้นายกฯได้รับทราบว่า จะไม่ยอมให้สถานการณ์ในไทยเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะไม่ใช่เป็นแนวทางออก จึงอยากให้แก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ไม่อยากให้การปฏิวัติเป็นการแก้ปัญหา
 
                        นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สถานภาพของนายกฯและครม.ดีขึ้น โดยต้องขอขอบคุณนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ที่มีการประกาศจุดยืนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฏฐาธิปัตย์ ด้วยการแต่งตั้งนายกฯ ครม. และสภาประชาชน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สหรัฐฯ จีน และประเทศในแถบอาเซียน ก็มีความเป็นห่วงสถานการณ์ภายในประเทศของไทย
 
                        ทั้งนี้ ตนได้แปลคำพูดของนายสุเทพ คำต่อคำให้กับทูตทุกประเทศที่อยู่ในประเทศไทย ให้ได้รับทราบถึงคำแถลงการณ์ของนายสุเทพ ซึ่งการแถลงของนายสุเทพถือเป็นกบฏ พยายามดึงข้าราชการมาเป็นเครื่องมือเพื่อยืดอำนาจรัฐบาล ดังนั้น จะต้องหารือกับ ศอ.รส. อีกครั้งว่าจะใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ดำเนินกับนายสุเทพอย่างไร หรือขัดต่อรธน.หรือไม่ โดยจะมีการดำเนินการให้ถึงที่สุด และขอเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้มาสู่ระบอบประชาธิปไตย อย่าสนันสนุนนายสุเทพ และยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้สองมาตรฐานและพร้อมจะดำเนินการกับ กปปส.และนปช. หากทำผิดกฎหมาย