
'มาร์ค'เชื่อวันชี้ชะตา'ปู'แดงเพียบ!
07 เม.ย. 2557
'อภิสิทธิ์' เชื่อวันชี้ชะตา 'นายกฯ' กระตุ้นฝ่ายสนับสนุนให้ออกมาชุมนุมมากขึ้น เสียใจบึ้มกลางเมืองยะลา จี้ รบ. รปภ.ปชช. แนะ 'ปู' แสดงภาวะผู้นำ ป้องเหตุรุนแรง
7 เม.ย. 57 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงล่าสุดที่ผ่านมาว่า เงื่อนไขของสถานการณ์ไม่ชัดเจน แต่ถ้ามีการตัดสินของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจมีปัจจัยกระตุ้นฝ่ายที่สนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยให้ออกมามากขึ้น
เมื่อถามว่า ห่วงหรือไม่ว่าจะมีการป่วนบ้านเมือง ในวันที่ศาลตัดสินในสิ่งที่เขาไม่ยอมรับ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะที่ใช้คำว่าป่วน หรือมีความรุนแรงนั้น ยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง ถ้าตำรวจไม่เอาจริงเอาจัง ขยายผล ก็จะอยู่ในสภาพอย่างนี้
"พูดง่ายๆ ก็คือ เพราะเขาไม่รักประชาธิปไตย แต่คุณทักษิณ พูดมาตลอด ประชาธิปไตยไม่ใช่อุดมการณ์ หรือเป้าหมาย แต่เป็นเพียงวิธีการ เพราะฉะนั้นวันนี้ มันเป็นเพียงวิธีการการต่อสู้ที่จะอ้างประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นการจะทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย แล้วสุดท้ายวาดภาพตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แล้วก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปบอกกับต่างชาติ บ้านเมืองเสียหาย วุ่นวาย สูญเสียประชาธิปไตยไม่เป็นไร ขอให้เขามีภาพของความเป็นประชาธิปไตย เพื่อที่จะเอาไปใช้เป็นหลังพิงกับต่างชาติ นี่คือตัวยึดของทักษิณ ไม่ได้มีความจริงใจอะไรต่อตัวระบบ เพราะถ้าจริงใจก็ต้องหยุดสร้างเงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลง"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้คุยกับชาวต่างประเทศทุกครั้ง ในฐานะมิตรประเทศของเรา ไม่ควรปล่อยให้ใครใช้ประเทศอื่นๆ มาทำร้ายประเทศไทย เอาเงินมาให้คนที่มาก่อความวุ่นวาย หรืออย่างกรณีนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม อย่างนี้ก็พยายามสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ลดความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ ของประเทศไทย แล้วก็มีเสรีภาพในการทำสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา สำหรับทักษิณ ตนไม่ค่อยหวัง เพราะอยู่ข้างนอกไปแล้ว แต่คนที่อยู่ข้างใน ที่ทำงานให้อยู่ ไม่คิดถึงประเทศชาติบ้านเมือง อย่างน้อยคิดถึงว่าตัวเองจะอยู่ต่อไปอย่างไร ผมก็เลยคิดว่า ถ้าคิดได้ การพูดคุยกันระหว่างรัฐบาลกับกปปส.ก็เกิดขึ้นได้
เสียใจบึ้มกลางเมืองยะลา จี้ รบ. รปภ.ปชช.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงเหตุการณ์ความไม่สงบที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 6 เม.ย. และเช้าตรู่วันที่ 7 เม.ย.มีเหตุระเบิดขึ้นหลายจุด ว่า ขอแสดงความเสียใจและห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนที่นั่น ซึ่งอยากจะให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ เร่งหามาตรการดูแลความปลอดภัย เพราะเราคุยกันอยู่เป็นระยะๆ ว่า เมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองขึ้นหลายคนก็มองข้าม สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในช่วงต้นๆ ปีนั้น ก็มีสัญญาณว่ามีแนวโน้มที่อาจจะมีความรุนแรงขึ้น จะมาบอกว่าเป็นรัฐบาลรักษาการแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่ใช่
ตนคิดว่าการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้นั้น ต้องตั้งหลักให้ดี เพราะใช้ระยะเวลาอีกนานพอสมควร แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าไปรื้อนโยบายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่หมายความว่าต้องปรับแนวทางท่าที หรือการปฏิบัติเพื่อให้มันเป็นผลมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าเมื่อนายถวิล เปลี่ยนศรี กลับเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ควรเร่งทำ
'องอาจ' ซัด รมว.ยธ.มั่ว รธน. ม.268 หวังช่วยนายกฯ หลุดคดีย้ายถวิล
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะพิจารณาคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ซึ่งนายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า นายกฯ มีอำนาจย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เพราะมีข้อยกเว้นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ว่า แม้ในรัฐธรรมนูญจะระบุดังกล่าว แต่ก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีของนายถวิล ไม่เข้าข้อยกเว้นที่บัญญัติไว้ในมาตราดังกล่าว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เพราะในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ตัดสินชัดเจนว่า นายกฯ ไม่ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในการบริหารราชการตามนโยบาย ที่แถลงต่อสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กระบวนการโอนนายถวิล ดำเนินการอย่างเร่งรีบไม่เป็นไปตามปกติ ปัจจัยอันเป็นที่มาการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี คือ ความประสงค์ให้ตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่างลง เพื่อแต่งตั้งให้บุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทน และการโยกย้ายไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อราชการตามนโยบายที่แถลงต่อสภา จึงไม่สอดคล้องกับหลักการจัดระเบียบข้าราชการพลเรือน และหลักคุณธรรม
"สิ่งที่ รมว.ยุติธรรม พูดเป็นการสร้างความสับสนด้วยความเท็จ เพราะคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ยืนยันชัดเจนว่า พฤติกรรม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 268 ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญ จึงสามารถวินิจฉัยประเด็นนี้ได้ รัฐบาลโดยเฉพาะ รมว.ยุติธรรม กำลังทำลายน้ำหนักการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรู้ดีว่าเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาไว้แล้ว โอกาสที่รัฐบาลจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นไปได้ยาก จึงพยายามสร้างความสับสนในเนื้อหาสาระของคำร้องที่มีถึงศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีวินิจฉัยสถานภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มากกว่าที่จะแก้ข้อกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา"
นายองอาจ กล่าวว่า รมว.ยุติธรรม ยังอ้างว่าไม่สามารถนำรัฐธรรมนูญ มาบังคับนายกรัฐมนตรีได้นั้น ความจริงหากนายกฯ ไม่ทำผิดรัฐธรรมนูญ การฟ้องร้องก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เป็นเพราะนายกฯ ส่อเจตนาที่จะดำเนินการโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย นายกฯ จึงต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้จะชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง จึงมีความพยายามทำลายศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ทั้งนี้นายกฯ ควรสู้คดีด้วยเนื้อหาสาระ มากกว่าการสร้างขบวนการทำลายน้ำหนักศาลรัฐธรรมนูญ เพราะยิ่งชี้ให้เห็นว่านายกฯ มีส่วนเกี่ยวข้องดำเนินการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามข้อกล่าวหา
นายองอาจ กล่าวถึงกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศว่า วันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องเรื่องนี้ จะชุมนุมใหญ่เพื่อแสดงพลังและท้าทาย กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ระดมมวลชนมาแสดงพลัง เพื่อวัดจำนวนมวลชนว่าฝ่ายใดมากกว่ากันว่า เป็นความพยายามที่ไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาประเทศ แต่ทางออก คือต้องพยายามดำเนินการ ทุกวิถีทางที่จะให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
ตนคิดว่าน่าจะมีทางออก 4 ประการ คือ 1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพร้อมฟังความเห็น และข้อเรียกร้องของประชาชน เพราะนายกฯ ไม่รับฟังความต้องการของประชาชน แต่เดินหน้ารักษาอำนาจทุกวิถีทาง 2. ต้องยอมรับกระบวนการตรวจสอบ การนำจำนวนคนออกมา ไม่ใช่ทางยุติวิกฤตประเทศ แต่การยอมรับการตรวจสอบ เป็นหนทางในการแก้วิกฤตได้ 3. ต้องเคารพกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะบอกความถูกผิดของบ้านเมืองก็จะทำให้ได้ข้อยุติ และ 4. ยึดแนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา การนำมวลชนออกมาไม่ใช่การแก้ปัญหา
นายองอาจ กล่าวว่า คนที่ต้องตระหนักในเรื่องนี้ให้มากที่สุด คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะถ้าวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีมวลชน 2 กลุ่มออกมาบนท้องถนน แสดงพลังในวันที่ศาลจะวินิจฉัยคดีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์อาจเกิดขึ้น จึงขอถามนายกฯ ในฐานะมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองว่า จะหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์อย่างไร เพราะอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงได้
"น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องแสดงภาวะผู้นำว่าจะหาทางระงับยับยั้ง หรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงได้อย่างไร นายกฯ ไม่ควรลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกต่อไป เพราะสถานการณ์เมษาเดือดนั้น ใกล้จะเป็นจริงเข้ามาทุกขณะแล้ว เมื่อยังกินเงินเดือนประชาชนอยู่ ต้องทำอะไรมากกว่านี้ ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลยปล่อยให้สถานการณ์เดินหน้า ก็จะทำให้โอกาสเป็นนายกฯ มีน้อย จนถึงไม่มีโอกาสเป็นนายกฯ อีกเลย ทั้งนี้พรรคไม่อยากเห็นการเผชิญหน้า ที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่ความรุนแรง"
'จุฤทธิ์' แฉเหลือบการเมืองงาบงบลงทุนปี 57 ถึง 35%
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นงบประมาณปี 2557 ที่มีวงเงิน 2.5 ล้านล้านบาทว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ โดยในงบฯ ปี 57 ได้จัดงบเพื่อการลงทุน ไว้รวม 5.64 แสนล้านบาท และเป็นช่วงสุญญากาศ ทางการเมือง ไม่มีรัฐสภาในการตรวจการใช้งบประมาณดังกล่าว จึงขอเรียกร้องให้ข้าราชการที่ใกล้ชิดกับการใช้งบประมาณในทุกกระทรวงทบวง กรม ช่วยกันร่วมตรวจสอบการใช้งบฯ ลงทุน
"เพราะมีนักโกงกินทางการเมือง เข้ามาหากินกับงบฯ ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยอาศัยจังหวะที่การเมืองเกิดความวุ่นวาย ผู้รับเหมาหลายรายร้องเรียนว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกงานสูงถึง 30-35% โดยต้องจ่ายก่อนถึงจะได้โครงการ ขอให้ข้าราชการไทยช่วยกันปกป้องผลประโยชน์ชาติ อย่ายอมให้นักการเมืองแทรกแซง ที่มักใช้พฤติกรรม 3 ลักษณะ คือ 1. ล็อกสเปคโครงการ โดยเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของโครงการต่างๆ เพื่อนำบริษัทของตัวเองเข้ามารับงาน หรือหากล็อกสเปคไม่ได้ ก็จะใช้วิธีโยกงบฯ เพื่อเปลี่ยนสถานที่ของการทำโครงการ 2. อ้างความเป็นเด็กของรัฐมนตรีบางคนไปเรียกไถเงิน ว่าจะนำส่งรัฐมนตรี 30-35 % รวมทั้งองค์กรของรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง เช่น การท่าอากาศยาน ที่วันนี้เปอร์เซ็นต์ส่วนต่างสูงพอๆ กับเพดานบินของเครื่องบินแล้ว 3. อ้างเป็นเด็กนักการเมืองไปฮั้วโครงการเพื่อกินส่วนต่าง 5-10%"
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดปัญหาใน 3 ข้อนี้ทั่วประเทศ หากข้าราชการคนใดมีข้อมูล วันนี้อย่ากลัว ต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง เพราะหากไม่สู้ ก็จะไม่มีโอกาสได้สู้ หรือหากหวั่นเกรงอิทธิพลการเมือง และมีข้อมูลชัดเจนพอ ขอให้ส่งมาให้ตนได้ที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่ต้องแจ้งชื่อจริงก็ได้ พรรคยินดีรับทุกเรื่องเพื่อนำมาเปิดเผยให้กับสังคมได้รับรู้ โดยจะร่วมตรวจสอบกับข้าราชการด้วย
นายจุฤทธิ์ กล่าวว่า ขอฝากถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ที่กระทรวงนี้มีงบลงทุนสูงถึง 1 แสนล้านบาท และโยงถึงแผนงานในโครงการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่กู้ไม่ได้ แต่มีการเรียกเก็บหัวคิวส่วนต่างกับ 7 บริษัทใหญ่ไปแล้ว ซึ่ง 1 ใน 7 บริษัท ที่ถูกเรียกค่าหัวคิว ไม่ยอมจ่าย เรื่องจึงแดงออกมา เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว แต่โครงการไม่ผ่าน จึงต้องคืนเงิน และเมื่อไม่คืนเงิน ก็ต้องหาทางยัดโครงการนี้ไว้ในแผนงบฯ ปี 58 เพื่อชดใช้แทน จึงขอให้นายชัชชาติ ไปตรวจสอบกรณีนี้ และสอดคล้องกับที่มีข่าวออกมาว่ามีคนเหมาเครื่องบินหิ้วกระเป๋าหลายใบไปซื้อพันธบัตรของเกาหลีใต้เมื่อเร็วๆ นี้ เท็จจริงอย่างไร ขอให้พรรคเพื่อไทยตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกครหาว่า แบ่งผลประโยชน์ลงตัวแล้ว ใช่หรือไม่



