ข่าว

วุ่น!3เมืองขอแยกตัวจากยูเครน

วุ่น!3เมืองขอแยกตัวจากยูเครน

07 เม.ย. 2557

ผู้ประท้วงที่สนับสนุนรัสเซีย บุกยึดอาคารที่ทำการรัฐบาลใน 3 เมืองสำคัญของยูเครน ขอลงประชามติแยกตัวแบบเดียวกับไครเมีย

 
                      7 เม.ย. 57  ผู้ประท้วงที่สนับสนุนรัสเซีย ได้บุกยึดอาคารที่ทำการของรัฐบาลยูเครน ใน 3 เมืองใหญ่ ทางภาคตะวันออกของประเทศ ได้แก่ โดนเน็ตสค์ , ลูฮันสค์ และคาร์คีฟ ทั้งยังแขวนธงชาติของรัสเซียไว้ที่อาคาร และปะทะกับตำรวจ พร้อมกับเรียกร้องให้จัดการลงประชามติเพื่อแยกตัวออกเป็นอิสระแบบเดียวกับไครเมีย เพื่อไปเข้าร่วมกับรัสเซีย ซึ่งรัฐบาลยูเครนที่สนับสนุนการเป็นพันธมิตรกับสหภาพยุโรป หรืออียู กล่าวหาประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย
บงการอยู่เบื้องหลังการแบ่งแยกดินแดนที่โกลาหล
 
                          นายโอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชีนอฟ รักษาการประธานธิบดีของยูเครน ได้ยกเลิกแผนการเยือนลิธัวเนีย และเรียกประชุมฉุกเฉินด้านความมั่นคง เพื่อหารือแนวทางรับมือกับการประท้วงล่าสุด ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังมีความตึงเครียดระดับสูงระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่เริ่มมาตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ที่รัสเซีย สนับสนุน ถูกโค่นอำนาจ และการผนวกไครเมียกลับไปเป็นดินแดนของรัสเซีย 
 
                          อาคารที่ทำการของรัฐบาลที่ถูกผู้ประท้วงบุกยึด ล้วนแต่มีความสำคัญ โดยเป็นอาคารในย่านศูนย์กลางอุตสาหกรรมในเมืองโดเน็ตสค์ , อาคารด้านความมั่นคงในเมืองลูฮันสค์ ผู้ประท้วงได้โบกธงรัสเซีย เรียกร้องให้จัดการลงประชามติแบบไครเมีย และผู้ประท้วงยังยึดอาคารราชการในเมืองคาร์คีฟ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ ซึ่งทั้งสามเมืองล้วนอยู่ติดกับพรมแดนรัสเซีย 
 
                          นายอาร์เซน อาวาคอฟ รัฐมนตรีมหาดไทย ประกาศจะฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย ในพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน ที่ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซีย และกล่าวหาอดีตประธานาธิบดียานูโควิช ซึ่งมีฐานเสียงทางการเมืองอยู่ที่เมืองโดเน็ตสค์ด้วยว่า สมรู้ร่วมคิดกับประธานาธิบดีปูติน ทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้น เพราะฝูงชนที่ก่อเหตุไม่ได้มีจำนวนมาก แต่พวกเขาก้าวร้าวอย่างยิ่ง
 
                          รัสเซียไม่ยอมรับรัฐบาลใหม่ของยูเครน และผนวกไครเมียกลับไปเป็นดินแดนของตัวเอง โดยอ้างว่า คนส่วนใหญ่ที่ไครเมียพูดภาษารัสเซีย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น
 
 
 
 
'นาโต' เตือนชาติพันธมิตรปรับปรุงกองทัพรับมือรัสเซีย
 
 
                          นายแอนเดอร์ส ฟอกห์ รัสมุสเซน เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เขียนบทความแสดงความเห็นในหนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ของอังกฤษ ว่า บรรดาชาติพันธมิตรจำเป็นต้องปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัย และจะต้องตอบโต้การรุกรานยูเครนอย่างผิดกฎหมายของรัสเซีย ด้วยการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ป้องกันไม่ให้รัสเซียแบ่งแยกยุโรปได้ 
 
                          นายรัสมุสเซน ระบุว่า ชาติพันธมิตรทุกชาติ จำเป็นต้องลงทุนในทรัพยากรเพื่อขีดความสามารถที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึง การปรับปรุงยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย มีการฝึกอย่างเข้มข้นให้กับกองทัพ และมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างชาติสมาชิกนาโต และหุ้นส่วนชาติอื่นๆ // เขาบอกด้วยว่า ทราบดีว่าความท้าทายในปัจจุบัน คือเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ แต่ภาวะด้านความมั่นคง ก็มีความสำคัญเช่นกัน 
 
                          นายรัสมุสเซน บอกด้วยว่า ในระยะยาว ความบกพร่องด้านความมั่นคง จะมีราคาแพงยิ่งกว่าการเริ่มต้นเสียตั้งแต่ตอนนี้ พวกเราเป็นหนี้ทั้งต่อกองทัพของเรา และต่อสังคมในวงกว้าง 
 
                          การแบกภาระด้านการทหารของ 28 ชาติสมาชิก ได้เทไปอยู่ที่สหรัฐเพียงชาติเดียว เมื่อปีที่แล้ว
สหรัฐรับผิดชอบด้านงบประมาณทางทหารของนาโต 72 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก 59 เปอร์เซ็นต์ของเมื่อปี 2538 เนื่องจากบรรดาชาติยุโรปพากันตัดงบประมาณทางทหาร 
 
                          นอกจากนี้ ยังพบว่า ในบรรดาสมาชิกนาโต มีเพียง อังกฤษ กรีซ และเอสโทเนีย ที่สามารถทำตามเป้าอย่างไม่เป็นทางการ โดยเจียดงบประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ไปใช้ในงบประมาณด้านการทหารให้กับนาโต เมื่อปีที่แล้ว แต่เฉลี่ยแล้วก็แค่เพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่สหรัฐให้มากกว่า คือ 4.4 เปอร์เซ็นต์ 
 
                          เจ้าหน้าที่ระดับสูงทางทหารของนาโต ได้เรียกร้องไปยังอังกฤษ ให้คงกำลังทหาร 3,000 นาย เอาไว้ในเยอรมนี เพื่อรับมือกับการยึดไครเมียคืนจากยูเครนของรัสเซีย โดยอธิบายว่า การตัดกำลังทหารออก จะนำไปสู่อันตรายอย่างร้ายแรง 
 
                          นาโต ได้ตอบโต้วิกฤตยูเครน ด้วยการประจำการเครื่องบินรบในชาติสมาชิกสำคัญ ได้แก่
เอสโทเนีย ลัทเวีย และลิธัวเนีย ที่ต่างก็มีพรมแดนติดกับรัสเซีย และยังส่งเครื่องบินติดสัญญาณเอแวคส์ ไปลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ และโรมาเนีย ด้วย 
 
 
 
 
-----------------------
 
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)