ข่าว

ใครจะอยู่ ใครจะไป

ใครจะอยู่ ใครจะไป

08 เม.ย. 2557

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ใครจะอยู่ ใครจะไป : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ

 
                          แรกทีเดียวประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์เกิดขึ้นสองแห่งด้วยกัน คือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ตั้งอยู่ที่บางขุนพรหม ปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็น ช่อง 9 อสมท อีกแห่งหนึ่งคือ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 สนามเป้า ปัจจุบันนี้คือ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 5 โดยที่ทั้งสองสถานีแพร่ภาพอากาศในระบบขาวดำอยู่นานกว่าสิบปี
 
                          จนกระทั่งราวปี พ.ศ. 2511 จึงมีการออกอากาศแพร่ภาพระบบที่คมชัดขึ้น หรือที่รู้จักกันในนามของการเปลี่ยนจากการออกอากาศระบบ 525 เส้น เป็นระบบ 625 เส้น ทำให้เกิดธุรกิจการรับปรับปรุงเครื่องรับโทรทัศน์แพร่หลายทั่วประเทศ โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้นก็เริ่มมีการแพร่ภาพออกอากาศในระบบสีไปด้วย และส่งผลให้มีการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์เกิดขึ้นอีก 2 แห่ง คือ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 หลังสถานีขนส่งตลาดหมอชิต และสถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 หนองแขม
 
                          ประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์หลักอยู่ 3 แห่งเช่นนั้นนานนับสิบปี จึงมีสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์เกิดขึ้น และแพร่ภาพไปทั่วประเทศ โดยอาศัยเครือข่ายสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของกรมประชาสัมพันธ์ช่วยเชื่อมสัญญาณ จากนั้นอีกสิบกว่าจึงมีสถานีโทรทัศน์ไอทีวี เกิดขึ้นมาอีกหนึ่งช่อง
 
                          ลุล่วงมาถึงปี พ.ศ. 2557 ประเทศไทยมีสถานีโทรทัศน์ที่แพร่ภาพออกอากาศด้วยช่องทางต่างๆ นับร้อยสถานี และที่กำลังเป็นที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากที่สุดคือ สถานีโทรทัศน์ในแบบที่เรียกกันว่า ดิจิทัล ซึ่งเพิ่งผ่านการประมูลไปด้วยมูลค่านับพันล้านบาทต่อสถานี และก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจวงการโรทัศน์อย่างมากมาก่อนหน้านั้นแล้ว นั่นคือ การดึงตัวหรือซื้อตัวบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกขั้นตอนด้วยการให้ค่าจ้างสูงมากกว่าที่เคยได้มาก่อน ถือเป็นยุคทองหรือยุคน้ำขึ้นให้รีบตักของผู้คนที่อยู่ในวงการโทรทัศน์
 
                          แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ย่อมมีหลากหลายมุมมอง ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังตื่นตัวกับการเติบโตด้านจำนวนของสถานีโทรทัศน์ และเล็งเห็นว่า จะมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไหลผ่านธุรกิจสื่อโทรทัศน์ในแต่ละปี ข่าวแต่ละชิ้นที่ออกมาจึงทำให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องเกิดความฝันกันยกใหญ่ว่า จะมีรายได้มาถึงมือตนเองจำนวนเท่านั้นเท่านี้
 
                          โดยลืมไปว่า จากจำนวนสถานีที่มีอยู่ในตลาดมากมาย ทั้งที่เป็นดิจิทัลและที่เป็นสถานีดั้งเดิม ผู้ออกอากาศรายใดรายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหารสถานีเอง หรือจะเป็นผู้ผลิตรายการป้อนให้สถานีในรูปแบบการเช่าช่วงเวลาก็ตาม ย่อมต้องมีการแข่งขันกันสูงมากขึ้นตามจำนวนสถานีโทรทัศน์ไปด้วย
 
                          แน่นอนว่า ในทุกธุรกิจย่อมไม่ต่างไปจากการแข่งขันกีฬา หรือการทำสงคราม นั่นก็คือ ย่อมมีผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ หมายความว่า เมื่อมีผู้สามารถทำกำไรจากธุรกิจนั้นๆ ได้ ในธุรกิจเดียวกันย่อมต้องมีผู้ที่ขาดทุนย่อยยับ จนถึงขั้นต้องล่าถอยเลิกรากิจการไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น คำถามสำคัญจึงมีว่า “แล้วใครล่ะที่จะเป็นผู้พ่ายแพ้ในธุรกิจการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ในยุคนี้” แน่นอนว่า คำถามนี้คงยังไม่มีใครตอบได้ในเวลานี้ แต่หลังจากเริ่มเดินหน้าประกอบธุรกิจกันอย่างจริงจังแล้ว คงจะเห็นเค้าของคำตอบได้ลางๆกันบ้างไม่มากก็น้อยมังครับ
 
 
 
-----------------------
 
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ใครจะอยู่ ใครจะไป : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)