
'อย่าลืมความทุกข์ของชาวนา'
'อย่าลืมความทุกข์ของชาวนา': องค์กรโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนารายงาน
อีกเพียงไม่กี่วันประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ประเพณีการเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ไทย ที่สืบทอดกันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ เพื่อคลายความร้อนในเดือนเมษายนเดือนที่ร้อนที่สุดของปี
คนไทยทั่วประเทศต่างยินดีชุ่มชื่นหัวใจที่จะได้เดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเพื่อพบกับครอบครัวกันอย่างพร้อมหน้า และฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข แต่ยังมีคนไทยอีกหลายล้านคน ที่ได้ชื่อว่าเป็นแกนหลักของประเทศ “ชาวนาไทย” กระดูกสันหลังของชาติ ที่กำลังเผชิญวิกฤติอันโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
จากโครงการรับจำนำข้าว จากข้อมูลโครงการ ณ วันที่ 14 มีนาคม 2557 ข้าวเปลือกจำนำจำนวน 11.6 ล้านตัน คิดเป็นเงิน 1.8 -1.9 แสนล้านบาทโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส) จ่ายเงินให้แล้วเพียง 71,192 ล้านบาท ยังคงค้างจ่ายเงินกว่า 1.1 แสนล้าน แม้กระทรวงพาณิชย์จะพยายามระบายข้าวสู่ตลาดและเบิกใช้งบประมาณกลางส่วนหนึ่งก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่อย่างไรก็ไม่เพียงพอจ่ายเงินให้ชาวนาได้ครบทุกคน ซึ่งกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มที่มีฐานะยากจน กว่า 8 ล้านคน
แผ่นดินไทยที่มีความอุดมสมบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ข้าวหอมมะลิไทยที่ปลูกโดย ชาวนาไทยนั้นที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดในโลก เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและนำรายได้เข้าสู่ประเทศ เป็นท่อน้ำเลี้ยงของประเทศที่สำคัญที่ทำให้ประเทศมีการพัฒนาเติบโตเป็นลำดับจนถึงทุกวันนี้ และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทยส่วนใหญ่ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า คนไทยทั้งประเทศต่างเป็นหนี้บุญคุณของชาวนา แต่ความจริงอันน่าเศร้าสลดที่เกิดขึ้นนี้
ชาวนายังเป็นกลุ่มคนที่สังคมไทยทอดทิ้ง ถูกมองว่าเป็นกลุ่มชนระดับล่างและด้อยโอกาสทางสังคมท่ามกลางภาวะบีบคั้นที่โหดร้าย ด้วยหนี้สินรุมเร้าและความผิดหวัง ทำให้ชาวนาไทยฆ่าตัวตายรายวัน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน กรมสุขภาพจิตได้ประเมินแล้วว่าไม่ต่ำกว่า 10% ของกลุ่มชาวนาที่เดือดร้อน เข้าสู่ภาวะความเครียดระดับสูงในขั้นคิดฆ่าตัวตาย ซ้ำร้ายกลับไม่มีหน่วยงานใด เข้ามาช่วยเหลือเพื่อบรรเทาทุกข์ของชาวนาอย่างจริงจังเลย
ในขณะที่หน่วยงานรัฐไม่มีอำนาจจัดการได้อย่างเต็มที่ เพราะปัญหาการเมืองที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้และไม่รู้จะจบลงเมื่อใด
องค์กรโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระศาสนา ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต นำโดยประธานองค์กร อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล พร้อมกับเหล่าจิตอาสาที่ไม่สามารถเพิกเฉย ต่อความทุกข์ร้อนแสนสาหัสของชาวนาไทยในครั้งนี้ได้ องค์กรได้จัดระดมเงินบริจาค ผ้าป่า “โนอิ้ง บุดด้า เช็ดน้ำตาชาวไทย” เพื่อเป็นกองทุนยังชีพในวิกฤติชาวนาไทยอย่างเร่งด่วน และเชิญชวนให้คนไทยก้าวข้ามความเป็นข้างทางการเมือง เหลือเพียงสำนึกแห่งเมตตาธรรม “เมตตาต่อผู้มีคุณ กรุณาต่อผู้ทุกข์ยาก”
ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ องค์กรได้นำเงินบริจาคส่วนแรกช่วยเหลือชาวนาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ จำนวน 129 ครัวเรือน เพื่อเป็นเงินประทังชีพฉุกเฉิน และ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา องค์กรได้มีพิธีทอดผ้าป่ามหากุศลเพื่อเยียวยาชาวนาไทย ยอดเงินรวมบริจาคทั้งสิ้นประมาณ 5,033,000 บาท คงเหลือยอดประมาณ 3,878,997 บาท โดยจะเป็นเงินช่วยเหลือชาวนาต่อไปอีก 1,400 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 2,500 บาท รวมทั้งเป็นกองทุนหมู่บ้านละประมาณ 15,000 - 20,000 บาท เพื่อกู้ยืมตามความจำเป็นและประกอบอาชีพ โดยเป็นเงินกองทุนให้เปล่าที่ให้ในชุมชนจัดการกับเงินกองทุนนี้เอง ในงานพิธีได้จัดให้มีตัวแทนชาวนาส่วนหนึ่งมารับเงินบริจาค โดยได้ติดต่อให้ชาวนาจากจังหวัดสิงห์บุรี อ.อินทร์บุรี ต.น้ำตาล มารับบริจาคในงานถวายผ้าป่า เพราะอยู่ใกล้ธรรมสถานด้วย แรกทีเดียวนั้นกลุ่มชาวนามีความแคลงใจกับการช่วยเหลือ แม้จะเป็นไปโดยเมตตาธรรม แท้จริงโดยไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง แต่แม้จะชี้แจงว่า เงินเหล่านี้เป็นเงินบริจาคในรูปของผ้าป่าที่ทำโดยองค์กรพุทธที่ใช้หลักเมตตาธรรม แต่ชาวนาส่วนมากก็หวาดกลัวและคลางแคลงใจ เพราะไม่เชื่อว่าจะมีใครนำเงินมาช่วยเหลือแบบให้เปล่า โดยไม่หวังผลประโยชน์แต่อย่างไร ในการนัดหมายให้มาร่วมงานบุญเพื่อรับบริจาค มีชาวนาถึง 23 คนที่ไม่กล้ามารับเงิน แสดงให้เห็นถึงสภาพจิตใจย่ำแย่ของกลุ่มชาวนาที่ตกเป็นเหยื่อของสังคมมายาวนาน
แต่เมื่อกลุ่มชาวนาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและอ่อนโยน ทำให้สัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ใจขององค์กร ในการรังสรรค์ธรรมสถานให้มีบรรยากาศท้องทุ่ง การต้อนรับชาวนาเยี่ยงแขกคนสำคัญ โดยมีเหล่าผู้ปฏิบัติธรรมยกน้ำและอาหารเสริฟให้ถึงโต๊ะ จนชาวนาถามว่า “บริการให้ด้วยหรือ” กระนั้นความหวาดหวั่นก็ยังมีอยู่ กระทั่ง อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานองค์กรโนอิ้ง บุดด้า ผู้ผันชีวิตธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาสู่เส้นทางธรรมเต็มตัว โดยได้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐาน มีศิษย์อยู่นับพัน ได้กล่าวต้อนรับถึงเจตจำนงค์ในการช่วยเหลือชาวนาว่า “ชาวนาถือเป็นผู้มีพระคุณดั่งแม่คนที่สาม เพราะร่างกายของเราเติบโตได้ด้วยข้าวที่ชาวนาปลูก การยืนหยัดอยู่ด้วยอาชีพที่สำคัญเช่นนี้ ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ วันนี้เราทุกคนยินดีและรอคอยต้อนรับชาวนาในฐานะคนสำคัญ และเงินทุกบาททุกสตางค์มา จากใจบริสุทธิ์ ที่หมายช่วยเช็ดน้ำตาให้ชาวนา แม้จะเป็นเงินไม่มาก แต่เราก็อยากมีโอกาสได้แทนคุณนี้เพราะเข้าใจในความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อผู้มีคุณของเรา”
ถ้อยคำกล่าวต้อนรับของประธานองค์กร ได้สลายความแคลงใจของชาวนาจากสิงห์บุรีกว่า 100 คน และเกิดเป็นกริยาอันนอบน้อมต่อธรรมที่อบอวลอยู่ทั่วงาน ความรู้สึกปลอดภัยอุ่นใจ ชาวนาบางคนยกมือไหว้ท่วมหัว ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะมีใครเห็นคุณค่าของชาวนาผู้ตกเป็นเหยื่อมาทั้งชีวิตเเช่นนี้นอกเหนือจากการบริจาคเงินรายครัวเรือนและกองทุนแล้ว องค์กรยังได้มอบเมล็ดพันธ์ข้าวหอมมะลิจากสุรินทร์ที่บรรจุด้วยหีบห่ออย่างดี และเหล่าสมาชิกองค์กรได้ผูกผ้าข้าวม้ารับขวัญชาวนา
ผู้ใหญ่บ้านได้เป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตาว่าเธอรู้สึกปลื้มปีติจนพูดไม่อะไรไม่ออกนอกจากคำว่า ขอบคุณๆๆๆ จากนั้น เธอรวบรวมจิตใจให้หายจากความปลาบปลื้ม และได้ขอกล่าวกับผู้ร่วมบุญทั้งหลายว่า นับแต่วันที่ได้รับใบประทวนมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยังไม่ได้รับเงินเลย จนถึงวันนี้เธอไม่เคยมีความสุขเลยสักวัน เงินช่วยเหลือครั้งนี้แม้เป็นเงินไม่กี่พันบาท แต่สำหรับพวกเค้าแล้ว เงินจำนวนนี้มีค่ายิ่งใหญ่มาก เธอจะเก็บไว้ให้นานที่สุด
ผู้ใหญ่ออมสิน กุลรัตน์ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือถึงการช่วยเหลือครั้งนี้ว่า “เหมือนมีฝนตกลงมาโดยไม่มีการตั้งเค้ามาก่อน ฝนนั้นทำให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ อยู่ในแผ่นดินที่แห้งแล้งมานาน ทำให้มีแรงต่อสู้อีกครั้ง” พร้อมก้มลงกราบขอบคุณทั้งน้ำตา
แม้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเงินค้างจ่ายกว่าแสนล้านบาท แต่ได้ช่วยซับน้ำตาของพวกเค้าแม้เพียงหยดหนึ่ง ทำให้ชาวนาก่อเกิดกำลังใจมีความหวังที่จะดำเนินชีวิตต่อไป จึงใคร่เชิญชวนทุกท่านบริจาคผ่านองค์กรโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนาได้
หากทุกคนกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ คงไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นมีชีวิตประสบความยากลำบากถึงเพียงนี้ ความทุกข์ของชาวนายังคงอยู่และไม่ได้บรรเทาลงไปเลย ในวันที่ชาวนารวมพลังกันมากดดันขอให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหา กลับมีการระเบิดยังกลุ่มผู้ชุมนุม และกระแสข่าวอีกมากมาย ทำให้ข่าวชาวนาเลือนหายไป เสมือนกับมีการพยายามเบี่ยงเบน ประเด็นไปสู่เรื่องอื่นๆ ให้สาธารณชนลืมเรื่องนี้ แต่องค์กรไม่เคยลืมและตระหนักถึงความทุกข์ร้อนที่ยังมีอยู่ ซึ่งนับวันจะรุนแรงมากขึ้น ด้วยการตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อนของเงินกู้นอกระบบ เมื่อเข้าใกล้ฤดูกาลทำนาใหม่อีกครั้ง
บทความนี้ มิได้มีเขียนเพื่อจะโปรโมทองค์กรแต่อย่างใด แต่เขียนขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงในสังคมไทยที่ ผู้ที่ทุกข์ยากที่สุดและมีคุณที่สุด แต่มีชีวิตอยู่ในสถานะความเป็นเหยื่อเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเหยื่อความจน เหยื่อจากภัยพิบัติ เหยื่อทางการเมือง และเหยื่อของอธรรม ที่แม้แต่ความเมตตาจากคนในชาติก็ยังถูกขวางด้วยความหวาดหวั่นจากภัยคุกคามทางการเมือง ทำให้เขามีชีวิตอย่างแร้นแค้น และคับแค้นใจ จนความไว้เนื้อเชื่อใจที่เคยมีอยู่ในสังคมสูญหายไป
ประเทศไทยคือเมืองพุทธศาสนา โปรดอย่าปล่อยให้ชาวนาไทยผู้มีพระคุณของคนไทยทั้งประเทศ ต้องเผชิญกับทุกข์ร้อนแสนสาหัสถึงเพียงนี้ แต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญของชาวนากลับถูกกลืนหายไป ทุกครั้งที่เราทานข้าวในแต่ละมื้อนั้น ทุกเม็ดข้าวคือหยาดน้ำตาของชาวนาอีกหลายล้านคน เพราะเมื่อใดที่โครงสร้างหลักของประเทศอ่อนแอประเทศนั้นก็ไม่สามารถตั้งอยู่ได้เช่นเดียวกัน เทศกาลสงกรานต์ใกล้เข้ามาแล้ว คนไทยต่างเตรียมตัวฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข แต่สงกรานต์ปีนี้คงเป็นสงกรานต์ที่แห้งแล้ง ที่สุดของชาวนาไทยผู้รอคอยความหวัง รวงข้าวสีทองเหลืองอร่ามเต็มผืนแผ่นดินไทยนั้น ได้มาจากหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อชาวนา ข้าวทุกเม็ดที่ตนเฝ้าทะนุถนอม ที่ปลูกให้กับคนไทยและทั่วโลกได้อิ่มท้อง ข้าวที่ตนไม่มีโอกาสได้กิน แม้แต่เงินสักสตางค์เดียวก็ไม่ได้รับกลับคืนมา
ขอได้โปรดช่วยกันกระตุ้นเตือนรัฐบาลและคนในสังคมว่า ความทุกข์ของชาวนายังไม่เคยหายไปไหน เขายังอยู่และรอคอยความช่วยเหลืออยู่เสมอ โปรดก้าวข้ามความเป็นสี เป็นข้าง ข้ามความหวาดกลัวใดๆ เพื่อช่วยพยุงผู้เป็นกระดูกสันหลังของคนในชาติ แม้จะช่วยเช็ดน้ำตาให้เขาได้เพียงไม่กี่หยด แต่ก็ยังดีกว่าการยืนดูความทุกข์ทนของชาวนา โดยมิได้ลงมือทำอะไรเลยมิใช่หรือ



