
แกะรอยใบปลิวเหตุฆ่า-ตัดคอ3ศพบันนังสตา
06 เม.ย. 2557
แกะรอยใบปลิว เหตุฆ่า-ตัดคอ 3 ศพบันนังสตา
"นี่คือโทษฐานที่สั่งให้ลูกน้อง อส. (.......) ไปฆ่าและรุกรานชาวมลายู ปัตตานีเอกราช"
เป็นข้อความบนใบปลิว 5 แผ่น จาก 6 แผ่น ที่ถูกเขียนด้วยปากกาสีแดงบนกระดาษสีขาว ขนาดเอ 4 ซึ่งเจ้าหน้าที่พบบริเวณจุดเกิดเหตุสังหารหมู่ 3 ศพคณะผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่นำโดย นายเอียะ ศรีทอง อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านกาสังใน ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อบ่ายวันพุธที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะกำลังเดินทางกลับหมู่บ้านหลังเสร็จจากการประชุมที่อำเภอ
ถือเป็นปฏิบัติการสังหารที่โหดเหี้ยม เพราะสองในสามของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหญิง คือ นางเฉลียว พิกุลกลิ่น อายุ 50 ปี และนางอุไร ทับทอง อายุ 47 ปี ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน หนำซ้ำศีรษะของนางอุไรยังถูกตัดขาด และคนร้ายนำไปโยนทิ้งไว้ในพงหญ้าอีกฝั่งหนึ่งของถนนด้วย
การกระทำรุนแรงต่อชีวิตของบุคคลอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีทางสู้ และยังทำร้ายทำลายศพ ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมายที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการจับกุมมาลงโทษ
ทว่า สิ่งที่น่าค้นหาไม่น้อยไปกว่าการล่าตัวผู้กระทำผิด ก็คือ มูลเหตุหรือแรงจูงใจของการกระทำ ซึ่งตรงจุดเกิดเหตุมีการทิ้งใบปลิวบอกเอาไว้...น่าแปลกที่เนื้อหาหรือข้อความคล้ายๆ กันนี้ เคยปรากฏมาแล้วในใบปลิวอีกหลายใบที่ถูกทิ้งไว้ในเหตุการณ์ความรุนแรงหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในพื้นที่ จ.ยะลา
จากการตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ชุดตรวจจุดเกิดเหตุ และผู้สื่อข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ติดตามไปรายงานข่าวความรุนแรงที่จุดเกิดเหตุประเด็นที่ต้องค้นหาต่อไปก็คือ อส.ที่ใบปลิวอ้างถึงคือใคร มีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีตัวตนจริง มีพฤติกรรมอย่างไร หรือเป็นเพียงการอุปโลกน์เรื่องราวขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุร้ายของบรรดากลุ่มก่อความไม่สงบที่เลือกใช้วิธีรุนแรง
ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่บันนังสตา ยืนยันว่า อส.คนดังกล่าวมีตัวตนจริง โดยครอบครัวอยู่ในพื้นที่ และก็มีชาวบ้านหลายครอบครัวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมทั้งครอบครัวของ อส.ผู้นี้ก็อยู่ในสภาพเดียวกันด้วย
เมื่อ อส.ผู้นี้ ได้มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ได้ช่วยเหลืองานราชการเป็นอย่างดี และเริ่มขยายวงไปใกล้ชิดกับกลุ่มคนมีสี ทั้งในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด แต่หลายครั้งที่ชาวบ้านเห็นพฤติกรรมบางอย่าง และพยายามร้องเรียน แต่ฝ่ายผู้บังคับบัญชาก็ไม่ได้ขยับทำอะไร
คำบอกเล่าของชาวบ้านทำให้รู้ว่า สภาพการณ์ที่ อ.บันนังสตา เหมือนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน กับกลุ่มที่อยู่ตรงกันข้ามที่เข้าแอบอิงเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อสองกลุ่มนี้ขัดแย้งกัน หลายครั้งชาวบ้านก็กลายเป็นเหยื่อ
"เราเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รู้เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่น่าสงสัยว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่แก้ไข ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำงาน ชาวบ้านบันนังสตาคงไม่ถูกรังแกถึงขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งมีแค่วันสองวัน แต่มันมีมานานมาแล้ว และทุกครั้งที่ชาวบ้านโวยวาย แต่ทุกอย่างกลับเงียบหาย ทำให้ชาวบ้านต้องแก้ไขด้วยวิธีของตนเอง ถ้าไม่สู้ก็ต้องยอมให้เขารังแก" ชาวบ้านรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตถึงเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในดินแดนบ้านเกิดของเขา
ส่วนสาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่เลือกใช้วิธีทิ้งใบปลิวกล่าวหา และเลือกที่จะก่อเหตุกับบุคคลอื่น แทนที่จะกระทำต่อกลุ่ม อส.โดยตรงนั้น ชาวบ้านในพื้นที่มองว่า อาจเป็นเพราะกลุ่ม อส.พำนักอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และค่อนข้างระวังตัว มีกำลังติดอาวุธคุ้มกัน ทั้งยังเป็นคนในพื้นที่ จึงรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การทิ้งใบปลิวหลังก่อเหตุการณ์ความรุนแรงโดยโยงชื่อบุคคลนั้น การพิจารณาถึงความเชื่อมโยงก็ต้องทำอย่างรอบคอบและให้ความเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกอ้างถึงเช่นกัน เพราะที่ผ่านมีหลายกรณีที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ทิ้งใบปลิวอ้างความเกี่ยวโยงถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ในช่วงนั้น เพื่อเบี่ยงเบนคดี
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ เมื่อเกิดเหตุฆ่าเด็กชายสามพี่น้องตระกูล "มะมัน" ที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ก็มีเหตุรุนแรงที่กระทำการในลักษณะเหี้ยมโหดเกิดขึ้นตามมาอีกหลายเหตุการณ์ บางเหตุการณ์มีการทิ้งใบปลิว อ้างว่าแก้แค้นกรณีเจ้าหน้าที่ฆ่าเด็กสาม แต่เมื่อสืบไปสืบมากลับพบว่าเป็นเหตุขัดแย้งส่วนตัวบ้าง หรือเป็นเหตุชู้สาวก็ยังมี
เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับสูงของ อ.บันนังสตา ให้ข้อมูลถึงเหตุรุนแรงในพื้นที่และทิ้งใบปลิวอ้างตอบโต้ อส.และพวก ว่า ผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานของตำรวจ พบความเชื่อมโยงไปยังคดีความมั่นคงอื่นๆ อีกหลายคดีมากกว่ากรณีที่อ้างถึง อส.คนนี้ ซึ่งก็มีตัวตนจริง และมีเรื่องที่ถูกกล่าวหาร้องเรียน แต่เป็นเรื่องส่วนตัว จึงไม่น่าจะเกี่ยวกับเหตุรุนแรงและการทิ้งใบปลิวดังกล่าว
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ศอ.บต.ให้ข้อมูลว่า "เราทราบดีว่า เหตุรุนแรงหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการทิ้งใบปลิวอ้างว่าเป็นการแก้แค้นตอบโต้ อส.ในพื้นที่บันนังสตา จึงได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเหตุรุนแรงในห้วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมดในพื้นที่ คาดว่าจะได้ข้อเท็จจริงเร็วๆ นี้"
ภารกิจคืนสันติสุขให้ชาวบ้านบันนังสตา นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นท้าทายหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าเหตุรุนแรงในดินแดนแห่งนี้จะก่อขึ้นโดยน้ำมือของใคร แต่หากรัฐไม่สามารถจัดการได้ ย่อมหมายถึงภาวะสิ้นความเชื่อถือศรัทธาในความรู้สึกของประชาชน!



