ข่าว

'ข่วงหลวงเวียงแก้ว'พ่นพิษเมื่อชาวบ้านที่ถูกเวนคืนอารยะขัดขืน

'ข่วงหลวงเวียงแก้ว'พ่นพิษเมื่อชาวบ้านที่ถูกเวนคืนอารยะขัดขืน

07 เม.ย. 2557

'ข่วงหลวงเวียงแก้ว'พ่นพิษเมื่อชาวบ้านที่ถูกเวนคืนอารยะขัดขืน : ปฏิญญา ศรีสุภมาตุรายงาน

           เหมือนฟ้าผ่ากลางใจ!! หลัง จ.เชียงใหม่ มีโครงการเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ข่วงหลวงเวียงแก้ว หรือพื้นที่สาธารณะกลางเมืองเชียงใหม่ที่เคยเป็นทัณฑสถานหญิงเดิม และต่อมามีหนังสือถึงผู้เช่าพร้อมระบุว่าเมื่อครบสัญญาเช่าวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ทางราชการจะไม่ต่ออายุสัญญาเช่าที่ราชพัสดุและขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ราชพัสดุดังกล่าวก่อนอายุสัญญาจะสิ้นสุดลงด้วย

           ว่ากันว่าคุ้มหลวงเวียงแก้ว เป็นคุ้มหลวงแห่งนครเชียงใหม่ตั้งอยู่ในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าบรมราชาธิบดีกาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 1 และถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเป็นทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ในรัชสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 ปัจจุบันถูกปรับเป็นสวนสาธารณะมีชื่อว่า "ข่วงหลวงเวียงแก้ว" ซึ่งโครงการนี้กำลังส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่จะถูกเวนคืนที่ดินจำนวน 6 หลังคาเรือน ทั้งที่คนเหล่านี้อาศัยมานานมากกว่า 10 ปี บางรายอยู่มาตั้งแต่ปี 2505 หรือกว่า 52 ปีแล้ว

           กระนั้นแม้ชาวบ้านจะทราบดีกว่าเป็นพื้นที่ราชพัสดุสามารถสร้างที่พักอาศัยถาวรได้ถูกต้องตามกฎหมายแต่ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายปี ปีละกว่า 5,000 บาท และเมื่อมีหนังสือจากทางจังหวัดให้ย้ายออกภายใน 31 ธันวาคม 2558 ทำให้ชาวบ้านเกิดวิตกกังวลไม่น้อย โดยส่งตัวแทนชาวบ้านเข้าไปสอบถามพระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดดอยสุเทพราชวรวิหาร ต้นคิดในการพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ข่วงหลวงเวียงแก้ว ก็ไม่ได้รับคำตอบว่าจะมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าปลอบขวัญแก่ชาวบ้านที่ต้องถูกเวนคืนที่แต่อย่างใด

           นางศศิซา พรหมเสนใจ อายุ 65 ปี หนึ่งในชาวบ้าน 6 หลังคาเรือนที่ได้รับผลกระทบ เล่าว่า ทราบอยู่แล้วว่าที่ดินตรงนี้เป็นที่ราชพัสดุไม่มีสิทธิ์ในที่ดิน ถ้ารัฐจะเวนคืนก็ต้องทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข การขอเวนคืนที่ดินเพื่อทำรถไฟหรือรันเวย์เครื่องบินก็คงทำใจได้ง่ายเพราะเป็นเรื่องจำเป็น แต่ปัจจุบันไม่มีความชัดเจน บ้างก็บอกทำเป็นสวนสาธาณะ บ้างก็ว่าจะทำเป็นข่วงหลวงสำหรับทำกิจกรรม ขณะที่อีกฝ่ายระบุว่าจะอนุรักษ์เอาไว้เพราะเป็นที่อาศัยของกษัตริย์เชียงใหม่ตั้งแต่สมัยโบราณ โดยที่ชาวบ้านยังไม่เห็นรูปแบบที่ชัดเจนว่าจะมีการก่อสร้างแบบไหน ไม่มีภาพให้เห็นโครงการที่จะทำใดๆ ทั้งสิ้น แต่กลับมีจดหมายมาบอกให้ชาวบ้านย้ายออกไปภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558

           ก่อนหน้านี้ชาวบ้านทราบเพียงว่าจะมีการย้ายแค่ทัณฑสถานหญิง พอมีการทำประชาพิจารณ์ก็ไม่ได้เชิญชวนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจริงไปพูดคุย ไม่เคยได้รับข่าวสาร กระทั่งเมื่อไม่นานนี้ถึงได้รับทราบว่าจะเป็นโครงการใหญ่ใช้พื้นที่มหาศาล รวมทั้งบ้านที่เช่าที่ราชพัสดุด้วย หากจะทำข่วงหลวงสำหรับทำกิจกรรมในพื้นกลางเมืองใกล้อนุสาวรีย์สามกษัตริย์จริงๆ แค่พื้นที่เรือนจำเก่าก็สามารถรองรับคนได้ไม่ต่ำกว่า 3,000-4,000 คน ทำไมจะต้องใช้พื้นที่มากมายจนต้องเวนคืนพื้นที่จนกระทบชาวบ้านที่ใช้อยู่กินหลับนอน ตั้งรกรากกันมายาวนาน หลายคนก็แก่เฒ่าอยากใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ มันคุ้มค่ากับที่ต้องทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนหรือไม่ อยากวิงวอนให้ผู้มีอำนาจช่วยพิจารณาอีกครั้ง

           นอกจากนี้ยังไม่มีคำตอบจากหน่วยงานราชการว่าจะจ่ายค่าตอบแทนหรือเงินปลอบขวัญให้ชาวบ้านแต่อย่างใด แม้กระทั่งที่อยู่สำรองที่รัฐควรสำรองให้ชาวบ้านได้ซุกหัวนอนก็ยังไม่มี ซึ่งจากการร่วมพูดคุยในกลุ่มชาวบ้านทั้ง 6 หลังที่ได้รับผลกระทบก็คิดตรงกันว่าไม่มีที่จะไป ยังไม่ได้คิดว่าต่อไปจะย้ายไปอยู่ที่ไหน หนทางข้างหน้ายังมองไม่เห็นทางออก ในเบื้องต้นชาวบ้านจะร่วมกันร่างหนังสือเพื่อส่งให้นายวัชระ ตันตรานนท์ ส.ว.แบบสรรหา เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป

           ขณะที่นายเอนก วุฒิรัตน์ อายุ 62 ปี ชาวบ้านอีกรายที่ได้รับผลกระทบบอกว่า อาศัยอยู่กับครอบครัวรวม 5 คน อายุตั้งแต่ 60-70 ปี อาศัยเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาทเพื่อดำรงชีพ โดยอาศัยอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ปี 2505 และเพิ่งกู้เงินมาปรับปรุงก่อสร้างบ้านใหม่เป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท สร้างเสร็จไม่ถึง 2 ปี อยู่มาวันหนึ่งก็พบว่าจะต้องถูกไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น แล้วจะทำอย่างไร จะย้ายไปอยู่ที่ไหน เนื่องจากสูงอายุ ไม่มีอาชีพและร่างกายไม่สมบูรณ์เช่นนี้ เมื่อถึงเวลาสิ้นสุดก็คงต้องทำการอารยะขัดขืน เพราะไม่มีปัญญาไปไหนได้

           "เมื่อ 2 ปีก่อนที่มีการย้ายทัณฑสถานหญิงและย้ายพนักงาน บุคลากรส่วนราชการที่อาศัยอยู่ในบ้านพักโดยรอบเขตเรือนจำเก่านี้ ทำให้บ้านเช่าและบ้านพักบุคลากรส่วนราชการถูกปล่อยให้รกร้าง ขาดคนดูแล ทำให้ทางเข้าบ้านทั้ง 6 หลังกลายเป็นเส้นทางที่เปลี่ยวและดูรกร้างไร้คนอาศัย บางครั้งมีวัยรุ่นมามั่วสุม บางครั้งก็มีคนจรจัดเข้ามาแอบอาศัยตามบ้านร้างดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านในละแวกเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน" นายเอนก กล่าว

           ด้านนายพรศักดิ์ สังข์สังวาลย์ ประธานสภาทนายความ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ตามกฎหมายที่ราชพัสดุนั้นเป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะบอกยกเลิกสัญญาเช่าเมื่อใดก็ได้หากเป็นการพัฒนาพื้นที่เพื่อสาธารณะ เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งต้องดูเรื่องสัญญาเช่าอีกครั้งว่าภายในสัญญาได้ตกลงเงื่อนไขที่จะมีค่าปลอบขวัญในการขอคืนพื้นที่อย่างไรบ้าง ซึ่งโดยเบื้องต้นพื้นที่ราชพัสดุถือเป็นพื้นที่ให้เช่า ชาวบ้านไม่สามารถครอบครองเป็นสมบัติส่วนตนโดยถาวรได้ ไม่ว่าจะอยู่มานานกี่สิบปี

           การให้เช่าที่นั้นอาจไม่จำเป็นจะต้องมีการจ่ายค่าเสียหายในกรณียกเลิกสัญญาเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อใช้ในสาธารณประโยชน์ แม้จะมีการก่อสร้างตึกอาคารโดยทรัพย์ของผู้เช่าก็ตาม ต้องตกลงกันว่าอาคารที่อยู่บนพื้นที่เช่านั้นจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่หรือไม่ เบื้องต้นจึงอยากจะให้ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเตรียมเอกสารเข้าปรึกษากับสภาทนายความ จ.เชียงใหม่ ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไรเพื่อจะได้ดูแนวทางแก้ไขและสภาจะได้ให้ข้อแนะนำทางกฎหมายต่อไป

................

(หมายเหตุ : 'ข่วงหลวงเวียงแก้ว'พ่นพิษเมื่อชาวบ้านที่ถูกเวนคืนอารยะขัดขืน  : ปฏิญญา ศรีสุภมาตุรายงาน)