ข่าว

คอฟฟี่เบรค : ความทุกข์ของเชฟ (ดัง)

คอฟฟี่เบรค : ความทุกข์ของเชฟ (ดัง)

06 เม.ย. 2557

คอฟฟี่เบรค : ความทุกข์ของเชฟ (ดัง) : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์

 
                          หากไม่ใช่คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรืองดอาหารตามหมอสั่ง ใครจะเชื่อว่าการได้ลิ้มชิมรสอาหารอร่อยๆ จะเป็นทุกข์
 
                          แต่ นูรอ โซ๊ะมณี สเต็ปเป้ เชฟและผู้ก่อตั้งร้านอาหารไทย ‘บลูเอเลเฟ่นท์ (Blue Elephant) เป็นเช่นนั้น ! 
 
                          เชฟนูรอ เกิดและเติบโตที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาติดตามพี่ชายไปเรียนต่อที่เบลเยียม และได้พบกับสามี คาร์ล สเต็ปเป้ เจ้าของร้านขายของเก่าที่เธอทำงานด้วยระหว่างเรียน ความที่ต้องทำอาหารไทยรับรองเพื่อน และลูกค้าของสามีอยู่บ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่ติดใจในรสมือ เชียร์ให้เธอและสามีเปิดร้านอาหาร 
 
                          ร้าน “บลูเอเลเฟ่นท์” สาขาแรก จึงเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2523 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และประสบความสำเร็จภายในหกเดือนแรก ทั้งที่ขณะนั้นอาหารไทยยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
 
                          ปัจจุบัน “บลูเอเลเฟ่นท์” ที่เธอและสามีช่วยกันปลุกปั้นขึ้น กลายเป็นร้านดังระดับไฮเอนด์ที่ชาวต่างชาติรู้จักและได้รับความนิยมอย่างสูง มี 11 สาขา ประกอบด้วย บรัสเซลส์ ลอนดอน ปารีส ลียง โคเปนเฮเกน ดูไบ จาการ์ตา มาลตา บาห์เรน ภูเก็ต และกรุงเทพฯ
 
                          สาขาที่ขายดีที่สุดคือปารีส และกรุงเทพฯ ซึ่งมีลูกค้าจีนเยอะมาก ชาติอื่นๆ ก็มีอังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย ส่วนร้านที่ปารีส เปิดมา 20 กว่าปีแล้ว ลูกค้าเป็นชาวปารีส
 
                           ช่วงนี้เชฟนูรอ หรือ "มาดาม" ของพนักงาน อยู่ประเทศไทยนานหน่อย เนื่องจากกำลังโปรโมทร้านที่กรุงเทพฯ และภูเก็ต ทั้งสองแห่งมีโรงเรียนสอนทำอาหารไทยด้วย 
 
                          ธุรกิจอีกอย่างที่กำลังไปได้สวยคือ ส่งออกเครื่องปรุงอาหารสำเร็จรูป อาทิ พริกแกงต้มยำ พริกแกงมัสมั่น พริกแกงพะแนง ฯลฯ โดยมีโรงงานในประเทศไทย ธุรกิจทั้งสองประเภทเกิดขึ้น เนื่องจากเธอต้องฝึกเชฟไทยเพื่อไปประจำยังร้านสาขา รวมทั้งต้องทำเครื่องปรุงอาหารไทยเพื่อใช้ในร้านสาขาเช่นกัน 
 
                          ปัจจุบัน เชฟนูรอเดินทางไปทั่วโลกเพื่อส่งเสริมอาหารไทย รวมทั้งเข้าร่วมงานเทศกาลอาหารนานาชาติ
 
                          โดยเดือนเมษายนนี้ ได้รับเชิญจากบริษัทผู้จำหน่ายตับห่านในฝรั่งเศส ให้ทำเมนูอาหารไทยจากตับห่าน ในงาน Food Fair ที่สิงคโปร์ ต่อจากนั้นก็ไปดูสาขาที่ยุโรป เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนเมนู รวมทั้งมีคิวไปสอนทำอาหารไทยที่ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา จัดโดยสถานกงสุลใหญ่ไทยประจำนครลอสแองเจลิส
 
                          การกินถือเป็นงานอย่างหนึ่ง?                                                              
 
                          "เป็นเชฟหยุดกินไม่ได้ กินจนเหนื่อย ตอนกินนี่เครียดมากเลย บางทีประชุมตั้งแต่บ่ายโมงถึงสองทุ่ม หลังจากนั้นต้องไปกินร้านอาหารที่ได้มิชลิน สตาร์ ร้านอาหารดังสุดในลอนดอน ตั้งแต่สองทุมถึงสี่ห้าทุ่ม เหนื่อยมากเลย เขาบอก It is your duty to learn. ตอนกินอาหารแต่ละจานเครียดมาก การกินเหมือนเป็น case study ถ้าอาหารสวย ชอบโอเรียนเต็ล.. เสิร์ฟดี เทคแคร์ดี ไม่จำเป็นว่าต้องอาหารไทยตลอดนะคะ เราดูและมาอะแดปท์กับร้านของเรา เรียนรู้จากคนอื่น จากหลายแห่ง เพื่อทำให้ร้านดีขึ้นเรื่อยๆ...เวลาคุณมีร้านอาหารต้องไปดูรอบๆ ว่าเป็นไง ทำไมถึงประสบความสำเร็จ เอาสิ่งที่ดีของเขามาประยุกต์เหมือนกัน...ไปกินอาหารเป็นทุกข์มากเลย มีคนบอกวันนี้จัดให้พี่ไปกินที่นี่ เราก็ไปกินอีกแล้วหรือ ฉันอยากกินแฮมเบอร์เกอร์
 
                          สามีจะอ่านและดูว่ามีเฟสติวัลตรงนี้ ต้องไปชิม สามีไปด้วย เขาเป็นคนเนี้ยบมาก ตบแต่งร้านที่สาทรเอง ปกติอยู่ร้านที่ลอนดอน ปารีส บรัสเซลส์ แต่มาประเทศไทยทุกเดือน..เราเจอกันตลอดค่ะ ถ้ามาก็กินข้าวด้วยกัน อยู่ด้วยกัน คุณมีร้านอาหารต้องทำใจ เราแต่งงาน 30 ปีแล้ว เหมือนเพื่อน สามีเป็นคนอารมณ์ดี รักเมืองไทย ดิฉันดังได้เพราะเขาเป็นคนสอนให้"
 
 
 
--------------------------
 
(คอฟฟี่เบรค : ความทุกข์ของเชฟ (ดัง) : โดย...สินีพร มฤคพิทักษ์)