
ธุรกิจที่เบสออน'ความสุข'ของ(อดีต)เภสัชกร
06 เม.ย. 2557
คุยนอกกรอบ : ธุรกิจที่เบสออน 'ความสุข' ของ (อดีต) เภสัชกร : เรื่อง/ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์
"มีความฝันแล้วต้องมีความกล้าพอ ที่จะเปลี่ยนแปลง" คือคำตอบของ ไพบูลย์ สลักฤทัย อดีตเภสัชกร และผู้บริหารระดับสูงของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ที่หันหลังให้แก่เงินเดือนเลขหกหลัก มาเริ่มต้นเป็นชาวสวน ณ ไร่จามจุรี จ.จันทบุรี
อดีตเภสัชกรรายนี้บอกเล่าประสบการณ์ให้ฟัง ในการเสวนาเรื่อง ‘เกษตรแบ่งปัน พลังธุรกิจใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก’ ซึ่งจัดโดยโครงการจิตวิญญาณใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง ภายใต้การดำเนินงานของสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ณ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ (สวนโมกข์ กรุงเทพฯ) ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยบอกว่านี่คือความสุขของเขา สุขที่ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ทำตามความฝัน
"ทุกคนบอกต้องทำแผนธุรกิจ ถามว่าวันนี้คุณมีความสุขหรือเปล่า ผมจะไม่รันที่รายได้แต่เบสออนความสุข ต้องอยู่ได้ระดับหนึ่ง เอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้...ต้องตอบตัวเองว่าความสุขของเราคืออะไร และก้าวไปให้ได้ ผมมาอยู่ตรงนี้ ตอนแรกก็หวั่นใจ แต่ปีกว่าที่ผ่านมาทำให้มั่นใจ คนเราถ้ามีความฝัน มุ่งมั่นชัดเจนต้องการเปลี่ยนแปลง ผมไม่เคยมีพื้นฐานเกษตรมาก่อน คุณเชื่อ คุณลงมือทำ อย่าคิดว่าทำแล้วจะขายใคร แค่มีเป้าหมาย มีความฝัน มีเครือข่าย แล้วจะเห็นช่องทาง ความฝันจะเป็นความจริง ผมอยากให้คนรุ่นใหม่ๆ กลับมา เรามีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ ไม่อยากให้เปิดประชาคมอาเซียนแล้ว แผ่นดินโดนครอบครองโดยต่างชาติ"
ความฝันของเขาไม่ใหญ่โต ทว่า ต้องใช้แรงกาย แรงใจ และความอดทนไม่น้อย ที่จะสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มักมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่พืชผักต้องสวย สะอาด ไม่มีตำหนิ ราคาต้องถูกอีกต่างหาก
ไม่ได้นึกเลยว่าเกษตรกรต้องทุ่มเวลาลงแรงเท่าไร ในการดูแลพืชผักปลอดสารพิษ เพื่อให้ผู้บริโภคได้กินของดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทัศนคติแบบนี้มีให้เห็นทั่วไป
"ผมเคยไปดีเบตกับผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่ง เงินเดือนเลขหกหลัก ซื้อผักออแกนิก (ผักอินทรีย์) ถุงละ 35 บาท ขณะที่ผักเคมีราคา 20 บาท ก็บอกว่าแพงๆๆ แพงกว่าตั้ง 15 บาท คุณต้องขายเท่ากัน ผมถามพี่หน่อยว่า ระหว่างกินอันนี้กับอันนั้น อันไหนปลอดภัย “ก็ออแกนิก แต่มันแพง คุณขายให้ถูกหน่อยได้ไหม” ไม่ได้ครับ "ไม่ได้อะไร ปุ๋ยก็ไม่ได้ใช้" เอาใหม่ ถ้าพี่กินผักสองอย่างนี้ อย่างไหนโอกาสเป็นมะเร็งมากกว่ากัน “ผักเคมี” พี่รู้ไหมถ้าเป็นมะเร็งค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ถ้าเอาตามบัญชียาหลักแห่งชาติ มะเร็ง-คอร์สละ 2-3 แสนบาท แต่มีผลข้างเคียงคือ ผมร่วง อาเจียน ถ้าเอายาตัวใหม่เข้ามา ไม่มีผลข้างเคียงเลยคอร์สละ 3 ล้านบาท พี่ไปจ่ายตรงนั้น ลองเอาสามล้านมาหารค่าผัก กินผักออแกนิกได้นานเท่าไร นั่นคือสิ่งที่คนไม่มอง มันมีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลแฝงอยู่"
ข้อมูลจากจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติระบุว่า ปัจจุบันคนไทยตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 1 (สิบปีก่อนอันดับ 1 คือโรคหัวใจ) และผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราการเติบโตปีละ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ที่น่าตกใจคือ คนเป็นมะเร็งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ
"ทางการแพทย์บอกว่าสาเหตุของมะเร็งมีหลายแฟคเตอร์ เช่น อาหาร กรรมพันธุ์ สิ่งหนึ่งที่รีไวส์คืออาหารเป็นตัวหลัก คิดว่าจะทำยังไง จึงศึกษาเกษตรอินทรีย์ ออกไปทำเองจะได้รู้ว่ายากแค่ไหน ทำมาหนึ่งปีสามเดือน ผมทำตั้งแต่ขุดดิน ปรับดิน จากดินที่เคยทำเคมีเราใส่สารชีวภาพ เปลี่ยนเป็นอินทรีย์ ศึกษาอีกปีกว่า ผมลงชุมชนมีสองบทบาท ให้ความรู้และทำเองก็ได้ ทำให้มีความเชื่อ ทำลายเครื่องกีดขวางระหว่างเรากับเกษตรกร...เกษตรกรจังหวัดจันทบุรี มีอัตราการป่วยจากสารเคมีเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เพราะเป็นเมืองสวนผลไม้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ทำเกษตรเคมี"
"ผมเคยทำงานโรงพยาบาล รับราชการต่างจังหวัด และบริษัทยากว่า 20 ปี เห็นชาวบ้านที่ จ.ร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่ทำนาใช้เคมี ใช้ยาฆ่าแมลงเยอะมาก เราก็มีคำถาม เวลาสอนชาวบ้าน ชาวบ้านมองเราอีกบทบาทหนึ่ง เขาบอกคุณเป็นหมออะไรก็ได้ ไม่รู้ชีวิตหรอก นั่นเป็นสิ่งที่เราฝังใจ ต่อมาลาออกจากราชการและโลดแล่นวงการยา ถึงจุดหนึ่งอยากกลับไปอยู่ต่างจังหวัดเลือกจันทบุรี เพราะแม่อยู่ จ.ตราด ไปเจอที่ดินจันท์ สวยก็เลยซื้อไว้"
เดิมเขาตั้งใจว่าจะเออร์ลี่รีไทร์ในวัย 50 ปี ทว่า ความคิดตกผลึกเร็วกว่าที่คิด 4 ปี
"สมัยเรียนจุฬาฯ เราทำค่ายอาสา ตอนรับปริญญาพระเจ้าอยู่หัวท่านตรัสว่า เป็นบัณฑิตจุฬาฯ ขอให้จำไว้ว่าวันหนึ่งต้องตอบแทน ไม่ว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คำพูดนั้นอยู่ในหัวตั้งแต่รับปริญญา พอจบแล้วใช้ทุนไปทำงานอยู่ร้อยเอ็ด เห็นสายตาชาวบ้านรู้เลยว่าชาวบ้านต้องการอีกเยอะ มันอยู่ในใจว่าวันหนึ่งต้องกลับมาอยู่กับชุมชน ช่วยชาวบ้าน ตั้งใจว่าจะเกษียณตอนอายุ 50 ปี หากอายุ 60 ปีไม่มีแรงทำแล้ว อยากเกษียณแล้วยังมีแรงทำ เราเข้ากับชุมชนได้เร็ว เพราะเคยรับราชการอยู่กับชุมชน พอเข้าไปจึงทราบว่าชาวบ้านต้องการเราเยอะ หน่วยงานราชการไม่ถูกพัฒนาเลย จันท์มีงบเกษตรอินทรีย์เยอะมาก แต่ถึงมือชาวบ้านน้อย มันหายไประหว่างทาง
เราพยายามเป็นตัวแทนระหว่างชาวบ้านกับราชการ ข้าราชการบางคนไม่ชอบผมนะ เขาชอบอบรม จัดสัมมนา เบิกเบี้ยเลี้ยง แจกโน่นนี่ แล้วกลับ ชาวบ้านบอกว่าไม่ต้องการ ฉันต้องการตลาด หลังๆ เวลามีเวทีอย่างนี้ผมเข้าร่วมสัมมนาด้วย และถามคำถามเยอะ เขาตอบไม่ค่อยได้ ผมถามว่าปัญหาของชาวบ้านคือตลาด ทำไมไม่ช่วยเรื่องตลาด เกษตรกรตอบว่าเป็นเรื่องพาณิชย์..."
หลังจากใช้เวลาร่วมปีเพื่อพิสูจน์ตัวเองกับชาวบ้าน สิ่งที่ทำในขณะนี้คือสร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เพราะเชื่อว่าหากทำเดี่ยวๆ คงไม่ประสบความสำเร็จ
นอกจากการสร้างเครือข่ายผู้ผลิตแล้ว ยังต้องเชื่อมโยงให้ถึงผู้บริโภคโดยตรง เพราะปัญหาใหญ่ของการทำเกษตรอินทรีย์คือตลาด รายได้
ต้องช่วยหาตลาดทั้งหมดให้กับสินค้าทั้งหมด?
"ไม่ครับ เขาทำสิ่งเดิมๆ อยู่ เราแค่ต่อยอดไม่ให้หมดกำลังใจในการทำงาน ให้เห็นว่ายังมีช่องทางอื่นในการจำหน่ายแต่ต้องใช้เวลา ผมไม่ปฏิเสธว่า ระหว่างทางมีคนลีฟออกไป ผมไม่ว่า หน้าที่หลักของผมคือให้กำลังใจ สนับสนุนเขาให้มีกำลังใจในการทำงาน สุดท้ายตอนนี้ เหลือหัวๆ 5 คน และมีสมาชิกใหม่เข้ามา ตอนนี้กำลังติดต่อหน่วยงานของรัฐให้มีตลาดสีเขียว แต่ยังไม่ถาวร ผมติดต่อร้านออแกนิกใน จ.จันทบุรี ได้ 1-2 ร้านเริ่มส่งไปขายให้ และเริ่มโปรโมทการท่องเที่ยว ก็ค่อนข้างเวิร์ก มีอาจารย์จากลาดกระบังไปเที่ยวและซื้อกลับบ้าน เริ่มทำคอนแทคกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปัจจุบันมีฟาร์มเครือข่าย 6-7 แห่ง พื้นที่หลายร้อยไร่"
"เกษตรกรบ้านเราไม่ทำอินทรีย์เพราะทำแล้วไม่รู้ขายใคร ผักอินทรีย์รูปลักษณ์ไม่สวย ของแพงกว่าผักเคมี เราพยายามคิดรูปแบบ ต้องทำระบบตลาดนัดสีเขียว สร้างรูปแบบกระจายสินค้า ผมเจาะกลุ่มผู้บริโภคในเมือง บุคลากรทางการแพทย์ คุยเรื่องสมาชิกเขาสนใจมาก หมอสนใจอยากดูฟาร์ม เราจัดทัวร์ฟาร์มเกษตร ดึงเขามาเที่ยว พอเขามาสัมผัส บอกแตกต่างจากเวลาไปเดินสวนเคมี ทำให้คนในตัวเมืองสนใจมากขึ้น พอเขาเปิดใจคุย เราก็เซตเป็นระบบง่ายขึ้น เพราะบุคลากรโรงพยาบาลโน้มน้าวใจคนไข้ได้ดีกว่า ตอนนี้เริ่มไปเจาะกลุ่มผู้บริหารแบงก์ ส่งผักเป็นเซต”
"อีกโมเดลคือกำลังโปรโมทการท่องเที่ยว จัดให้คนมาท่องเที่ยว มาชิมผลไม้เกษตรอินทรีย์ มาซื้อจากสวน เราทำในเครือข่ายที่พร้อม สวนของผมทำแค่ระดับหนึ่ง แต่คนในเมืองชอบมาดูเพราะขนาดสวนไม่ใหญ่ เป็นสเกลที่เขาสนใจอยากทำ หากเป็นสเกลที่ให้อยู่ได้จะพาไปดูสวนเกษตรกร ไปซื้อผลิตภัณฑ์ของเขา จะได้มีแรงจูงใจ นอกจากนี้ผมพยายามทำอีเวนท์ โดยจัดเป็น ‘ออแกนิก มิวสิก เฟสติวัล’ ให้คนมาเที่ยวสวนได้ฟังดนตรี มีธีมงาน บวกการบริหารจัดการ เพื่อดึงคนในเมืองไปเที่ยวสวนแล้วชิมผลไม้ สมมุติเวลาคนเมืองมาเที่ยว นั่งปุ๊บเสิร์ฟอาหารออแกนิก เราจะจัดงานในหน้าผลไม้ เหมือนมาเปิดสวนกินผลไม้ แต่มีอีเวนท์ขึ้นมา มีเพลง ดนตรี นี่คือโปรเจกต์ที่เรากำลังร่างกัน"
--------------------------
ความมุ่งมั่นของเกษตรกรมือใหม่
ตอนที่หันหลังให้วงการยา ทุกคนจะบอกว่าบ้าหรือเปล่า?? เพราะตอนนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงเงินเดือน 6 หลัก คนที่ทำแบบนี้ ไม่บ้าก็เพี้ยน อกหัก รักคุด ทุกคนการันตีว่าหกเดือนเขาต้องกลับมาแน่นอน
"ผมยอมรับครับ ลองนึกสภาพว่าเราเป็นคนเมือง ทำงานบริหาร เข้าไปในฟาร์มวันแรกไม่มีอะไร มีแค่สวนผลไม้เท่าที่ซื้อมา จะเริ่มต้นยังไงให้รู้จักชุมชน จะเริ่มชีวิตยังไง แต่รู้ว่ามีความมุ่งมั่นที่ตกผลึกมาแล้ว ชีวิตเราที่เหลือ เราอยากทำอะไรตามความฝัน สิ่งที่ตอบเรานี่คือต้นทางสุขภาพ เราเริ่มลงมือทำจริงจัง อุปสรรคเพียบครับ วันแรกต้องออกแดด ไม่มีเครื่องมือ ใช้จอบขุด-มือพัง ดินแข็งโป๊ก จะซื้อเครื่องจักรเครื่องไถ มาใช้ก็ 2-3 หมื่นบาท แต่ไม่ได้ฟีล ต้องทำให้รู้ก่อน เอาดินไปตรวจ ใส่โน่นใส่นี่ แบกถุงปุ๋ย 50 กิโลกรัม อยู่ในเมืองเล่นฟิตเนสประจำ ยังไม่ไหว
เวลายกน้ำก็ทำเป็นดัมเบลล์ 15 เซต พัก แอพพลายทุกอย่าง โห มันเหนื่อยกว่าเยอะ ไม่ต้องไปเบิร์นครับ เดินไปเดินมา เบิร์นอย่างดี ทำหนึ่งสองเดือนพอได้แปลง ใส่ปุ๋ย เริ่มแบกสะพายฉีด สามเดือนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมีแปลง มีความรู้ และยื่นขอออแกนิก (ใบรับรองว่าเป็นเกษตรอินทรีย์) เริ่มรู้จักเจ้าหน้าที่ และเปิดตัวเข้าหาชุมชน เจอช่องทาง คุยภาษาเดียวกับชุมชน เอาความรู้ความสามารถด้านบริหารจัดการไปคุยกับเขา"
นอกจากพืชผักตามฤดูกาลแล้ว บนพื้นที่ 13 ไร่ เขาได้เตรียมที่ดินไว้ 2 งานสำหรับปลูกข้าวกินเอง
กิจวัตรประจำวันระหว่างอยู่ไร่คือ ตื่นตีห้า เก็บผลผลิต ซึ่งมีเห็ด ผักตามฤดูกาลที่ปลูกหมุนเวียนกันไป มะเขือเทศ ดอกชมจันทร์ ถั่วฝักยาว ถั่วพู เก็บรอบเช้าเสร็จก็แพ็กและส่งเข้าเมือง ติดต่องานในเมือง ซึ่งขณะนี้มีประชุมเกือบทุกวัน ประชุมกับหน่วยราชการ หน่วยวิจัย อยู่จันทบุรี 5 วัน กลับกรุงเทพฯ 2 วัน ระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ นำพืชผักของเครือข่ายมาส่งระหว่างทางจากระยองถึงกรุงเทพฯ ด้วย
--------------------------
(คุยนอกกรอบ : ธุรกิจที่เบสออน 'ความสุข' ของ (อดีต) เภสัชกร : เรื่อง/ภาพ ... สินีพร มฤคพิทักษ์)



