
ปภ.เผยแล้งลาม38จังหวัด249อำเภอ
04 เม.ย. 2557
'ปภ.' เผยภัยแล้งลาม 38 จังหวัด 249 อำเภอ ขณะที่จ.ศรีสะเกษ พายุฤดูร้อนถล่มบ้านพังเสียหายกว่า 80 หลังคาเรือน ปชช.เดือดร้อนกว่า 400 คน เร่งช่วยเหลือ
4 เม.ย.57 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้รายงานมีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 38 จังหวัด รวม 249 อำเภอ 1,552 ตำบล 14,567 หมู่บ้าน โดยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 - 4 เมษายน 2557 มีจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 38 จังหวัด รวม 249 อำเภอ 1,552 ตำบล 14,567 หมู่บ้าน แยกเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด ได้แก่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย แพร่ ตาก น่าน พะเยา พิษณุโลก นครสวรรค์ พิจิตร แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ ชัยภูมิ มหาสารคาม กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู และสุรินทร์ ภาคกลาง 5 จังหวัด ได้แก่ สิงห์บุรี สระบุรี ชัยนาท สมุทรปราการ และสุพรรณบุรี ภาคตะวันออก 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี ตราด และชลบุรี ส่วนภาคใต้ 7 จังหวัด ได้แก่ ตรัง สตูล กระบี่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร และปัตตานี
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีห่วงสถานการณ์ภัยแล้ง ได้มอบหมายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยบูรณาการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบภัยแล้ง ตรวจสอบสถานการณ์น้ำ จัดโซนนิ่งพื้นที่ประสบภัยแล้ง และวางมาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้อง เน้นวางแผนบริหารจัดการน้ำและแจกจ่ายน้ำทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ ใช้ประโยชน์จากน้ำทุกแหล่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด น้ำอุปโภคบริโภคต้องเพียงพอต่อการใช้งาน
ส่วนน้ำเพื่อการเกษตรให้สำรวจพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ จัดโซนนิ่งพื้นที่การเกษตรทั้งในและนอกเขตชลประทาน จัดเจ้าหน้าที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ เกษตรกรจะได้วางแผนเพาะปลูกพืชได้สอดคล้องกับปริมาณน้ำในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตดีและมีตลาดรองรับ รวมถึงจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาการแย่งชิงน้ำและผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ
"ปภ.ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบสถานการณ์น้ำ สำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบ เพื่อจัดโซนนิ่งและกำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ เน้นวางแผนบริหารจัดการน้ำและแจกจ่ายน้ำให้ทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ" อธิบดี ปภ. กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการประสานข้อมูลสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ พบว่า มีปริมาตรน้ำทั้งสิ้น 40,472 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 58 มีปริมาตรน้ำใช้การได้ 16,969 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 36 มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2556 ซึ่งมีปริมาตรน้ำ 38,940 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 55 จำนวน 1,532 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตรน้ำกักเก็บรวม 10,589 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 37 ของความจุรวมทั้ง 4 อ่างฯ เป็นปริมาตรน้ำที่ใช้การได้ 3,893 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 24.75 ของความจุรวมทั้ง 4 อ่างฯ ประกอบกับพื้นที่ดังกล่าวมีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเกินกว่าแผนที่กำหนด โดยเฉพาะการทำนาปรัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ จึงขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด เตรียมสำรองน้ำไว้อุปโภคบริโภค เกษตรกรควรวางแผนเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำในพื้นที่ โดยปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย งดเว้นการทำนาปรัง เพื่อป้องกันพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากการขาดแคลนน้ำ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป
พายุฤดูร้อนถล่มศรีสะเกษบ้านพังเสียหายกว่า 80 หลัง
เวลา 07.00 น. กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านกู่ ตำบลกู่ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ได้รายงานข้อมูลความเสียหายที่เกิดพายุหมุนฤดูร้อน ที่พัดบ้านเรือนราษฎรพังเสียหายไปเมื่อค่ำวานนี้ กว่า 80 หลังคาเรือน ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 400 คน รวมทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ จนต้องเปิดศาลากลางหมู่บ้าน เปิดเครื่องขยายเสียง ขอรับบริจาคเครื่องนอน หมอบมุ้ง จากเพื่อนบ้านที่บ้านไม่พังได้มาช่วย เพียงครู่เดียวชาวบ้านได้หอบที่นอนหมอนมุ่งมาให้เป็นการด่วนพอได้นอนพักพิงไปก่อนชั่วคราวตลอดทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา และในเช้าของวันนี้ก็ได้ทำการสำรวจความเสียหายเพื่อรายงานขอความช่วยเหลือจากทางเหล่ากาชาดจังหวัดทันที
นางสมนึก ระยับศรี อายุ 57 ปี ราษฎรบ้านกู่ หมู่ที่ 1 ตำบลกู่ เล่าว่า เมื่อค่ำของวันที่ 3 เมษายน 2557 เวลา 17.30 น. ขณะที่ชาวบ้านกำลังเร่งหุงหาอาหารค่ำ อยู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดลง ขอบฟ้าเป็นสีแดง จากนั้นก็เกิดลมพัดมาอย่างแรง ที่บ้านกู่ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 14 ตำบลกู่ อำเภอปรางค์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้เกิดพายุฤดูร้อนหมุนมาอย่างแรงหอบเอาบ้านเรือนราษฎรลอยไปตามกระแสลมแรง กว่า 80 หลังคาเรือน สังกะสีลอยไปตามกระแสลม บ้านเรือนถูกลมพัดอย่างรุนแรง พังลงมากองอยู่พื้นที่ดิน ประชาชนตื่นตระหนักวิ่งหนีออกจากหมู่บ้าน ตัวบ้านที่ไม่มั่นคง หนีออกไปไกลจากต้นไม้ใหญ่ ร้องเรียกลูกหลานเด็กๆ กันจ้าละหวั่น ขณะที่ลมพายุหมุนพัดมาเพียงครู่เดียว บ้านเรือนราบเป็นหน้ากลอง ก่อนที่จะเกิดฝนตกนักมานานกว่า 2 ชั่วโมง หลังพายุสงบลงกำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน ได้โทรศัพท์แจ้งทางราชการทราบก่อนที่จะเร่งทำการสำรวจความเสียหาย ขอความช่วยเหลือ แก่ลูกบ้านกว่า 80 หลังคาเรือน ที่บ้านพังเสียหาย ประมาณมูลค่าความเสียหายมากกว่า 10 ล้านบาท
โดยนายประทีป กีรติเรขา ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ ( 3 เม.ย.57 ) ตนและคณะหัวหน้าส่วนได้ออกพื้นที่ไปโครงการจังหวัดเคลื่อนที่ที่อำเภอศิลาลาด จากนั้นได้เดินทางไปสำรวจภัยแล้วในอีกหลายอำเภอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ อำเภอปรางค์กู่ แต่ภายหลังจากที่ตนสำรวจภัยแล้ง พบปะผู้นำหมู่บ้าน ตำบลแล้ว ขณะที่เดินทางกลับก็ได้เกิดลมพายุหมุนอย่างมาก่อนที่จะมีตกฤดูแล้งตกลงมาอย่างหนัก ตอนแรกก็นึกดีใจที่ชาวบ้านจะได้คลายร้อนนอนสบายในคืนนี้ และในวันพรุ่งนี้ตามแหล่งน้ำที่สำรวจภัยแล้งจะได้มีน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น แต่พอตอนเย็นราว 18.30 น. ได้รับแจ้งว่าลมพายุหมุนดังกล่าวได้ทำให้เกิดภัยพิบัติ บ้านเรือนราษฎรถูกลมพายุพัดพังไปกว่า 80 หลังคาเรือน ตนจึงได้สั่งการให้นายอำเภอเข้าทำการช่วยเหลือเบื้องต้น และเร่งสำรวจความเสียหาย รายงานด่วนขึ้นมาเพื่อที่จะได้รายงานต่อไปยังกระทรวงเพื่อหาทางช่วยเหลือเป็นการด่วน และยังได้แจ้งให้นายอำเภอจัดหาที่พักพิงช่วยคราวให้ครอบครัว ที่ไม่มีบ้านยาติอาศัย ได้มีที่อยู่อาศัยไปชั่วคราวก่อนด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี วาตภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ นับว่ารุ่นแรงที่สุดในต้นปีนี้ของจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งก่อนหน้านี้กรมอุตุนิยมวิทยาได้มีประกาศแจ้งเตือนมายังพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน ว่าจะเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นระยะ 2-3 วันนี้ แม้ประชาชนจะได้รับทราบข่าว แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้แต่อย่างใด จากนี้คงจะต้องคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ ที่จะเข้ามาเยียวยาต่อไป
พายุฤดูร้อนถล่มบึงกาฬ ลมแรงหอบหลังคาสังกะสีปลิวว่อน
เมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย. ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 4 เม.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดบึงกาฬ ว่าได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและมีพายุลูกเห็บตกในเขตพื้นที่อำเภอเมืองบึงกาฬ เกิดมีลมกระโชกแรงทำให้บ้านเรือนของราษฎรในเขตตำบลโนนสมบูรณ์ได้รับความเสียหายหลังคาสังกะสีและกระเบื้องเปิดปลิวไปไกลกว่า 200 เมตร โดยเฉพาะบ้านทองสาย หมู่ที่ 4 บ้านโพธิ์ทอง หมู่ที่ 9 ลมพัดหลังคาบ้านหายไปทั้งหลังมีอยู่ 7 หลัง เสียหายบางส่วนอีก18 หลัง
นางปารสรา กองพิมพ์ เจ้าของบ้านเลขที่ 154 หมู่ 4 บ้านโพธิ์ทอง กล่าวว่า ขณะนอนพักอยู่บนบ้านชั้น 2 กลางดึกเกิดพายุลูกเห็บ และมีลมพัดรุนแรงตก พัดเอาหลังคาบ้านหายไปทั้งหลังปลิวห่างจากบ้านไปประมาณ 200 เมตร ตู้เสื้อผ้าล้มกระจัดกระจาย ที่นอนถูกนำฝนเสียหายทั้งหมด
เช่นเดียวกับบ้านของ นายฟ้าหยาด ธรรมรงค์รัตน์ ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร และอู่ซ่อมรถยนต์ของ นายบุญล้ำ พิทูลทอง เสาปูนหักโครงหลังคาเหล็กพังยุบ รถยนต์ที่ลูกค้ามาจอดซ่อมได้รับความเสียหายไปด้วย
ส่วนที่บ้านโนนจำปาหมู่ที่ 6 นายเตียงศักดิ์ เชือดผล กำนันตำบลโนนสมบูรณ์ เล่าว่า บ้านเรือนราษฎรในหมู่ 6 เสียหายหนักทั้งหลังมีอยู่ 3 หลังคา เสียหายเล็กน้อย 19 หลังคา สวนยางพาราทั้งตำบลโนนสมบูรณ์ประมาณ 1,500 ต้น อายุต้นยางจะอยู่ระหว่าง 8-10 ปี ได้รับความเสียหายจำนวนมาก ได้ทำเรื่องรายงานให้ทางท้องถิ่นและทางจังหวัดได้รับทราบแล้ว เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ออกมาสำรวจความเสียหายเป็นการช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้น
นอกจากพายุได้สร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือนและสวนยางพาราแล้ว ยังมีต้นไม้ใกล้แนวสายไฟแรงสูงหักโค่นไปทับสายไฟฟ้าขาดหลายแห่ง ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง นายอักษร อุดมกัน ผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดบึงกาฬ ต้องระดมเจ้าหน้าที่และนำอุปกรณ์ออกซ่อมแซมเร่งรัดให้ชาวบ้านได้ใช้ไฟฟ้าโดยเร็ว
ลำปาง-พายุลูกเห็บถล่ม ต้นไม้หักโค่นใส่บ้านพังเสียหาย
ชาวบ้านหลายหมู่บ้าน ใน ต.แม่มอก และ ต.เวียงมอก อ.เถิน จ.ลำปาง ซึ่งเป็นตั้งอยู่ในตเขตติดต่อ อ.เถิน จ.ลำปาง และเข้าพื้นที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย กว่า 300 หลังคาเรือน ได้พากันออกมาทำความสะอาดลานหน้าบ้าน และรอบบ้าน เพื่อเก็บกิ่งไม้ เศษใบไม้ หลังถูกแรงพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และพายุลูกเห็บ ขนาดเท่ากับลูกปิงปอง ตกลงมาในพื้นที่เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้พื้นที่ของทั้ง 2 ตำบลนั้น มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบกว่า 100 หลังคาเรือน
โดยที่ ต.แม่มอก อ.เถิน จำนวน 6 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านกลาง ม.2 , บ้านสะพานหิน ม.4 , บ้านมอกใต้ ม.6 , บ้านเด่นอุดม ม.7 และบ้านห้วยเกาะกลาง ม.8 ถือว่าได้รับความเสียหายหนักมากที่สุดกว่า 60 หลังคาเรือน โดยมีสำนักงานสหกรณ์หมู่บ้านห้วยเกาะกลาง ม.8 ต.แม่มอก หลังคาถูกแรงลมพัดเปิดออกเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีโรงงานแปรรูปไม้ห้วยเกาะกลาง ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่ โรงงานพังถล่มลงมาทั้งหลัง จำนวน 1 หลัง เสาสัญญาณโทรศัพท์หักโค่นลงมา ส่วนบ้านมอกใต้ ม.6 มีบ้านเรือนราษฎรยกสูง 2 ชั้น ซึ่งเป็นไม้ ได้ถูกต้นไม่ใหญ่ เป็นต้นราชพฤกษ์ อายุกว่า 20 ปี ขนาดความสูงกว่า 15 เมตร ถูกแรงลมจนหักโค่นลงมาทับบ้านไม้จนพังไปครึ่งหลังเบื้องต้น ยังรอความช่วยเหลือจากทางภาครัฐที่จะเข้ามาตรวจสอบ สำรวจความเสียหายและแจกจ่ายกระเบื้องช่วยเหลือต่อไป
สำหรับบ้านที่ถูกต้นไม่ใหญ่หักโค่นทับ ถือว่าได้รับความเสียหายหนักที่สุด โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยนางสง่า เทือกจันทร์คำ อายุ 42 ปี เจ้าของบ้านเลขที่ 94/1 ม.6 ต.แม่มอก อ.เถิน จ.ลำปาง ซึ่งเจ้าของบ้าน ยังรอให้เจ้าหน้าที่ได้เร่งเข้ามาตัดและเร่งซ่อมแซม และจะได้นิมนต์พระสงฆ์ 3 รูป มาประกอบพิธีสูญถอน ตามความเชื่อว่า หากต้นไม้ใหญ่ล้มทับบ้าน จะเป็นลางร้าย จึงต้องประกอบพิธีดังกล่าวขึ้น
นางสง่า กล่าวว่า พายุที่เกิดขึ้น ผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า พายุที่เกิดขึ้น ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 100 ปี จนต้นไม้ใหญ่ และเล็กหักโค่นลงมาปิดทับเส้นทางเข้าหมู่บ้าน และถนนสาย อ.เถิน ลำปาง -อ.ทุ่งเสลี่ยม จ.สุโขทัย ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยในพื้นที่ ได้ทำการตัด เพื่อเปิดเส้นทางให้ใช้ได้ตามปกติแล้ว
นางธวัลรัตน์ ไชยอินปัน หัวหน้าสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย จ.ลำปาง ได้รับรายงานว่า ในพื้นที่ ต.แม่มอก และต.เวียงมอก มี 9 หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหาย พื้นที่ อ.เถิน เป็นพื้นที่ล่าสุด ซึ่งก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นในพื้นที่ อ.เมืองลำปาง อ.วังเหนือ อ.ห้างฉัตร และ อ.แม่ทะ มีบ้านเรือนราษฎรได้รับผลกระทบเสียหายไปแล้วกว่า 2,100 หลังคาเรือน



