
ปอกเปลือกสภาสูงอำนาจถ่วงดุลที่ต้องเปลี่ยนกติกา?
ปอกเปลือกสภาสูง อำนาจถ่วงดุลที่ต้องเปลี่ยนกติกา?
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้สะท้อนถึงความจริงและสถานการณ์การเมืองของไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่มุมที่พบว่าสถิติผู้ไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนนั้นต่ำมาก รวมไปถึงข้อวิจารณ์ว่าบรรดาว่าที่ ส.ว.ที่กำลังจะเข้าสู่สภาสูงเหล่านี้ต่างเป็นร่างทรงของขั้วอำนาจการเมือง
เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย มูลนิธิตาสว่าง มูลนิธิฟรีดริช เนามัน จัดเสวนาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "ปอกเปลือกสภาสูง : เกมอำนาจ การตรวจสอบและผลประโยชน์" นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าศูนย์วิจัยข้อมูลการเมืองไทย ได้กล่าวในหัวข้อ “เปิดสถิติการทำงาน ส.ว. เกมอำนาจสภาสูง โหวตอย่างไร? โหวตเพื่อใคร?” โดยอาจารย์ผู้นี้ระบุว่าผลการเลือกตั้ง ส.ว.ใน 77 จังหวัดได้สะท้อนสภาวะทางการเมืองได้อย่างชัดเจน คือประชาชนมาถึงจุดของการเบื่อการเมือง เห็นได้จากผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพียงร้อยละ 42.78 ที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ที่สำคัญตัวเลขบัตรเสียถึงร้อยละ 5.20 และคะแนนของผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนยังสูงถึงร้อยละ 11.96 เป็นตัวบ่งชี้ "อาการเบื่อการเมือง" และเมื่อมองไปถึงคะแนนของว่าที่ ส.ว.แต่ละคนที่ได้รับเลือก เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับผู้มีสิทธิก็จะเกิดข้อสงสัยต่อความเป็นผู้แทนของ ส.ว. หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือความชอบธรรมของการเป็นตัวแทน เนื่องจากทุกจังหวัดมีว่าที่ ส.ว.ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงที่ต่ำกว่าร้อยละ 31 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด
"แสดงให้เห็นว่า ความคาดหวังของการออกแบบวุฒิสภา ที่ต้องเป็นกลางและปลอดการเมือง ไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คาดไว้ ที่สำคัญความพยายามในการลดภาวะสภาผัว-เมีย ระหว่าง ส.ว. และ ส.ส. ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดที่มาของวุฒิสมาชิกเป็น 2 แบบ จากการเลือกตั้ง และจากการสรรหา รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครที่ไม่อนุญาตให้บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ลงรับเลือกตั้งวุฒิสภา เป็นความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง"
แม้ว่าที่ ส.ว. 18 คน หรือร้อยละ 23.38 มีพื้นเพภูมิหลังความสัมพันธ์ที่จัดได้ว่าเป็นครอบครัวการเมือง แต่หากดูลึกลงไปจะเห็นว่าเกือบ 50 คนจัดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัด ทำให้สภาวะที่จะเกิดขึ้นในการต่อสู้เกมอำนาจของวุฒิสภา และการต่อสู้ต่อรองกับสภาผู้แทนราษฎร จะเปลี่ยนไป เปรียบได้กับสมรภูมิรบของสองขั้วอำนาจที่ต่อสู้ผ่าน ส.ว.ที่ถือได้ว่าเป็นร่างทรงของทั้งสองขั้ว ผิดจากเจตนารมณ์ของการมีวุฒิสภาที่ต้องปลอดการเมือง เพื่อประสิทธิภาพการตรวจสอบ ถอดถอน
นอกจากนี้ภารกิจที่สำคัญของ ส.ว.พิจารณาถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพานิช ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา และอาจจะรวมถึงการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากกรณีโครงการรับจำนำข้าว จึงเปรียบวุฒิสภาชุดนี้เทียบได้กับ "สภาปรีโอลิมปิก" ที่การต่อสู้ของขั้วอำนาจที่ไม่อาจทำได้ในสภาผู้แทนฯ จึงต้องลงมาต่อสู้กันในเกมการเมืองแทน ส.ส.ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาวุฒิสภาได้ในอนาคต และเกิดการตั้งคำถามกับการดำรงอยู่ของวุฒิสภาได้
ขณะที่ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ได้นำเสนอข้อคิดเห็นในหัวข้อ "ปอกเปลือกสภาสูง : เกมอำนาจ การตรวจสอบและผลประโยชน์" โดยเสนอให้การถอดถอนในชั้นวุฒิสภาต้องลงมติอย่างเปิดเผย ถ้าลงคะแนนลับก็จะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะการลงคะแนนลับย่อมมีการล็อบบี้กันได้ ส่วนความเป็นอิสระจากการเมืองของ ส.ว.ก็เป็นเรื่องกระทำได้ยาก เพราะต้องใช้ฐานคะแนนในจังหวัด ซึ่งโดยมากพรรคการเมืองครองเสียงไว้ แต่ก็สามารถตรวจสอบการกระทำของ ส.ว.คนนั้นได้
เขายังตอกย้ำความเป็นสภาผัวเมีย จากสถิติปี 2543 พบว่าส.ว.มีความเป็นครอบครัวน้อยกว่าปี 2549 ที่มี ส.ว.50-80 คนโยงใยกับพรรคการเมือง ทำให้ส่วนหนึ่งคิดว่าระบบสรรหาเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะเป็นการเลือกตั้งตัวแทนอาชีพเข้ามา
"ห้วงที่การเมืองขัดแย้ง และการปฏิรูปเป็นสิ่งที่กำลังถูกเรียกร้อง ก็ต้องมาคิดว่าวุฒิสภาจะควรมีอยู่หรือไม่ อยากท้าให้ยุบวุฒิสภาทิ้ง หาก ส.ว.ทำงานไม่ได้อีกแล้ว ที่ผ่านมาได้ลงชื่อถอดถอนมาเกือบทุกคน แต่ไม่เคยสำเร็จ ถ้าจะปฏิรูปต้องคิดใหม่ทั้งหมด ทั้ง ส.ส. ส.ว. และองค์กรอิสระ"
นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ อดีต ส.ว. เปรียบเทียบการเป็น ส.ว.ปี 2549 กับปี 2551 มีความแตกต่างกัน ปี 2549 ส.ว.จะลาออกจากพรรคการเมืองแล้วมาสมัครได้ทันที ส่วน ส.ว.ปี 2551 จะมีระยะห่างจากพรรคการเมืองค่อนข้างมาก แต่ ส.ว.เมื่อปี 2549 มี ส.ว.เครือญาติค่อนข้างมาก พอมาเมื่อปี 2551 ก็มีการกรองบุคคลเหล่านี้ได้ค่อนข้างมาก
แต่ ส.ว.จะยึดโยงกับพรรคการเมืองหรือไม่ ต้องตรวจสอบ เพราะถ้ามองระบบการเมืองไทยก็ต้องอาศัยฐานคะแนนส่วนหนึ่ง บางคนได้ 3-5 แสนคะแนนโดยไม่ทำอะไร เพราะระบบประเทศไทยมีระบบอุปถัมภ์และระบบสภาสูง-สภาล่างก็เป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังจำเป็นยังต้องมี ส.ว.ไว้กลั่นกรองและถ่วงดุล อย่างเช่น พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถ้าไม่มี ส.ว.กฎหมายคงผ่านไปเรียบร้อยและเกิดความเสียหายแก่บ้านเมือง
เช่นเดียวกับการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญต่อระบบการตรวจสอบ จึงได้เสนอให้การลงคะแนนเหลือเพียงกึ่งหนึ่งหรือแค่ครึ่งหนึ่งคือ 75 คน จากเดิมต้องใช้เสียง 3 ใน 5 หรือตัวเลข 90 เสียงขึ้นไป ถ้าแก้ไขตรงนี้จะทำให้นักการเมืองเกรงกลัวมากขึ้น
เมื่อโฟกัสสถานการณ์ตอนนี้ ถ้าจะให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ก็ต้องผ่าทางตัน จะด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ และเชื่อว่าหลังเทศกาลสงกรานต์นี้จะได้เห็นอะไรมากขึ้นกว่าเดิม หรือในช่วงปลายเดือนก็อาจจะได้ข้อยุติ เรื่องนายกฯ คนกลาง อาจจะมีคนส่งให้ศาลวินิจฉัยว่ามีวิธีใดบ้างทำได้หรือทำไม่ได้ !
--------------------------
(หมายเหตุ : ปอกเปลือกสภาสูง อำนาจถ่วงดุลที่ต้องเปลี่ยนกติกา?)



