ข่าว

'เอ็มเอช 370'หลบเครือข่ายเรดาร์ใยแมงมุม

'เอ็มเอช 370'หลบเครือข่ายเรดาร์ใยแมงมุม

04 เม.ย. 2557

'เอ็มเอช 370'หลบเครือข่ายเรดาร์ใยแมงมุม

               กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดคลาดเคลื่อนของเบาะแส...ก่อนการหายไปอย่างปริศนาของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ทั้งคำพูดสุดท้ายที่นักบินพูดคุยตอบโต้กับเจ้าหน้าที่หอบังคับการบิน ในช่วงแรกสื่อมวลชนหลายสำนักรายงานคำพูดสุดท้ายของกัปตันว่า "All right, good night" หรือ "เอาล่ะ ราตรีสวัสดิ์" แต่ล่าสุดรัฐมนตรีคมนาคมของมาเลเซีย "ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน" ออกมาแก้ข่าวในเรื่องนี้ และเปิดเผยชุดคำพูดระหว่างเจ้าหน้าที่หอบังคับการบินกับกัปตัน "เอ็มเอช 370" ใน 54 นาทีสุดท้าย

               คำพูดสุดท้ายคือ "Good night Malaysian three seven zero" หรือ "ราตรีสวัสดิ์ มาเลเซีย 370" แม้ว่าจะแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ในคำพูด อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ญาติผู้โดยสารชาวจีน ซึ่งกล่าวหาว่า มาเลเซียปกปิดข้อเท็จจริงและถ่วงเวลาการค้นหา แต่ทางมาเลเซียออนไลน์ ยืนยันว่า ไม่เคยให้ข้อมูลในส่วนนี้มาก่อน..?

               นอกจากนี้ ยังมีเรื่องปัญหาชีวิตส่วนตัวของกัปตัน "ซอฮารี โมฮัมหมัด ชาห์" ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการหายไปอย่างปริศนาของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 จากรายงานข่าวเดลีเมล์ อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิด บอกว่ากัปตันชาห์เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องซิมูเลเตอร์ หลังจากทะเลาะกับภรรยา และยังอ้างคำพูดของลูกสาวด้วยว่า "คุณพ่อเอาแต่อยู่กับตัวเองและไม่เหมือนคุณพ่อคนเดิมเลย"

               ล่าสุด กลุ่มเฟซบุ๊กเพื่อนกัปตัน ออกมาชี้แจงว่า ข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริง ไม่รู้ว่ามีที่มาอย่างไร แต่คนที่กุข่าวนี้ขึ้นมาใจดำมาก ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา ด้าน "ไอชา ซาฮารี" ลูกสาวกัปตันวัย 28 ปี ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเช่นกันว่า "ถึงหนังสือพิมพ์เดลีเมล์ ถ้าแต่งเรื่องเก่งขนาดนี้ ก็ควรเลิกทำข่าวแล้วไปทำหนังนะ ...ขอพระเจ้าโปรดเมตตาต่อจิตวิญญาณของพวกคุณด้วยเถอะ ฉันจะไม่มีวันอภัยให้พวกคุณแน่”

               หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทางการมาเลเซียนัดวงคุยแบบปิดกับญาติของผู้โดยสาร โดยเฉพาะญาติๆ ชาวจีน และยอมรับว่า การค้นหาไม่ค่อยจะคืบหน้า แต่ก็จะให้ข้อมูลได้มากที่สุด ด้านทูตจีนประจำมาเลเซีย  "หวาง ฮุยกัง" ยืนยันว่า ญาติๆ ของผู้โดยสาร เข้าใจการทำงานของมาเลเซียเป็นอย่างดี พร้อมกับวิจารณ์การทำงานของสื่อตะวันตกที่นำเสนอข่าวเท็จมุ่งเน้นแต่ประเด็นที่สร้างความแตกแยกระหว่างจีนกับมาเลเซีย ซึ่งข่าวที่เสนอผ่านสื่อตะวันตกนั้นไม่มีความจริงแม้แต่น้อย

               ย้อนกลับมาที่การสืบค้นเบาะแสที่สำคัญของการหายไปอย่างปริศนาของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 มีการวิเคราะห์กันว่า "เอ็มเอช 370" พยายามบินหลบเครือข่ายเรดาร์ใยแมงมุมนั้น หากเทียบเคียงกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ถึงการทำงานของเรดาร์นั้น หอเรดาร์จะมี 2 หอ เรียก "หอเรดาร์หลัก" และ "หอเรดาร์รอง" โดยภาพของเครื่องบินที่บันทึกได้จากหน้าจอเรดาร์หลัก จะเป็นก้อนโลหะลอยอยู่บนท้องฟ้า ขณะที่หอเรดาห์รอง จะรู้ว่าโลหะบนท้องฟ้านั้น เป็นสายการบินของประเทศอะไร เที่ยวบินที่เท่าไหร่ จะเดินทางไปที่ใด และเจ้าหน้าที่จะมีการพูดคุยโต้ตอบกับกัปตันของสายการบินนั้นๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

               ทั้งนี้ หอวิทยุการบินของสุวรรณภูมินั้น จะดูแลเวลาเครื่องบินขึ้นลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนกระทั่งออกไปนอกเส้นขอบประเทศไทย จะส่งต่อให้หอการบินของประเทศอื่นรับช่วงต่อไป โดยข้อมูลการพูดคุยจะเก็บไว้ 30 วันค่อยลบทิ้ง น่าแปลกใจที่ประโยคสุดท้ายที่กัปตันเที่ยวบินเอ็มเอช 370 มีความคลาดเคลื่อน แต่เจ้าหน้าที่หอบังคับการบินที่นี่ ยืนยันว่า การทำงานของหอการบินทั่วโลกความผิดพลาดต้องเป็นศูนย์

               ทว่า ตอนนี้ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าการหายไปของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ทางการมาเลเซียต้องสืบสวนสอบสวนแบบคดีอาชญากรรมข้ามชาติ สืบเนื่องจากก่อนการหายไปของเที่ยวบินเอ็มเอช 370 มีการบินอย่างผิดปกติ หลังออกจากสนามบินกัวลาลัมเปอร์เมื่อเวลา 00.41 น. ผ่านไปได้ 26 นาที เครื่องมือสื่อสารที่เรียกว่า "เอคาร์" ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างเครื่องยนต์กับภาคพื้นดิน ไม่สามารถติดต่อพูดคุยกับกัปตันได้

               ผ่านไปอีก 14 นาที  มีการปิดคลื่นความถี่ "ทรานสปอนเดอร์" ซึ่งเป็นคลื่นความถี่สำหรับเจ้าหน้าที่หอควบคุมการจราจรการบินสามารถพูดคุยติดต่อกับกัปตันได้ ตัวนี้ถูกปิดตอน 01.21 น. ระหว่างบินอยู่ช่วงเส้นขอบรอยต่อของประเทศเวียดนาม พอเวียดนามรู้ก็พยายามบอกมาเลเซียว่า ตอนนี้เครื่องบินหายไป คาดว่าน่าจะเกิดอุบัติเหตุ จึงระดมทีมกันช่วยค้นหา กระทั่งผ่านไป 2 วัน จึงมีเบาะแสใหม่จากฝ่ายทหาร ยืนยันจากเรดาร์ว่า เวลา 02.15 น. พบวัตถุลักษณะคล้ายเครื่องบิน น่าจะเป็นเที่ยวบินเอ็มเอช 370 เลี้ยวกลับมาทางฝั่งของเกาะสุมาตรา ผ่านช่องแคบมะละกา

               จึงเกิดคำถามว่าเครื่องบินใหญ่ขนาดสนามบาสเกตบอล 2 สนาม หายไปจากจอเรดาร์ได้อย่างไร ?

               จากข้อมูลเส้นทางการบินของวัตถุที่คาดว่าจะเป็นเที่ยวบินเอ็มเอช 370 มีการบินขึ้นลงอย่างผิดปกติ ทั้งนี้ การบินของเครื่องบินโบอิ้งจะรักษาระดับความสูงที่ 35,000 ฟุต แต่กลับไต่ระดับความสูงไปที่ 45,000 ฟุต จากนั้นลงมาต่ำสุดที่ระดับ 5,000 ฟุต หรือเพียงแค่ 1 กิโลเมตรจากภาคพื้นดิน แล้วทะยานขึ้นไปที่ระดับ 13 กิโลเมตร อีกครั้ง โดยทำแบบนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง คาดว่าน่าจะบินหลบเรดาร์

               ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นนักบินเอฟ16 วิเคราะห์ถึงการบินหลบเรดาร์ว่า การหลบเรดาร์จะมีอยู่ 2 แบบ คือ ใช้ส่วนโค้งของโลก ทั้งนี้ เรดาร์ก็เหมือนการฉายไฟฉาย ถ้ามีช่วงวัตถุบดบังก็จะมองไม่เห็น หรืออาจอาศัยภูมิประเทศที่มีภูเขาหรือขอบโค้งที่เรดาร์จับไม่ได้ แต่นักบินต้องศึกษาภูมิประเทศเป็นอย่างดี และต้องศึกษาเรดาร์มาอย่างดีด้วย ทั้งนี้ เรดาร์ระหว่างประเทศจะซ้อนกัน เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ แต่ตรงกลางภายในประเทศหรือกลางทะเลจะมีช่องโหว่ ซึ่งช่องโหว่นี้ ทำให้สามารถบินหลบหลีกเรดาร์ได้

               อย่างไรก็ตาม เครื่องบินระดับโบอิ้งนี้ ไม่ได้มีแค่ 2-3 สัญญาณที่ติดต่อกันได้ แต่มีอย่างน้อย 7 สัญญาณในช่องทางการติดต่อ อาทิ คลื่นสั้น คลื่นถี่ คลื่นดาวเทียม จีพีเอส ฯลฯ

....................

(หมายเหตุ : "ปมปริศนา เอ็มเอช 370" จากรายการเก็บตกภาคค่ำ เนชั่นทีวี 19.15 น. โดย "นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์" ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี และ "พรรณี อมรวิพุธพนิช" บรรณาธิการรายงานพิเศษ)