ข่าว

เงินทองต้องรู้ : เส้นทางสายสุข

เงินทองต้องรู้ : เส้นทางสายสุข

04 เม.ย. 2557

เงินทองต้องรู้ : เส้นทางสายสุข : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

 
                        ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราจมอยู่กับ “ข่าวร้าย” โดยเฉพาะการเดินหน้าปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 2557 จากทุกสำนัก
 
                        เริ่มตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐอย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ต่อเนื่องไปถึงธนาคารแห่งประเทศไทย ระเรื่อยไปถึงหน่วยงานเอกชน โดยปัจจัยหลักที่เป็นตัวกดทับเศรษฐกิจไทย มีเพียงเรื่องเดียว คือ “ความขัดแย้งทางการเมือง” ที่กินเวลายาวนานยืดเยื้อ ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมในเดือนพฤศจิกายน 2556 จากจุดเริ่มในการต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กลายเป็นการขับไล่รัฐบาล จนแม้กระทั่งรัฐบาลประกาศยุบสภาไปแล้วในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 แต่การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลรักษาการยังคงดำเนินต่อเนื่อง จนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ก่อนที่สุดท้ายการเลือกตั้งได้กลายเป็น “โมฆะ”
 
                        เป็นความยืดเยื้อยาวนานแบบที่ทุกฝ่ายยอมรับว่า “เกินความคาดหมาย” เพราะไม่มีใครคิดว่า เหตุการณ์จะล่วงเลยจนการชุมนุมจะบานปลายต่อเนื่องจนเข้าสู่เดือนที่ 6 เช่นนี้
 
                        ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น การลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลรักษาการไม่สามารถเกิดขึ้นได้ การลงทุนภาคเอกชนในสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวก็กลายเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจต้องคิดทบทวนใหม่ การจับจ่ายใช้สอย-การอุปโภคบริโภคชะลอตัว มีเพียงเครื่องยนต์เดียวที่ฝากความหวังไว้ได้ในสมการเศรษฐกิจ ก็คือ “การส่งออก” จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น 
 
                        แต่เมื่อปราศจากรัฐบาลที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ก็ต้องยอมรับว่า “การส่งออก” ที่เป็นความหวังเดียวในขณะนี้ อาจจะไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มกำลัง
 
                        การแถลงตัวเลขเศรษฐกิจครั้งหลังสุดของธนาคารแห่งประเทศไทย “เมธี สุภาพงษ์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. บอกว่า เชื่อว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปัจจัยบวกกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ภายใต้สมมุติฐานที่ประเทศไทยจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้อาจจะล่าช้าไป 1 ไตรมาส แต่ก็อยู่ในประมาณการที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น ธปท.ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจปี 2557 จะเติบโตได้ในระดับ 2.7%
 
                        ในขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเป็นสำนักที่หั่นตัวเลขเศรษฐกิจที่ “ต่ำที่สุด” แล้วในขณะนี้ กับกรอบอัตราการขยายตัวต่ำสุดที่ 1.3% และสูงสุดที่ 2.4% โดยกรณีพื้นฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ในราว 1.8% จากประมาณการเดิม 3.0% บนสมมุติฐานว่ามีรัฐบาลใหม่ได้ภายในกลางปี
 
                        ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองกรอบประมาณการเศรษฐกิจในปี 2557 ในกรณี “ดี” โดยจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2557 แม้จะมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย แต่ถ้าทำได้ ก็อาจสนับสนุนให้การดำเนินนโยบายของภาครัฐและกิจกรรมการลงทุนเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น โดยหากการใช้จ่ายของภาคเอกชนกลับมาฟื้นตัว ชดเชยกับผลจากความล่าช้าของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ได้ ก็อาจจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระดับ 2.4%
 
                        ส่วนกรณี “เลวร้าย” หากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อจนมีผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในระดับที่รุนแรงขึ้น รวมทั้งหากการส่งออกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด เศรษฐกิจไทยในปี 2557 ก็อาจขยายตัวได้เพียง 1.3% เท่านั้น
 
                        ถ้าเป็นกรณีเลวร้ายสุด ก็ต้องบอกว่า เป็น “ฝันร้าย” ของเศรษฐกิจไทย เพราะจะเกิดผลกระทบกับการจ้างงาน การว่างงาน และกระทบไปถึง “รายได้ในกระเป๋า” ดังนั้น การเตรียมรับกับภาวะเลวร้ายที่สุด เพื่อความไม่ประมาท จึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเราแทบจะทุกขณะจิต
 
                        ในการเสวนาหัวข้อ “ลงทุนอย่างไร หากวิกฤติไทยลากยาว” เมื่อไม่นานมานี้ “วรวรรณ ธาราภูมิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง บอกว่า ในฐานะของผู้บริหารกองทุน จะเน้นมองการลงทุนระยะยาวเป็นหลัก
 
                        “ถ้าเราคิดว่า มันร้ายแรงกว่านี้และซึมยาว เราก็ต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่ทนต่อการเมือง เราต้องมองไปข้างหน้า มันมีโอกาสเสมอจากวิกฤติที่เราเห็น และระลึกไว้เสมอว่า ความผันผวนของตลาดหุ้นไม่สำคัญเท่ากับพื้นฐานของกิจการที่เราลงทุน ตราบใดที่กิจการนั้นยังมั่นคง แข็งแรง และยังสามารถทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องยาวนานในระยะยาว บางทีไม่อยากให้ไปหวังวิ่งเข้าวิ่งออกในตลาดหุ้นเป็นรายวัน ถ้าเราไม่ถนัด ก็อย่าไป แต่ถ้ามันเป็นความสุขของคุณ ก็ทำไป แต่ถ้ามันพลาด ก็อย่าไปต่อว่าใคร เพราะมันเงินของคุณ ไม่มีใครบังคับคุณ”
 
                        ฟังดูคล้ายกันกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร อดีตผู้บริหารวงการไฟแนนซ์ที่ผันตัวเองมาเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จและเป็น “ไอดอล” ของนักลงทุนมากมาย 
 
                        ดร.นิเวศน์บอกว่า ชีวิตเราทำอะไรที่เราถนัด มีความสุข เราก็ทำ การลงทุนก็คือการหาเงิน ความสุขของเรา ถึงมันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องค้นหาเหมือนกัน เมื่อถามว่า ความสุขของตัวเองคืออะไร ดร.นิเวศน์บอกว่า “ความสุขของผม ก็แค่เมื่อวานไปตรวจร่างกายแล้ว พอหมอบอกว่า คุณไม่เป็นมะเร็ง แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว”
 
                        เพราะประโยคที่ว่า “ความสุขของเรา ถึงมันเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องค้นหา” ของ ดร.นิเวศน์ ทำให้หวนนึกถึงเรื่องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เธอชื่อ “โยษิตา ศรีคำยงค์” เป็นเด็กผู้หญิงที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นเด็กผู้หญิงหนึ่งในหลายคนที่สอบโอเน็ตได้ 100 คะแนนเต็มในวิชาคณิตศาสตร์
 
                        เธอเลือกที่จะใช้ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเธอ ด้วยการสอบเข้าเรียนในคณะและสาขาวิชาที่จะทำให้เธอเรียนจบออกมาเป็น “ครูสอนเลข” เพราะนั่นคือ ความสุขของเธอ ไม่ว่าใครจะเสียดาย และเชื่อว่า ศักยภาพของเธอจะเป็นได้มากกว่า “ครูสอนเลข” แต่เธอเลือกที่จะเป็น “ครูโย” อย่างกล้าหาญ ด้วยแรงสนับสนุนของครอบครัว
 
                        เด็กผู้หญิงคนนี้ยังมีความหวังว่า จะกลับมาเป็นครูในโรงเรียนเดิมของเธอ เพื่อทำให้ “รุ่นน้อง” ที่จะกลายเป็น “ลูกศิษย์” ของเธอรักที่จะ “เรียนเลข” มากขึ้น
 
                        มีคนบอกว่า น่าเสียดายที่ประเทศนี้อาจจะได้ “ครูสอนเลข” ที่อาจจะดีที่สุดและเก่งที่สุดมาหนึ่งคน แต่เราอาจจะสูญเสียหมอ-วิศวกร หรือนักวิจัยที่ดีที่สุด นั่นก็อาจจะสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่า ก็คือ การเลือกเดินบนเส้นทางที่มีความสุข ก็เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกเส้นทางการลงทุนของ ดร.นิเวศน์ หรือการเลือกเส้นทางชีวิตของโยษิตา 
 
 
 
 
---------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : เส้นทางสายสุข : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)