
"ป๋าเหนาะ"โวยกกต.ผิดด้วยสอบส.ส.ถือหุ้น
อภิสิทธิ์" ลั่นถ้าศาลรธน.ชี้ส.ส.ถือหุ้นผิดต้องยอมรับ แบะท่าแก้รธน.ม. 265 หวังในอนาคตหากกำหนดอะไรต้องชัดเจน ฟันธงส.ส.เป็นรมต.หากขายหุ้นทิ้งไปก่อนไม่หลุดตำแหน่ง
(24มิ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศจีน ถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 265 ของรธน. 2550 เกี่ยวกับการถือครองหุ้นของส.ส.ที่กำลังมีปัญหากันทุกพรรค ว่า คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เจตนารมย์กฎหมายคือเรื่องของการป้องกันผลประโยชน์ที่ขัดกัน ซึ่งอาจจะต้องมาดูว่าผลประโยชน์ที่จะขัดกันนั้นเกิดจากเงื่อนไขอย่างไร มันแล้วแต่มุมมอง บางคนบอกว่าในเมื่อถือหุ้นไม่มาก ก็ไม่น่ามีผลประโยชน์ขัดกัน แต่บางคนบอกว่าแม้ถือเพียงหุ้นเดียวก็เป็นผลประโยชน์ขัดกัน ก็ต้องมาดู
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองเจตนารมย์มาตรา 265 ดีต่อการตรวจสอบนักการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่จริงแล้วเป็นบทบัญญัติซึ่งขยายมาจากของเดินในเรื่องสัมปทาน เริ่มต้นจากตรงนั้น สมัยก่อนชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของสัมปทาน แต่มาตอนหลัง องค์กรที่รับสัมปทานกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จึงมาขยายตรงนี้ แต่พอเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลายคนก็มองว่าถ้าถือหุ้นเพียงเล็กน้อย ก็ไม่น่านับว่าจะสามารถเป็นผู้ไปจัดการเรื่องสัมปทานโดยตรง มันเลยเป็นปัญหาขึ้นมาในการตีความเท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความมาอย่างไร ทุกคนต้องยอมรับ และถ้าหมายถึงว่าส.ส.ต้องพ้นสภาพ ส.ส.เหล่านั้นก็ต้องยอมรับ และคิดว่าทุกคนพร้อมปฏบัติ ตนเชื่อว่าคนเหล่านี้ ถ้ารู้ตั้งแต่แรก ว่าการถือครองหุ้นไม่ได้ คงไม่ถือ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองว่าตัวคนหรือกฎหมายที่มีปัญหา นายกฯกล่าวว่า กฎหมายก็มาจากคน เมื่อถามว่า คิดว่าควรแก้ไขกฎหมายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนว่าเจตนารมย์ดี แต่ถ้าจะกำหนดอะไรต่อจากนี้ไป ทำอย่างไรให้มันชัดเจนที่สุด คนจะได้เข้าใจได้ง่าย เหมือนกับมาตรา 266 เถียงกันตลอดเวลาว่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้หรือไม่
ถามว่า มองกระบวนการปฏิรูปการเมืองที่ดำเนินการอยู่อึดไปหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ เพราะคณะกรรมการกำหนดวันชัดเจนแล้ว ว่าจะรายงานตนในวันที่ 16 กรกฎาคมนี้
เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าต้องพ้นตำแหน่ง รัฐมนตรีที่เป็นส.ส.จะพ้นความเป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า บทบัญญัติที่เป็นปัญหากับส.ส.ในขณะนี้เจาะจงไปสองส่วนคือ บริษัทที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน เพราะไม่ต้องการให้นักการเมืองมีอิทธิพลเหนือสื่อมวลชน และบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐเพราะเกรงว่าจะเกิดผลประโยชน์ขัดกัน แต่ตนจำไม่ได้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวใช้กับรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ แต่ตนสันนิษฐานว่าน่าจะใช้ด้วย เพียงแต่บางคนขายหุ้นไปก่อนจะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งถ้าขายไปก่อน คุณสมบัติรัฐมนตรีก็ไม่ขาด
ต่อข้อถามที่ว่า แสดงว่าแม้ต้องพ้นสภาพส.ส.ก็ยังเป็นรัฐมนตรีต่อไปได้ เช่น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ถือหุ้น ก็ขายหุ้นไปก่อนรับตำแหน่ง นายกฯกล่าวว่า จริง ๆ เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไรในฐานะรัฐมนตรี
เมื่อถามว่า นายกฯจะนัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารอีกหรือไม่ เพราะช่วงนี้นายกฯไม่ค่อยมีเวลา วันก่อนพรรคร่วมเลยไปหากินกันเอง นายอภิสิทธิ์หัวเราะก่อนกล่าวว่า “ เขามีกินครับ ไม่ต้องห่วง ”
เมื่อถามย้ำว่า แล้วนายกฯมีแนวคิดนัดกันอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็พบกันเป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า จะฝากนายสุเทพไปบอกอะไรกับพรรคร่วมในงานเลี้ยงวันคล้านวันเกิดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ในวันเดียวกันนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ ไม่ครับ...คือไม่มีปัญหาอะไรเลยนะ คือในการนัดรับประทานอาหารของพรรคร่วมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมาเขาจะนัดกัน ตอนแรกนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯจะไปร่วม แต่นายนิพนธ์ต้องไปสิงคโปร์กับผม เลยไม่ได้ไปเท่านั้นเอง ”
ถามว่า ไม่ใช่ว่าพรรคร่วมได้โอกาสไปสุมหัวกันตอนนายกฯไม่อยู่ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ส่ายหน้าก่อนตอบว่า “ ไม่มีหรอกครับ แหม......สุมทำอะไรล่ะครับ ”
"บุญจง"มั่นใจแจงกกต.สอบถือหุ้นรัฐได้
ที่กระทรวงมหาดไทย นาย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ( ภท. ) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้เลื่อนการพิจาณาการครองหุ้นของ ส.ส. จำนวน 61 คน ว่า เข้าข่ายการถือครองหุ้นในกิจการสื่อมวลชน หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ ซึ่งนายบุญจงเป็นหนึ่งในส.ส.ที่ถูกตรวจสอบด้วยว่า ตนพร้อมไปชี้แจงเรื่องนี้กับกกต. ส่วนผลจะตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น โดยให้ดำเนินการไปตามกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งหุ้นที่ตนมีอยู่เป็นหุ้นที่มีเล็กน้อย และเป็นหุ้นที่ครอบครองไว้ก่อนรัฐธรรมนูญ 2550 บังคับใช้ โดยตนได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยความชัดเจน ไม่มีอะไรปกปิดซ้อนเร้น หรือทำอะไรทุจริต ส่วนจะกระทบหรือเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่นั้นตนยังไม่ทราบว่ามีส.ส.คนใดถือหุ้นบ้าง อย่างไรก็ตามถ้าผลสอบออกมาว่าหลุดตำแหน่งก็พร้อมลงสมัครส.ส.ทุกรูปแบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้นายบุญจงพยายามหลีกเลี่ยงการตอบคำถามของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการถือหุ้น โดยนายบุญจงเพียงแต่กล่าวว่า “ อย่าไปพูดถึงเรื่องนี้ มันยังไม่จบ ยังไม่รู้จะไปชี้แจงกับกกต.วันไหน ตอนนี้ไม่มีหุ้นแล้ว ขายหมดไปนานแล้ว เป็นของภรรยา ผมมีแต่ตัว ”
"ป๋าเหนาะ"โวยกกต.ผิดด้วยสอบส.ส.ถือหุ้น
ขณะที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า หากกกต.วินิจฉัยว่าการถือหุ้นของส.ส.ผิด กกต.ต้องผิดด้วย เพราะประกาศรับรองตั้งแต่แรก
"ปชป."หนุนกกต.ศาลรธน.พิจารณาส.ส.และส.ว.ถือหุ้นสัมปทาน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวกรณีการเลื่อนเวลาการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต.)ในเรื่องของคุณสมบัติ ของ ส.ส.ที่มีการถือครองหุ้นเอกชนซึ่งเป็นคู่สัมปทานของรัฐ ว่า ทางพรรคยืนยันที่จะให้การสนับสนุนการทำงานขององค์กรอิสระทั้งกกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะวินิฉัยเพื่อวางบรรทัดฐาน เพราะพรรคมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการตีความเจตนารมณ์ของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2 เรื่องคือ
1. การที่ส.ส.หรือส.ว.ถือหุ้นอยู่นั้นจะมีผลต่อเจตนาการที่จะส่งผลต่อการจัดการสัมปทานที่เอกชนเป็นคู่สัญญากับรัฐหรือไม่ เพราะที่มามาจากเรื่องการสัมปทาน 2. การถือครองหุ้นนั้นจะมีผลเหนือการทำงานของสื่อสารมวลชนที่ตนเองถือหุ้นอยู่หรือไม่ รวมถึงเจตนาของการถือหุ้นว่า ถือเพื่อมีเจตนาเพื่อส่งผลต่อธุรกิจที่ตัวเองถือ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทาน หรือเรื่องของสื่อสารมวลชนก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นไปตามกฎหมายและให้ความมั่นใจว่า ในนามของพรรคและส.ส.ทุกคนได้พูดคุยกันมาเบื้องต้นแล้วว่าไม่มีเจตนาในการถือครองหุ้น เพื่อให้สถานะการถือครองขณะที่เป็น ส.ส.ส่งผลต่อราคาและมูลค่าในหุ้นที่ตนเองถือแต่อย่างใด



