ข่าว

หนังสือไม่เคยจบในโลกนักอ่าน'ภัทร'

หนังสือไม่เคยจบในโลกนักอ่าน'ภัทร'

03 เม.ย. 2557

ขอเวลานอก : หนังสือไม่เคยจบ ในโลกนักอ่าน 'ภัทร' สาลีรัฐวิภาค : เรื่อง ณุวภา ฉัตรวรฤทธิ์/ ภาพ กวินพัฒน์ มงคลเรืองหิรัญ

 
                       "1 วันเราก็ต้องอ่านเกิน 7 บรรทัดกันอยู่แล้ว ตัวหนังสือรอบๆ ตัวเรามีความรู้เยอะแยะไปหมด อยู่ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่านได้หรือไม่ ดังนั้นในความคิดของผมถ้าอ่าน 7 บรรทัดแล้วเราเข้าใจในประโยคนั้นๆ หมด ยังดีกว่าอ่าน 100 หน้าแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย"
 
                       ความรู้ที่ดีเป็นพื้นฐานของชีวิตที่มั่นคง ขณะเดียวกันความรู้รอบตัวก็เป็นข้อมูลที่ทำให้เราได้มองโลกและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ แหล่งของความรู้เหล่านี้ถูกรวบรวมอยู่ในหน้า "หนังสือ" ของใกล้ตัวพบที่เห็นได้ทุกที่ หากแต่ต้องเปิดอ่านทำความเข้าใจไม่ใช่มองผ่านทุกตัวอักษรจะให้ประโยชน์ไม่ช้าก็เร็ว เหมือนกับสิ่งที่นักบริหารคนรุ่นใหม่ ภัทร สาลีรัฐวิภาค ผู้ช่วยผู้จัดการ เดอะ เพนนิซูล่า พลาซ่า ลูกชายคนเก่งของ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ยอมรับว่าเป็นคนไม่เคยคล้อยตามข้อเท็จจริงในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเท่าไหร่นัก เมื่อมีคำถามหรือสนใจเรื่องใดๆ เขาก็เปิดหน้ากระดาษหาคำตอบแทนการเปิดหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ซึ่งก็ให้ผลดีในหลายด้านเช่นกัน
 
                       พอขอให้พูดถึงหนังสือ เจ้าตัวก็ขอเวลาเลือกจากชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่ที่ไม่เคยทิ้งสักเล่มตั้งแต่เด็ก จนคัดกองหนังสือเล่มโปรดได้นับสิบ ยกมาชักชวนให้เราอยู่ในโลกของการอ่านหลังประชุมงานเสร็จหมาดๆ ในบรรยากาศร่มรื่นของ อควา บาร์ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ เห็นชัดว่าเกือบทุกเล่มเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่แม้จะเป็นเรื่องเก่าๆ แต่ก็ยังมีเสน่ห์ชวนให้ต้องรับรู้
 
                       "ตอนนี้เล่มที่ผมชอบที่สุดเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นของคุณวินทร์ เลียววาริณ (ศิลปินแห่งชาติ พ.ศ. 2556) ที่เพิ่งมารู้จักไม่นานนัก เพราะเมื่อตอนเด็กผมเรียนอ่านเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว จนถึงช่วงเรียนปริญญาตรี ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์เนชั่นเนล ความสนใจเราก็มีความสนใจเรื่องอื่นๆ มากขึ้นเริ่มหยิบหนังสือภาษาไทยมาอ่าน ส่วนมากสนใจเป็นแนวประวัติศาสตร์ล้วนๆ จนมีคนแนะนำให้เรามาอ่านหนังสือของคุณวินทร์ เรื่องแรกคือ "ปีกแดง" เป็นเรื่องประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ของโลก และอีกเรื่องที่ได้รางวัลซีไรท์ คือ ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เขาจะเขียนเป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยบนเส้นขนาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยของไทยและคอมมิวนิสต์ไทย ผมชอบเรื่องภาษา ข้อมูลต่างๆ ดูหนัก แต่ถูกนำมาเรียบเรียงอ่านแล้วสนุก เข้าใจง่าย ผมว่าเรื่องของประวัติศาสตร์ดีอยู่หนึ่งอย่างคือ สมมุติว่ามีการพูดถึงชื่อคนคนหนึ่งในหนังสือ ถ้าเรื่องราวของเขาน่าสนใจก็เป็นแรงดึงดูดให้เราไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีก ได้หนังสือความรู้เพิ่มมาอีกหนึ่งเล่มและก็จะมีต่อไปอีกหลายๆ เล่ม เป็นความรู้ที่ไม่มีสิ้นสุดเลย" นักบริหารวัย 23 ปี บอกถึงความชอบ
 
                       นอกจากนี้เจ้าตัวยังอวดอีกเล่มโปรดแนวปรัชญา ที่ชื่อว่า มายาคติ (Mythologies) ของ โรล็องด์ บาร์ตส์ ที่มีเพื่อนส่งต่อให้มาเป็นของขวัญ เขาบอกว่าแม้จะเป็นเรื่องราวที่ถูกเขียนมานาน แต่ก็ยังใช้ได้ในปัจจุบัน เช่นตอนที่ผู้เขียนบอกว่า ของเล่นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ให้ความรู้กับเด็กไปในตัว ในสมัยสงครามโลกของเล่นจะเป็นรูปแบบทหารหมดเลย เพื่อให้เด็กซึมซับเรื่องราวของสงคราม หรือภาพถ่ายสมัคร ส.ส. ถ้าคนไหนมองขึ้นไปบนฟ้าแสดงว่าเขามีความคิดที่มองไปข้างหน้า ซึ่งเนื้อหาชักชวนให้มองของที่อยู่ใกล้ตัวทุกคนมีความหมายมากขึ้น หรืออีกหนึ่งนักเขียนโปรดคือ เดล คาร์เนกี้ ที่มักจะเริ่มเรื่องจากคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อนเลยแล้วลากให้มาโยงใยกันได้ อีกเล่มคือ "ยกเครื่องเรื่อง 3 ก๊ก" เป็นเรื่องย่อเรียงเป็นปีๆ ของสามก๊กให้เราอ่านง่ายจบไว ทั้งๆ ที่เจ้าตัวบอกว่าอ่าน 3 ก๊ก ฉบับเต็มจบแล้ว แต่เล่มเล็กๆ นี้ก็ช่วยให้ทบทวนเหตุการณ์ในเรื่องได้ง่ายขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยอ่านเลยก็เข้าใจเนื้อเรื่องได้เหมือนกัน
 
                       "ที่มาอ่านเยอะๆ ก็เพราะคุณพ่อบังคับนะครับ ตอนประมาณ ป.4 ได้ ผมเป็นเด็กซนมากวันๆ แทบไม่เรียนหนังสือ ไม่ตั้งใจเรียนเลย แต่ชอบอ่านหนังสือการ์ตูนที่สุด คุณพ่อคงเห็นว่าเราก็มีพื้นฐานการอ่านอยู่แล้ว ควรมาเสริมให้เราอ่านอะไรที่หลากหลายมากขึ้นดีกว่ามานั่งดุด่า วันหนึ่งท่านเลยบอกให้เราอ่านหนังสือที่ท่านหามาให้ อาทิตย์ละ 1 เล่ม แล้วมาสรุปให้ฟัง เปลี่ยนจากการ์ตูนที่เราอ่านทุกวันเป็นนิตยสารบ้าง แต่เราก็ยังไม่ชอบจนมา ได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เท่านั้นแหละติดใจเลยครับ เพลินดี คงด้วยความคิดเด็กผู้ชายที่อยากเป็นอัศวินเป็นผู้พิทักษ์จังเลย พอมาอ่านจากเรื่องจริงเห็นว่าพวกเขามีตัวตนจริงๆ ก็สนใจมากขึ้นอ่านมาต่อเนื่องมากขึ้น กลายเป็นติดไปเลยจากเด็กๆ จะดูโทรทัศน์บ้างเป็นเวลา แต่ช่วงที่ติดหนังสือจำได้ว่าไม่เตะโทรทัศน์เลยอ่านอย่างเดียว จนทุกวันนี้ข่าวสารบ้านเมืองผมก็ชอบใช้วิธีอ่านมากกว่า ดูในโทรทัศน์ จะมีรายการแข่งขันถ่ายทอดสดกีฬาที่เปิดดูประจำบ้าง ส่วนรายการสารคดีประวัติศาสตร์ก็ชอบอ่านมากกว่าดู เพราะระยะเวลาออกอากาศ 40-60 นาที ผมว่ายังไม่ได้ความรู้ที่มากพอเราหาอ่านเองดีกว่า" หนุ่มภัทรเล่าถึงจุดเปลี่ยนให้รักการอ่าน
 
                       ด้วยความที่ถูกปลูกฝังให้รักการอ่านทั้งบ้านมสมาชิกทุกคนจึงมีชั้นวางหนังสือส่วนตัวในห้องสมุดของบ้าน อาทิ หนังสือสอนทำอาหารของพี่สาว แม็กกาซีนรถยนต์ของคุณพ่อ หนังสือธรรมะของคุณแม่ (สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค) แล้วก็แนวปรัชญา การเมือง ประวัติศาสตร์และการ์ตูนตั้งแต่สมัยเด็กๆ และที่ยังไม่ได้อ่านอีกมากของหนุ่มภัทร ถูกวางในชั้นหนังสือใหญ่ 4 ชั้น เมื่อถึงวันว่างเจ้าตัวก็ทิ้งตัวบนเบาะนุ่มๆ พร้อมกองหนังสือโปรดข้างตัวพร้อมรับข้อมูลใหม่ๆ จากหน้ากระดาษได้ทั้งวัน
 
                       "เป้าหมายในชีวิตของผมคือการเป็นนักการเมือง แต่ตัวเองก็ไม่ได้สนใจศึกษาและอ่านแต่เรื่องการเมืองการปกครองอย่างเดียว ผมว่าเราต้องอ่านหนังสือเพื่อความรู้รอบตัวเรามากกว่า เพราะสมัยนี้คนเรารู้แค่ด้านเดียวน่าเบื่อนะ อย่างเราเก่งเลขแต่ไปคุยเรื่องอื่นไม่รู้เรื่องเลยก็ไม่ได้ ความรู้รอบตัวมีประโยชน์กับเราหลายเรื่อง และความจริงเราจะอ่านหนังสือน้อยหรือมากไม่สำคัญเท่าเราเข้าใจเนื้อหาหรือเปล่า ผมว่ายังไงๆ 1 วันเราก็ต้องอ่านเกิน 7 บรรทัดกันอยู่แล้วครับ  ตัวหนังสือรอบๆ ตัวเรามีความรู้เยอะแยะไปหมด อยู่ที่จะทำความเข้าใจกับสิ่งที่อ่านได้หรือไม่ บางคนอ่านแล้วไม่เข้าใจก็เลิกอ่านไม่ทำความเข้าใจต่อแล้ว ดังนั้นในความคิดของผมถ้าอ่าน 7 บรรทัดแล้วเราเข้าใจในประโยคนั้นๆ หมด ยังดีกว่าอ่าน 100 หน้าแต่ไม่เข้าใจอะไรเลย ผมมีเทคนิคว่าเวลาจะอ่านหนังสืออย่าเห็นว่าเป็นตำราเรียนเพราะคำว่า "ตำราเรียน" ทำให้เรารู้สึกว่าต้องจำ เชื่อเถอะถ้ารู้สึกแบบนี้ให้อยากจำได้เท่าไหร่ก็จำไม่ได้เพราะก็เหมือนท่องตัวหนังสือสักแต่อ่านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเราอ่านเพราะ "อยากรู้" จะจำได้มากกว่าครับ ลองเปิดใจอ่านเพราะอยากรู้ดูก่อน อาจมีสักเนื้อหาหนึ่งที่ทำให้คุณอยากรู้ อยากศึกษาต่อแน่ๆ" นักอ่านรุ่นใหม่บอกประโยชน์ของโลกการอ่านทิ้งท้าย