ข่าว

ผบ.ทอ.'หวังบ้านเมืองสงบก่อนเกษียณ'

ผบ.ทอ.'หวังบ้านเมืองสงบก่อนเกษียณ'

02 เม.ย. 2557

พล.อ.อ.ประจิน จั่นตองผบ.ทอ. 'หวังบ้านเมืองสงบก่อนเกษียณ'

            พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่ เทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น ถึงบทบาทของกองทัพท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง และภารกิจของกองทัพอากาศในการรักษาความสงบเรียบร้อย และปกป้องอธิปไตยของประเทศ

            เทพชัย - อีก 5-6 เดือน ท่านจะเกษียณอายุราชการ ท่านรู้สึกอย่างไรที่จะต้องเกษียณในภาวะบ้านเมืองที่ยังไม่สงบ และท่านเป็นหนึ่งในผบ.เหล่าทัพ ที่มีบทบาทในการช่วยหาทางออกในภาวะตีบตันทางการเมือง เมื่อท่านจะเกษียณแล้ว แต่บ้านเมืองยังเป็นอย่างนี้อยู่รู้สึกอย่างไร

            พล.อ.อ.ประจิน - ต้องเรียนเป็น 2 นัย นัยแรก คือ เราได้ทำหน้าที่ครบสมบูรณ์ในวาระ 60 ปีที่ได้รับราชการมา ตั้งแต่ปี 2520 จนถึงปัจจุบัน 2557 ได้ทำหน้าที่เต็มขีดความสามารถและมั่นใจว่าบรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ทุกประการ และมีความสุขที่ได้ทำผลงานตรงนี้ทิ้งเอาไว้ และนัยที่สองคือสถานการณ์การเมืองไม่สงบเรียบร้อยอย่างที่เห็นทุกวันนี้ มีหลายท่านพูดว่าทางกองทัพน่าจะคำนึงถึงห้วงเวลาที่ใกล้จะเกษียณเลยไม่ค่อยแสดงบทบาทอะไรมากนัก ซึ่งเกษียณหรือไม่เกษียณไม่เกี่ยวข้อง เพราะ ผบ.เหล่าทัพทุกคนปรารถนาที่จะให้ประเทศชาติเกิดความสงบเรียบร้อยพัฒนาก้าวหน้าต่อไป ห้วงเวลาเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะเกษียณ แต่เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้เราก็เป็นห่วง ถ้าปล่อยให้คาราคาซังไปผลกระทบก็จะเกิดขึ้นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม ซึ่งถือว่าสำคัญมาก เพราะจะเกิดผลกระทบยาว ดังนั้น จะต้องให้เหตุการณ์จบสิ้นก่อนที่ ผบ.เหล่าทัพจะเกษียณ ถ้าเป็นไปได้

            เทพชัย - มันน่าสนใจที่ผู้นำเหล่าทัพจะเกษียณพร้อมกันหมด ซึ่งมีคนมองว่าจะเป็นช่องว่างอะไรบ้างอย่าง เพราะที่ผ่านมา ผบ.เหล่าทัพ พยายามมาตลอดที่จะเป็นคนกลางในการเอาคู่ขัดแย้งมานั่งพูดจากัน การเกษียณพร้อมกันจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่

            พล.อ.อ.ประจิน - เป็นทั้งสองด้าน คือข้อห่วงใยในเรื่องความต่อเนื่อง ผบ.สูงสุด ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร. จะเกษียณพร้อมกัน ความไม่ต่อเนื่องนั้นจะต้องมีปัญหาในเรื่องความไม่เข้าใจ เรื่องการสร้างมาตรการต่างๆ ขึ้นมาใหม่เพิ่มเติม ตรงนี้จะทำให้ทุกคนกังวลว่าการถ่ายทอดส่งต่อไปผู้นำคนใหม่ครบถ้วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใดทั้งในแง่ของบทบาทภารกิจที่ได้รับมอบทางทหาร กับบทบาทที่เราควรจะดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนอีกโอกาสหนึ่งอาจจะเป็นโอกาสดีที่คนใหม่ขึ้นมานั้น อาจจะมีแนวคิดแนวทางใหม่ๆ และจะได้เปิดช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดการเจรจาหรือการพบกันในมิติใหม่ที่ดีขึ้น ผมเชื่อว่าเป็นได้ทั้งสองอย่าง คือ มีความกังวลของ ผบ.เหล่าทัพที่เกษียณ แต่ก็โอกาสที่ ผบ.เหล่าทัพท่านใหม่จะได้มีช่องทางใหม่ๆ และเริ่มดำเนินการไปสู่เวที

            เทพชัย - ในส่วนของกองทัพอากาศ ใครก็ตามที่จะขึ้นมาทำหน้าที่แทนท่านในฐานะผบ.ทอ. ได้เข้าใจบทบาทที่ท่านทำอยู่ในขณะนี้หรือไม่ในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

            พล.อ.อ.ประจิน - อยากเรียนว่าทุกครั้งที่ได้มีการประชุมในระดับต่างๆ ของกองทัพอากาศ ก็พยายามสื่อสารกับผู้ที่เข้าร่วม ซึ่งประกอบด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่และหน่วยขึ้นตรงทั้งหมดให้ทราบว่าตัวของผบ.ทอ.ในเรื่องบทบาท และมีแนวคิดอย่างไร และทุกครั้งจะมีคณะกรรมการด้านการข่าว หรือไอโอ ได้สรุปข้อมูลสำเนาแจกจ่ายสำเนารอง ผบ.ทอ. เสนาธิการทหาร และระดับรองๆ ให้ได้รับทราบความต่อเนื่อง ดังนั้นเชื่อว่าทุกคนเข้าใจบทบาทของตนได้ดีพอสมควร

            เทพชัย - ท่านคงสบายใจและมั่นใจได้ว่า คนที่เป็นรองท่านที่จะมาทำหน้าที่ท่านคงจะเดินไปในแนวทางที่ไม่แตกต่างกันมาก

            พล.อ.อ.ประจิน - ครับ ผมมั่นใจ ทุกคนเข้าใจแนวทางได้ คือการพัฒนาประเทศเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยนั้น ขึ้นอยู่กับบริบทเพราะว่ามันตามที่ได้ทำไว้ทุกประการ ต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และเครื่องมือ ผมมั่นใจว่า ระดับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หรือทั่วไปนั้นเข้าใจสถานการณ์ และจะเดินหน้าต่อไปเพื่อเป็นประโยชน์

            เทพชัย - ถ้ามองย้อนกลับไปหลายเดือนที่แล้ว ผบ.เหล่าทัพ พยายามที่จะช่วยหาทางออกเอาคู่ขัดแย้งมานั่งคุยกัน ตอนนั้นมองดูสถานการณ์แล้ว มันใกล้ที่จะมีข้อตกลงอะไรบางอย่างที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่

            พล.อ.อ.ประจิน - ผมจำได้ว่าเกิด เหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 และในวันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2556 ได้ติดตามสถานการณ์ และพบว่ามีผู้เสียชีวิต จึงได้คุยกันในระดับ ผบ.เหล่าทัพ และได้สื่อสารไปว่าทำอย่างไรที่จะให้ทั้งสองฝ่ายมาคุยกันเพื่อยุติปัญหา ซึ่งปรารถนาที่จะให้เหตุการณ์สงบโดยเร็วในทันที เพราะเห็นว่าน่าจะคุยกันได้

            เทพชัย - สถานการณ์ความรุนแรงครั้งนั้นทำให้ผบ.เหล่าทัพ มีความรู้สึกที่จะหาทางยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

            พล.อ.อ.ประจิน - สถานการณ์ตอนนั้นเชื่อว่าเป็นการเริ่มต้น และพร้อมที่จะเผชิญหน้าความสูญเสีย จึงควรจะยุติสถานการณ์นั้นได้ ขณะนั้นเรายังคุยกับทุกฝ่ายได้ ทุกฝ่ายยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นก็น่าจะถือโอกาสเชิญมาคุยเพื่อยุติปัญหา

            เทพชัย - การพูดคุยกันในครั้งนั้นข่าวเหมือนใกล้จะมีข้อตกลงอะไรบางอย่างที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ มีการสื่อสารกันอย่างไรบ้างของทั้งสองฝ่าย ที่มี ผบ.เหล่าทัพ เป็นคนกลาง

            พล.อ.อ.ประจิน - ข้อเท็จจริงขณะนั้นมี ผบ.เหล่าทัพ 3 ท่าน คือ ผบ.ทบ. ผบ.ทร. และผบ.ทอ. มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายกฯ เป็นคู่เจรจา โดยพวก ผบ.เหล่าทัพ จะนั่งรับฟัง และคอยเสริมในบางส่วน ซึ่งคุณสุเทพได้เรียนให้ทราบว่าท่านคงไม่ได้มาเจรจาประเด็นหลัก แต่ต้องการมาแสดงประเด็นให้ทราบ ส่วนนายกฯ บอกว่า ทำอย่างไรถึงจะให้การดำเนินการยุติเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง และถ้าหากถอยไปคนละก้าวไปอยู่ภายใต้กฎหมายรองรับอย่างไร ก็จะได้แค่นี้ยังไม่ได้ถึงขั้นข้อยุติ

            เทพชัย - บทบาทของ ผบ.เหล่าทัพ ในเวทีนั้น นอกจากนั่งฟังแล้ว พยายามที่จะเสริมอะไรบางส่วน ผบ.เหล่าทัพได้มีการเสนออะไรบ้าง

            พล.อ.อ.ประจิน - กรณีข้อสงสัยหากว่าจะต้องมีการเสียสละบางอย่าง การไม่ปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯ ในขั้นตอนที่ถูกต้องกับกฎหมายรองรับจะเป็นอย่างไร ก็มีการซักถาม แต่ก็ไม่ได้ข้อที่ชัดเจน หรือก้าวต่อไปที่จะเกิดขึ้นได้ ก็เป็นแนวคิดของท่านสุเทพ ซึ่งเรายังต้องการคำตอบเพิ่มเติมให้แก่นายกฯ ก็ซักถาม แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นสุดท้าย

            เทพชัย - หลังจากเวทีวันนั้นแล้ว มีการประเมินสถานการณ์แล้วเห็นความหวังว่าจะคุยกันได้ หรือน่าจะมีทางออกร่วมกัน หรือฟังแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังยืนยันในจุดยืนของตัวเอง

            พล.อ.อ.ประจิน - ผมมีความเชื่อเสมอว่า ความขัดแย้งจะเกิดขึ้น ถ้าหากว่าไม่มีการเจรจา และจะมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความขัดแย้งในกรณีที่เป็นลักษณะของผู้มีอำนาจ เครื่องไม้เครื่องมือในการต่อสู้กัน ถ้าไม่เจรจาก็จะต้องใช้อาวุธ เพื่อที่จะเอาชนะ และคอยให้มีผู้ที่พ่ายแพ้ ถ้าเราไม่ต้องการใช้อาวุธหรือการเกิดความสูญเสีย เราจะต้องเจรจา ก็มีความหวังว่าในที่สุดแล้ว ก็จะมีตัวแทน หรือทั้งสองฝ่ายตกลงเจรจากัน

            เทพชัย - หมายความว่า ผบ.เหล่าทัพ ประเมินตอนนั้นเป็นห่วงใช่หรือไม่ว่า จะมีความรุนแรง การใช้อาวุธต่อกันและกัน

            พล.อ.อ.ประจิน - เราได้เผชิญเหตุมาตั้งแต่ปี 2552 และ 2553 ซึ่งรุนแรงมาก และเราก็เห็นตัวเลขผู้ที่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ถึงเอาปัญหาในการที่จะคลี่คลายคดีเยียวยาผู้สูญเสีย เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก เราต้องการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดมากกว่าที่จะเกิดแล้วมาแก้ทีหลัง

            เทพชัย - สัปดาห์ที่แล้วท่านบอกกับสื่อมวลชนว่ามีความจำเป็นที่จะพูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพอีกครั้งในเรื่องพวกนี้ มันจะเกิดขึ้นหรือไม่

            พล.อ.อ.ประจิน - ผมคิดเองว่าในบทบาทของกองทัพ จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน จากการเฝ้าสังเกตการทำงานของแต่ละท่าน ทุกท่านเห็นตรงกันว่ากองทัพนั้นจะต้องพูดคุยกันก่อนที่จะมีมติในการดำเนินการใดๆ และใกล้เวลาที่เหมาะสมแล้วอีกครั้งหนึ่งที่ ผบ.เหล่าทัพจะต้องพูดคุยกัน จึงเรียนความเชื่อมั่นว่าภายในเดือนนี้ ผบ.เหล่าทัพ น่าจะมีการนั่งคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์และแนวคิด

            เทพชัย - โดยส่วนตัวคิดว่า ผบ.เหล่าทัพ จะช่วยทำอะไรในการหาทางออก หรืออะไรที่ยังไม่ได้ทำแล้วจะต้องรีบทำ

            พล.อ.อ.ประจิน - ความจริงจะต้องถามทางภาคประชาชน ภาคสังคมที่มองกองทัพว่าอยากให้กองทัพทำอะไร เพราะสิ่งที่เราทำเราอาศัยตามบทบาทที่ได้รับมอบในภารกิจความมั่นคง และมีกฎหมายบังคับอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม กฎหมายในส่วนของเหล่าทัพ ก็มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าเราจะต้องทำอะไรบ้าง ก็จะทำให้เต็มที่โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันให้เหตุการณ์กลับไปสู่ภาวะปกติเช่นเดิม

            เทพชัย - ท่านเองประเมินความรู้สึกของประชาชนต่อภาพลักษณ์ของกองทัพอย่างไร เพราะบางส่วนก็บอกว่ากองทัพทำถูกแล้วที่วางตัวเป็นกลาง บางส่วนก็บอกว่ากองทัพเลือกข้างแล้วไม่ยอมทำอะไรกับกลุ่มผู้ชุมนุมเลย หรือบางฝ่ายก็บอกว่าทำไมไม่ทำการปฏิวัติไปเลยจะได้จบๆ เสียที ท่านมองสายตาของประชาชนที่สะท้อนกลับมายังกองทัพคิดว่าภาพลักษณ์ของกองทัพเป็นอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของกองทัพอากาศ

            พล.อ.อ.ประจิน - อย่างที่ทราบ ประชาชนส่วนหนึ่งอยากจะให้กองทัพแสดงบทบาทในเรื่องของการใช้เพาเวอร์ที่มีอยู่ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพาเวอร์ทางตรง หรือทางอ้อม หรือประเด็นหนึ่งคือประชาชนอยากจะให้กองทัพอยู่เฉยๆ ในเรื่องของการเมือง ไม่ให้ทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยว ฉะนั้นเราจะต้องดูบริบทในปัจจุบันกับอนาคตอันใกล้จะไปในทิศทางใด กองทัพนั้นมีความรับผิดชอบแน่นอนในการรักษาประเทศชาติ รักษาความมั่นคง รักษาผลประโยชน์ของชาติให้คงอยู่ ฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่เราจะทำให้เป้าหมายในการรักษาชาติ รักษาสถาบันหลัก ในลักษณะทั้งป้องกัน และที่จะดำเนินการต่อเนื่องให้ผลสัมฤทธิ์ที่ตั้งใจไว้

            เทพชัย - จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนถามเสมือนว่าโอกาสที่จะปฏิวัติมีหรือเปล่า อย่าง ผบ.ทบ.ก็เคยตอบคำถามในเรื่องนี้ แต่ ผบ.ทบ.ก็ไม่ได้ปฏิเสธโอกาสของความเป็นไปได้ที่จะมีการปฏิวัติ ท่านได้ประเมินคำพูดของ ผบ.ทบ.ในเรื่องนี้อย่างไร

            พล.อ.อ.ประจิน - อยากจะให้ข้อมูลเป็นสองสามด้าน ด้านหนึ่งผมมั่นใจว่า ผบ.เหล่าทัพทุกท่าน ไม่มีเจตนาที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในห้วงใดๆ ก็ตาม เนื่องจากเข้าใจว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ระบอบประชาธิปไตยเราเข้าใจดี ด้านที่สองเราเห็นบทเรียนมาแล้วว่าการปฏิวัติแต่ละครั้งไม่ใช่สูตรสำเร็จรูปที่ให้ประเทศชาติกลับขึ้นมาและได้ความมั่นคงหรือระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์รวดเร็ว ก็มีอุปสรรคหลายประการตามมา

            เราไม่อยากให้ปฏิวัติเกิดการซ้ำรอย และไม่อยากให้คนในประเทศ หรือต่างชาติ ก็ตาม มองเราอย่างดูแคลนว่าเป็นประเทศที่ไม่เข้าใจบริบทของประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน ถ้ามองว่าทำไมเราถึงทำอะไรไม่ชัดเจน จะพูดก็ไม่ หรือจะก็ไม่ชัดเจน อยากเรียนว่าเจตนาไม่มี ผมมั่นใจตรงนั้น เพียงแต่ว่าเราไม่รู้อนาคต เราไม่รู้ว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดีตามที่เราปรารถนาหรือไม่ ถ้าทุกอย่างมองในโลกแห่งความสวยงามผมมั่นใจว่าทุกคนจะตอบว่าไม่มีทางที่เราจะปฏิวัติ แต่ทหารให้มองในโลกในแง่ร้ายก็จะต้องเตรียมเผื่ออะไรบางส่วนไว้หากเกิดเหตุการณ์ไม่ดีแล้วจะทำอย่างไร เราก็เลือกไว้หลายทาง หากกระทบความมั่นคง

            เทพชัย - เป็นแนวความคิดที่ตรงกันของผู้นำเหล่าทัพทั้งหมดเลยหรือไม่ในสถานการณ์ปัจจุบันแบบนี้

            พล.อ.อ.ประจิน - เป็นไปในทิศทางเดียวกันแน่นอน

            เทพชัย - มีการพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน

            พล.อ.อ.ประจิน - มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

            เทพชัย - ก่อนที่จะเกษียณท่านคิดว่าบ้านเมืองจะสงบ หรืออย่างน้อยเห็นทางออกบ้างหรือไม่

            พล.อ.อ.ประจิน - ในกลางเดือนที่ผ่านมา ได้เรียนว่าผู้ที่มีอำนาจในฐานะผู้นำของกลุ่มที่มีความขัดแย้งน่าจะมองภาพและเข้าใจว่าขณะนี้สถานการณ์ได้เกิดผลกระทบในทุกๆ ด้าน ทั้งจากคนแต่ละคน ครอบครัว และสังคม ประเทศชาติ ทั้งการเมืองเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน เหตุการณ์ต่างๆ ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนจึงตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราควรจะยุติและหาทางออกให้ฟื้นตัวกลับมาได้ ผมหวังว่าในช่วงสงกรานต์เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ทุกฝ่ายจะหันหน้ามาพูดคุยกัน และได้ทางออกที่ดี

            เทพชัย - แต่คนที่มองในแง่ร้ายบอกเดือนเมษายนเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดทางด้านการเมือง

            พล.อ.อ.ประจิน - เป็นไปได้ ถ้ามองในแง่ร้าย คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทางตุลาการ ทางด้านองค์กรอิสระ จะมีอะไรขึ้นมา และมีการแสดงในแต่ละบทบาทของแต่ละฝ่ายมากขึ้น ประกอบกับอากาศร้อนอาจทำให้อารมณ์ของคนในประเทศประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้อุณหภูมิสูง

            เทพชัย - สัปดาห์ที่แล้ว ผบ.ทบ.ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเสียสละ แต่ความหมายของคำว่าเสียสละ เวลา ผบ.เหล่าทัพคุยกันความหมายมันคืออะไรในการปฏิบัติ

            พล.อ.อ.ประจิน - ยกตัวอย่าง สมมุติว่าผมต้องการที่จะให้คนคนหนึ่งขึ้นมาเป็น และทำหน้าที่ และสองสามคนขึ้นมารับตำแหน่งในช่วงต่อ และอีกคนก็อยากจะให้กลุ่มนี้ขึ้นมาแก้ไข แต่ก็จะต้องดูประโยชน์ที่ได้รับคืออะไร ถ้าหากว่าฝ่ายนี้มีคนดีดีกว่า และฝ่ายนี้สามารถที่จะดูแลกองทัพได้ดีกว่า เราต้องยอมให้คนนี้ขึ้นมา เราต้องเลือกคนที่เหมาะสมมาทำงานแทน จะมาฝืนเพื่อที่จะอ้างเหตุมันก็ไม่เหมาะสม อะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สิ่งเรายึดติดอยู่จะต้องยอมเสียสละ และต้องยอมให้แต่ละฝ่ายมาร่วมกันทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมให้มากที่สุด

            เทพชัย - ท่านมองเห็นบทบาทของกองทัพในการทำให้การเสียสละให้เกิดขึ้นได้อย่างไร

            พล.อ.อ.ประจิน - ในส่วนของกองทัพจะต้องแสดงความเป็นกลางให้มากที่สุด ว่าเราทำตามหน้าที่กฎหมายและพร้อมสนับสนุนสิ่งใดก็ตามในเรื่องของการสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ที่เรียนให้ทราบว่าถ้าฝ่ายที่ขัดแย้งไม่เสียสละไม่ลดทิฐิลงไป และได้นำข้อดีข้อเสียที่เป็นเหตุร่วมนำมาใช้เป็นแนวทางเดินต่อไป ก็จะทำให้สิ่งที่ทหารและประชาชนมองในภาพเดียวกัน