
"สดศรี"จวกส.ส.ถือหุ้นไม่เข้าชี้แจงกกต.
"สดศรี" จวกส.ส.ถือหุ้นไม่ให้ความร่วมมือ ขู่เปิดชื่อถ้าไม่ชี้แจง ท้ากลับสุนัยขอหลักฐานกล่าวหา กกต.ไม่ให้ชี้แจง ยันทำตามหน้าที่ไม่คิดแก้แค้นใครด้านประธานกกต.วอนหากมาเองไม่ได้ให้ส่งเป็นหนังสือ
(24มิ.ย.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการพิจารณาสมาชิกภาพของส.ส.ที่ถือหุ้นสัมปทานรัฐซึ่งกกต.เลื่อนการวินิจฉัยออกไปว่า การที่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากยังมีบางบริษัทและส.ส.อีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้มาให้ปากคำกับกกต. ตามที่คณะอนุกรรมการสอบสวนได้เชิญไปแต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือ
ดังนั้นจึงอยากขอความร่วมมือกับผู้ที่ยังไม่ให้ปากคำให้มาใน 15 วัน ตามที่ กกต. ได้ขยายเวลาออกไป หากไม่มา กกต. ก็จะใช้สิทธิประกาศรายชื่อบริษัทและรายชื่อส.ส. ที่ไม่ให้ความร่วมมือ เพราะเราอยากพิจารณาด้วยหลักฐานที่ครบถ้วนและมีความชัดเจนไม่อยากให้ใครมาว่ากกต.พิจารณาโดยไม่มีหลักฐานครบถ้วนและจะมาโวยวายว่ากกต.ไม่ทำตามหลักเกณฑ์ไม่สอบปากคำ ทั้งนี้กกต.จะเร่งคณะอนุกรรมการฯให้ทำงานโดยเร็วที่สุด และเราจะทำอย่างรอบคอบไม่ทำตามกระแส
ส่วนกรณีที่นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ระบุว่าเพิ่งได้รับหนังสือเรียกไปชี้แจง และมี ส.ส. บางคนระบุว่าได้ขอเข้ามาชี้แจงแต่เจ้าหน้าที่ กกต.ไม่อนุญาตและไล่กลับนั้น ตนคิดว่าไม่เป็นความจริง ท่านพูดอย่างนี้เจ้าหน้าที่เราเสียหายจะพูดอะไรก็เอาหลักฐานมา กกต. จะเป็นผู้พิจารณาว่ามีการทำเช่นนั้นหรือไม่ และจะดำเนินการหากเป็นความจริง เพราะการกระทำเช่นนั้นจะทำให้ กกต. เกิดความเสียหาย แต่หากไม่จริงก็อย่าพูด
อย่างไรก็ตามหากเป็นไปได้อยากขอความร่วมมือกับผู้ที่ยังไม่เข้ามาให้ปากคำให้ความร่วมมือในการชี้แจง เพราะส.ส.เองก็เป็นองค์กรหนึ่งในระบอบประชาธิปไตย เมื่อเราขอความรวมมือไปก็น่าที่จะให้ เพราะ กกต.มีหน้าที่ตรวจสอบตามที่มีผู้ร้องเข้ามา และยืนยันว่า ไม่ได้จ้องจับผิดใคร
ส่วนที่มีผู้ระบุว่าส.ส. ส.ว. บางคนถือหุ้นเพียงเล็กน้อยและไม่มีอำนาจบริหารเหตุใด กกต.ไม่ปล่อยไปนั้น ทั้งนี้ ก็เนื่องจากเรื่องนี้มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับปี 2540 และการที่พิจารณาครั้งนี้เราก็ไม่ได้ต้องการให้เกิดสุญญากาศ แต่ต้องทำตามหน้าที่ ซึ่งต้องตีความต่อในศาลรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ถือหุ้นไว้ผิดหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุใดจึงไม่พิจารณา ส.ส. ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนทั้งๆที่มีเรื่องร้องเข้ามาก่อนหน้าส่วนของพรรคเพื่อไทย นางสดศรีกล่าวว่า เรื่องนี้ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ คนละชุดแต่ทราบว่า กรณีของ ส.ส. ของพรรคประชาธิปัตย์ก็พิจารณาเสร็จแล้วและอยู่ในขั้นตอนการทำสรุปก่อนเสนอให้ กกต. พิจารณาเท่านั้น หากเรื่องเข้ามาก็ต้องดูว่าการพิจาณาของอนุกรรมการฯ เหมือนกับที่ผ่านมาหรือไม่ การพิจารณาของ กกต.ก็เหมือนศาล ต้องดูเอกสารหลักฐานต่างๆ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า คณะอนุกรรมการฯชุดที่พิจารณากรณีของ ส.ว. ทำได้ละเอียดมาก เราก็ไม่อยากตำหนิ อนุกรรมการฯชุดอื่นว่าน่าจะใช้มาตรฐานเดียวกั o
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะอนุกรรมการที่ทำงานยังไม่เสร็จเนื่องจากทางฝ่ายการเมืองได้ร้องขอให้ทำเรื่องช้าๆเพราะอาจจะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองใช่หรือไม่ นางสดศรีกล่าวว่าเราไม่อยากคิดแง่ร้ายว่าจะมีการประวิงเวลาหรือดึงเรื่อง เราไม่อยากให้ใครมาบอกว่า กกต. ใช้เกียร์ว่างเพราะเรามีหน้าที่ในการตรวจสอบเมื่อร้องเข้ามาก็ต้องดำเนินการ ประกอบกับ กกต. ไม่ได้รับความร่วมมือ ทำให้การพิจารณาต้องล่าช้าออกไป
“เราไม่เคยมีความขัดแย้งกับใครเลยและเราก็ไม่เคยคิดจะเอาคืนด้วย การที่มีคนกล่าวหาว่า กกต.เป็นโมฆะ แล้วเราจะมาเอาคืนก็ไม่ใช่ ถ้าจะเอาคืนต้องเอาทั้งสภาและความจริงแล้ว กกต. ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับสภามีแต่คณะกรรมการสมานฉันท์ท กล่าวหาว่า กกต.เป็นโมฆะ ก็น่าจะไปยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญให้มีการตีความว่า กกต. โมฆะจริงหรือไม่ ” นางสดศรีกล่าว
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ที่ต้องขยายเวลาออกไปเพราะการพิจารณาาวานนี้ยังขาดข้อมูลและข้อเท็จจริง โดยเฉพาะข้อมูลของบริษัทต่างๆที่ขาดกว่า 70 บริษัท จึงไม่ด่วนพิจารณา กกต. ต้องการมาตรฐานแนวเดียวกับ ส.ว. และเกิดความเท่าเทียมกัน ทั้งนี้เมื่อครบ 15 วันจะขยายเวลาอีกหรือไม่คงต้องพิจารณาอีกครั้ง เบื้องต้นอยากให้ ส.ส. และผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และหากไม่สะดวกมาด้วยตนเองก็ส่งเอกสารแทนได้ พร้อมกันนี้ได้ปฏิเสธ ว่าไม่ได้มีการดึงเรื่องการพิจาณา คำร้องของพรรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างใด



