ข่าว

'ผบ.ทบ.'ขอศึกษาข้อกม.ใช้'กฎอัยการศึก'

'ผบ.ทบ.'ขอศึกษาข้อกม.ใช้'กฎอัยการศึก'

01 เม.ย. 2557

'ผบ.ทบ.' ขอศึกษาข้อกม.ใช้ 'กฎอัยการศึก' รับมือชุมนุมนปช.-กปปส. หวัง 5 เม.ย.ไม่เกิดจลาจล ส่งทหารป้องเหตุร้ายครบวงจร

 
                      1 เม.ย.57 ที่กรมพลาธิการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะนัดหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพเพื่อหาทางออกให้บ้านเมืองว่า เห็นแต่ข่าว แต่ยังไม่มีการแจ้งมาอย่างเป็นทางการ แต่ตามปกติคุยกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องประชุมกันบ่อย แต่หากเห็นว่ามีความจำเป็นจึงนัดประชุมกัน เพราะทุกเหล่าทัพมีแนวทางการปฏิบัติอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีอยู่ แต่ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้มีการปรึกษา เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ต้องปรึกษาใคร ท่านสามารถสั่งการตนได้ ในเรื่องงานในหน้าที่
 
                      ส่วนจะมีการหารือเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์การชุมนุมในวันที่ 5 เม.ย.หรือไม่นั้น คิดว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เป็นการชุมนุมของทุกพวกทุกฝ่ายตามปกติเหมือนตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน้าที่ของทหารคงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขความขัดแย้ง หรือการชุมนุมฝ่ายต่างๆ เพราะหน้าที่ของเราคือการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไม่ให้เกิดอันตราย บาดเจ็บหรือสูญเสีย
 
                      “เรามีการพูดคุย และหารือกันตลอดผ่านทุกกลไก ทั้งการประชุมประชาคมข่าวกรอง การประชุมของสำนักนโยบาย และแผน การประชุมทุกหน่วยงานของกองทัพ จากแนวทางที่เราได้คุยกันแล้วจึงได้พยายามกำหนดบทบาทให้ชัดเจนขึ้น โดยเน้นหนักเรื่องการดูแลพื้นที่โดยรวม ทั้งพื้นที่จุดตรวจ พื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่ปฐมพยาบาล ที่ผ่านมายังไม่มีปัญหาอะไร แต่อาจจะไม่เข้าใจอยู่บ้าง สิ่งที่ได้เสนอศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) คือ การที่เรามีกำลังพลไปอยู่จำนวนมากในหลายจุดเพื่อป้องกันเหตุในทุกสถานที่ เป็นการป้องกันอย่างครบวงจร ควบคุมดูแล ถนน เส้นทาง การเคลื่อนที่และกลุ่มเป้าหมาย เพราะประชาชนไม่ได้มีแค่ผู้ชุมนุมแต่มีประชาชนที่มีภูมิลำเนา และสัญจรไปมาอยู่บริเวณนั้น อย่าไปมองว่าเราไปวางกำลังให้กลุ่มไหน จะเห็นได้ว่าเราวางกำลังให้ทั้งสองพวก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
                      เมื่อถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจพบระเบิดจำนวนมากในพื้นที่เขตมีนบุรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้หารือกับหน่วยข่าวและประชุมร่วมกับ ศอ.รส. ทราบว่า มีความเกี่ยวโยงกับประเด็นใดบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามหาทางสืบหาต่อไป กองทัพได้นำข้อมูลของเราไปเสนอ คิดว่าน่าจะเชื่อมโยงกับคดีแรกๆ ที่ตำรวจมีการจับกุมผู้ต้องหารวม 4 คนในพื้นที่เขตบางนาเมื่อช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมาด้วย ส่วนเรื่องอื่นไม่ขอพูดเพราะจะมีผลทางคดี
 
                      สำหรับกรณีที่มีการมองว่า ยังมีการตรวจพบพบการนำระเบิด และอาวุธเข้ามาก่อเหตุอย่างต่อเนื่องนั้น มองว่าต่อให้มีกฎหมายร้อยฉบับก็ป้องกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะตราบใดคนเหล่านี้ไม่ปรากฏตัวชัดเจน แต่ปลอมปนกับประชาชนที่ร่วมชุมนุม ดังนั้นเจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับทุกฝ่าย ในการตรวจค้น จับกุม
 
                      ทั้งนี้ได้พูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีแล้ว ท่านยืนยันว่าจะกระทำทุกอย่างด้วยความเป็นธรรม ตนย้ำว่าเราทำกับทุกฝ่าย หากพวกไหนพกอาวุธก็ต้องจับกุม ไม่มีพวกเดียวกันแล้วปล่อย และเราจะไม่เป็นพวกกับผู้ที่พกอาวุธมาทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ คนพวกนี้ถือว่าอันตราย ส่วนแนวโน้มการประกาศกฎอัยการศึกนั้น ขอไปศึกษากฎหมายดูว่าหากเกิดกรณีใดจึงจะประกาศได้ แต่ขออย่าให้เกิดเหตุ สำหรับที่เกรงว่าวันที่ 5 เม.ย.จะเกิดจลาจลนั้น ขออย่าให้เกิด ซึ่งเรื่องนี้จะมาสมมุติไม่ได้
 
                      เมื่อถามถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่จับกุมนายเอกภพ เหลือรา หรือ ตั้ง อาชีวะ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ติดใจเพราะเดี๋ยวมันก็ติดคุกอยู่ดี เนื่องจากมีหมายศาลและหมายจับ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของตน เพราะการจับกุมเป็นหน้าที่ของตำรวจ ในส่วนของกองทัพ คือร้องทุกข์ แจ้งความ กล่าวโทษ ในฐานะของ รองผอ.รมน. มีหน้าที่บูรณาการ ประสานงาน มอบอำนาจในการสั่งการในลักษณะของใช้กำลัง เพื่อดูแลในลักษณะป้องกัน อย่านำทุกอย่างพันกัน ไม่เช่นนั้นจะแย่ไปกันหมด ถ้าตนพูดไปก็จะไปขัดแย้งกับคนอื่นๆ จิตปรารถนาของตนคือให้ทุกอย่างลดระดับลง ทหารจะได้ทำงานได้สะดวกขึ้น ประชาชนก็ลดแรงกดดันลง ขอร้องว่าอย่าพยายามเร่งอุณหภูมิให้มากนัก ประชาชนไม่รู้เรื่องด้วย สู้กันแล้วได้อะไรขึ้นมา เพราะยังไม่รู้เลยว่าสู้เพื่อใคร เราต้องให้ประเทศชาติไปได้ และขอให้เป็นบทเรียน ครั้งหน้าจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก ครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย
 
 
'ประยุทธ์' ฉุนถามตั้ง 'วลิต' นั่งมทภ.4 ไม่เหมาะตรงไหน
 
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวอย่างมีอารมณ์ถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้ง พล.ท.วลิต โรจนภักดี แม่ทัพน้อยที่ 1 ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ว่า ตนถามว่าท่านเป็นอย่างไร และเป็นอะไร ท่านมีข้อบกพร่องตรงไหน หรือไม่เหมาะสมตรงไหน ที่ถามกันแบบนี้จึงทำให้เป็นปัญหา สื่อติดใจเขาตรงไหน
 
                      ส่วนที่มีการมองว่าเป็นการข้ามห้วยนั้น อยากถามว่าข้ามห้วยอย่างไร ถ้าแบบนั้นต่อไป คนที่อยู่กองทัพภาคไหนก็อยู่ตรงนั้นไม่ต้องย้ายเข้ามากองทัพ ที่ผ่านมาคนที่เป็นแม่ทัพภาคอื่น ไม่เฉพาะแม่ทัพภาคที่ 1 ก็เคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกได้ ถ้าต่อไปคนที่กองทัพภาคไหนก็อยู่กองทัพภาคนั้นต่อไปจนเกษียณก็แล้วกัน ต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นมาในระดับตำแหน่งที่สูงกว่าแม่ทัพภาค และแม่ทัพภาคเองก็ต้องมีการหมุนเวียน ซึ่งใครจะเป็นแม่ทัพภาคไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทัพภาคนั้น จะได้แก้ไขปัญหาที่พูดกันนักว่า ผบ.ทบ.มีแต่บูรพาพยัคฆ์ ในเมื่อมีแค่นี้ถึงเวลาก็ต้องโตขึ้นมา เวลาทหารกรุงเทพฯ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ท่านไม่เห็นพูดกันเลย แต่เมื่อมีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และตนขึ้นมาเป็นผบ.ทบ. ก็วิจารณ์ว่าเป็น บูรพาพยัคฆ์ ทั้งที่ผบ.ทบ.มีถึง 37 คน ซึ่งเป็นไปไม่ได้
 
 
'ประยุทธ์' วอนอย่าละเมิดศาลตัดสินคดี 'ยิ่งลักษณ์' ย้ำทหารเลือกนายไม่ได้
 
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะชี้มูลความผิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ในโครงการรับจำนำข้าว ว่า พวกเราทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เรื่องอื่นก็ไปว่ากัน ตนยังไม่ทราบว่าใครผิด หรือใครถูก ขอให้เป็นดุลยพินิจของกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นอย่าไปละเมิด ถ้าไปกล่าวอ้างกันทุกวันก็จะขาดความเชื่อถือไปทั้งหมด ทำไมไม่สร้างความเชื่อถือให้กระบวนการยุติธรรม เพราะคือสิ่งที่ชี้วัดได้ ไม่ใช่ตัดสินด้วยความรู้สึก ซึ่งผู้ที่ถือกฎหมายถ้าทำผิดก็ถูกฟ้องร้องได้ ศาลก็ต้องระมัดระวัง ซึ่งขณะนี้ก็ระมัดระวังตัวอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าไปละเมิดศาล
 
                      เมื่อถามว่า ถ้านายกรัฐมนตรีคนต่อไป ไม่ใช่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กองทัพจะเปลี่ยนบทบาทหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กองทัพต้องอยู่ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล ไม่สามารถเลือกใครก็ได้ ตนสอนลูกน้องเสมอว่า การเป็นทหารไม่สามารถเลือกผู้บังคับบัญชาได้ เพราะมากันคนละระบบ ถ้าในระบบของกองทัพบกจะต้องมีการตรวจสอบ เช่นเดียวกับฝ่ายบริหารที่มีการตรวจสอบ เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกัน ใครจะเป็นอะไรก็เป็นไป เราเอนไปข้างไหนไม่ได้ เพราะความชอบเป็นเรื่องส่วนตัว เหมือนกับการเลือกตั้ง ถ้าชอบใครก็เลือกคนนั้น ดังนั้นจึงอยากให้มีสติ และขอให้เลือกกันให้ดี
 
 
'กรมพลาธิการ' ครบ 122 ปี ผบ.ทบ.ชื่นชมช่วยหนุนภารกิจบรรลุเป้าหมาย
 
 
                      เมื่อเวลา 06.30 น. ที่กรมพลาธิการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในวันสถาปนากรมพลาธิการ ครบ 122 ปี โดยมี พล.ท.สิริศักดิ์ วรเจริญ เจ้ากรมพลาธิการให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พล.ต.ต. ธนายุตม์ วุฒิจรัญธำรงค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรีโดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวให้โอวาทกำลังพล ตอนหนึ่งว่า ขอชื่นชมกำลังพลทุกท่านที่ทุ่มเท เสียสละปฎิบัติหน้าที่สนับสนุนภารกิจของกองทัพบกอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานด้านบริการ ส่งกำลังบำรุงสิ่งอุปกรณ์สายพลาธิการ การวิจัยการพัฒนาสิ่งอุปกรณ์ที่ล้วนเป็นปัจจัยทำให้การปฎิบัติหน้าที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง บรรลุเป้าหมายด้วยความเรียบร้อย สร้างภาพลักษณ์ให้กองทัพบกในเรื่องความน่าเชื่อถือ ไว้วางใจพร้อมอยู่เคียงข้างประชาชนทุกโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่ประสบภัยพิบัติ ขอให้รักษาอุดมการณ์มาตรฐานในการทำงานที่มุ่งประโยชน์ของกองทัพบกและส่วนรวมเป็นสำคัญ พร้อมให้ระลึกอยู่เสมอว่ากองทัพบกคือหลักประกันความมั่นคงของชาติ ทุกคนต้องร่วมมือกันปฎิบัติหน้าที่เต็มกำลังเพื่อชาติ พระมหากษัตริย์และประชาชน
 
                      พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการปรับโครงสร้างของกองทัพบกนั้นจำเป็นต้องหมุนเวียน บรรจุ แก้ไขโครงสร้างที่มีในปัจจุบันให้เกิดความทันสมัยเพื่อรองรับภัยคุกคามในอนาคต รวมถึงปัญหาด้านบุคคลากร อย่างไรก็ตามกองทัพบกจะไม่ทำให้กำลังพลและครอบครัวเดือดร้อน โดยจะดำเนินการอย่างดีที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานในยุคใหม่ เพราะเราต้องเป็นกองทัพที่ทันสมัยในอาเซียน หากยังมีการใช้จ่ายงบประมาณด้านบุคลากรสูงจะทำให้การพัฒนาด้านอื่นลดลงจนไม่สามารถทำอะไรได้ แต่เหตุผลและความจำเป็นยังต้องคงกำลังทหารไว้เนื่องจากว่าเราทำภารกิจหลายประการด้วยกัน แต่ขอให้ภูมิใจในการทำงานแม้บางครั้งจะไม่ใช่งานของทหาร แต่ถือเป็นความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ประชาชน พร้อมวางตัวเองอยู่ในบทบาทที่เหมาะสม เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด นำพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัย