
ยกฟ้องอุ้มฆ่า'มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่'สัมพันธ์สูญ
ยกฟ้องอุ้มฆ่า'มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่' สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯยังสูญเปล่า : รายงาน
ฉับพลันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ, พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และ จ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง โดยให้พ้นจากความในคดีร่วมกันอุ้มฆ่านายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย พระญาติกษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 เชื่อว่าในความรู้สึกของกลุ่มญาตินายมูฮัมหมัดที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมารับฟังคำพิพากษาที่ยาวนานกว่า 24 ปี คงอยู่ในสถานการณ์หวานอมขมกลืนอย่างบอกไม่ถูก แต่ขณะเดียวกันในฟากของจำเลยทั้ง 5 สถานการณ์คงเหมือนกับยกภูเขาออกจากอกเช่นกัน
คดีนี้ศาลได้พิเคราะห์ว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ในฐานะโจทก์ร่วม ได้รื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาใหม่ เนื่องจากได้พยานหลักฐานจากการเบิกความเพิ่มเติมของ พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก และยังมี "หัวแหวนรูปพระจันทร์เสี้ยว" ซึ่งอ้างว่าเป็นแหวนประจำตระกูลของนายอัลรูไวลี่ เป็นวัตถุพยานหนึ่ง แต่ในชั้นสืบพยาน โจทก์กลับไม่ได้นำตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย เข้าเบิกความ เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยได้มีโอกาสถามค้าน โดยโจทก์อ้างเพียงว่า ได้ส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 มาให้ศาลแล้ว
อีกทั้งเมื่อศาลพิจารณาถึงพยานหลักฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแหวน หรือคำบันทึกถ้อยคำของ พ.ต.ท.สุวิชชัย ที่ระบุว่า ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ที่จำเลยอุ้มนายอัลรูไวลี่ไปที่โรงแรมฉิมพลี ย่านคลองตัน กลับพบว่าหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดไม่มีพยานยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น และมีอยู่จริงหรือไม่ จึงถือเป็นข้อพิรุธไม่น่าเชื่อถือ และเมื่อคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์มีโทษถึงประหารชีวิต พยานหลักฐานโจทก์จำเป็นต้องชัดแจ้งและหนักแน่นมั่นคง จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าได้กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
ทันทีหลังจากศาลมีคำพิพากษา คณะอุปทูตของซาอุดีอาระเบีย พร้อมด้วย นายอาทิก อัลรูไวลี่ น้องชายของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ และทนายความ เปิดแถลงข่าวว่า ไม่รู้สึกแปลกใจในคำตัดสินของศาลไทยในคดีดังกล่าวแต่อย่างใด โดยเฉพาะนายอาทิก อัลรูไวลี่ ถึงกับหลุดปากว่า รู้สึกผิดหวังคำพิพากษามาก พร้อมยืนยันจะรวมพยานหลักฐานทั้งหมดยื่นต่ออัยการให้อุทธรณ์คดีภายใน 30 วัน
การแถลงข่าวที่เกิดขึ้น ทางอุปทูตซาอุฯ ตั้งข้อสงสัยที่เปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้คิดสองประเด็น คือ ทางอุปทูตซาอุฯ ย้ำว่า รู้สึกไม่สบายใจที่คดีนี้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาก่อนมีการตัดสินคดีไม่นานอย่างฉับพลัน ส่วนเรื่องที่ 2 อุปทูตซาอุได้ตอกย้ำประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ ที่เชื่อว่าเข้าขั้นตรีทูตแน่นอน
ทั้งนี้ ในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษานั้น หากมองอย่างเป็นธรรมด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยากจะหาคำมาอธิบายให้ฝ่ายผู้เสียหายเข้าใจได้ในแง่ของความรูสึก เพราะหากเป็นตัวเรา หรือใครก็ตาม คงอดจะสงสัยในเรื่องนี้ไม่ได้ว่า ทำไมต้องมาเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาในช่วงเวลาสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ นายธงชัย เสนามนตรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ออกมาชี้แจงว่า ผู้พิพากษาที่เป็นเจ้าของสำนวนเดิมที่นั่งพิจารณาคดีมาตั้งแต่ปี 2554 มีเรื่องถูกตั้งกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราวขัดระเบียบ และบังเอิญทางคณะกรรมการตุลาการมาสั่งพักราชการในเดือนมกราคม 2557 ช่วงที่อยู่ระหว่างทำคำพิพากษาพอดี จึงต้องให้รองอธิบดีศาลอาญาไปเป็นองค์คณะและทำคำพิพากษาร่วมกับผู้พิพากษาอีกท่านที่เป็นเจ้าของสำนวนอยู่เดิม พร้อมยืนยันว่า การเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาดังกฎหมายมีกฎหมายรองรับ ไม่มีอะไรที่จะเป็นข้อสงสัย
แต่สิ่งหนึ่งต้องไม่ลืม ก่อนหน้านี้ข่าวการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาเริ่มมีออกมาตั้งแต่กลุ่มญาติของนายอัลรูไวลี่ เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อร่วมฟังคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งกลุ่มญาติของนายอัลรูไวลี่พยายามสอบถามเรื่องดังกล่าว แต่เป็นกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่ออกมายืนยันว่า การเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น ซึ่งการออกมาพูดเช่นนี้ ย่อมทำให้ไทยไม่อาจหนีพ้นข้อกังขาในเรื่องความเชื่อมั่น ประกอบกับคำพิพากษาที่ออกมา ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ทางฝ่ายซาอุดีอาระเบียไม่อาจวางใจในกระบวนการยุติธรรม แม้ความเป็นจริง ศาลไทยจะตัดสินตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็ตาม
มาถึงเรื่องประเด็นความสัมพันธ์ของไทยกับซาอุฯ ต้องยอมรับว่า หลังจากเกิดคดีเพรชซาอุฯ มาตั้งแต่ปี 2532 ความสัมพันธ์ไทยกับซาอุฯ เป็นแบบลุ่มๆ ดอนๆ มาตลอด ถึงขนาดที่ "กษัตริย์ไฟซาล และรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย" ยืนยันด้วยท่าทีอันแข็งกร้าวว่า หากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดในดคีอุ้มฆ่าอุปทูตซาอุดีอาระเบียมาลงโทษ อย่าหวังว่าความสัมพันธ์ไทยกับซาอุฯ จะกลับไปเหมือนเดิม หลังจากทางการซาอุฯ ได้ตัดความสัมพันธ์ทุกๆ ด้านที่เกี่ยวโยงกับไทยมาถึงทุกวันนี้ ทำให้ตลอดเวลา 20 กว่าปี ไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเป็นคู่ค้าทางธุรกิจกับซาอุดีอาระเบียมากมายในทุกๆ ด้าน
จากคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 5 ในคดีอุ้มฆ่านายมูฮัมหมัด อัลรูไวลี่ นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ยิ่งดูจะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ของสองประเทศให้ย่ำแย่ไปกว่าเดิม และคงไม่ต่างอะไรกับเส้นคู่ขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกันอีก แม้ว่าคำพิพากษาในคราวนี้ ศาลจะใช้ข้อกฎหมาย และพยานหลักฐานพิเคราะห์ตามหลักข้อเท็จจริงภายใต้ธรรมนูญอย่างเคร่งครัด ซึ่งทางซาอุฯ ไม่อาจก้าวล่วงการพิจารณาของศาลไทยได้ แต่ในความเป็นจริงคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กว่า 25 ปี สิ่งที่ทางการซาอุดีอาระเบียรอคอยมาอย่างยาวนาน ยังคงล่องลอย และไม่ได้รับการชำระสะสางความจริงอย่างที่ควรจะเป็น...ซึ่งตรงนี้ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ร้อยปีก็ตาม...?
...............................
(หมายเหตุ : ยกฟ้องอุ้มฆ่า'มูฮัมหมัด อัลรูไวลี่' สัมพันธ์ไทย-ซาอุฯยังสูญเปล่า : รายงาน)



