ข่าว

การระบาดของแฟชั่นแยกเอกราช (2)

การระบาดของแฟชั่นแยกเอกราช (2)

02 เม.ย. 2557

นอกบ้านผ่านเมือง : การระบาดของแฟชั่นแยกเอกราช (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                         กระแสการเคลื่อนไหวหมายแยกตัวเป็นอิสระยังได้ระบาดไปที่แคนาดา เมื่อชาวเมืองควิเบกที่พูดแต่ภาษาฝรั่งเศสเตรียมการจะลงประชามติในวันที่ 7 เมษายนนี้ ว่าต้องการแยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่ เนื่องจากไม่เคยรู้สึกว่าเป็นเนื้อเดียวกันกับแคนาดาซึ่งส่วนใหญ่พูดแต่ภาษาอังกฤษ
 
                         ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2538 ชาวเมืองควิเบกเคยจัดลงประชามติว่าจะแยกตัวเป็นเอกราชหรือไม่ แต่แพ้เสียงของกลุ่มต่อต้านการแยกประเทศอย่างฉิวเฉียดแค่เปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้น การลงประชามติครั้งที่ 2 นี้จึงได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าผลจะเป็นเช่นใด ขณะที่กลุ่มชาวพื้นเมืองดั้งเดิมกว่า 600 ชนเผ่าที่รับการยอมรับจากรัฐบาลก็พยายามหาทางออกที่สวยงามด้วยการเสนอว่าควิเบกสามารถตัดสินอนาคตของตัวเองได้ในแง่ของวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และการพัฒนา แต่ไม่สามารถอ้างอำนาจการปกครองตัวเองบนพื้นที่ของชนเผ่าพื้นเมืองได้
 
                         ส่วนที่แดนผู้ดีอังกฤษ ซึ่งเผชิญกับปัญหาชาวไอร์แลนด์ เวลส์ และสกอตแลนด์พยายามจะแยกตัวออกไปมาช้านาน ทั้งด้วยวิธีรุนแรงหรือด้วยการต่อรองทางการเมือง ก็กำลังจะมีการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ว่าสกอตแลนด์อยากจะเป็นเอกราชหรือไม่ในวันที่ 18 กันยายนนี้ จากการสำรวจความเห็นล่าสุดจัดทำโดยสถาบัน “ไอซีเอ็ม” พบว่า จำนวนผู้ที่สนับสนุนการแยกตัวเพิ่มมากขึ้นอีก 2 เปอร์เซ็นต์ เป็น 39 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่จำนวนผู้คัดค้านลดลงเหลือแค่ 46 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยสูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์
 
                         ร้อนถึงรัฐบาลในกรุงลอนดอนต้องพยายามแทรกแซงเต็มที่  ถึงขั้นขู่ว่าหากแยกตัวจริง สกอตแลนด์ก็ไม่มีสิทธิจะใช้เงินปอนด์สเตอร์ลิงเป็นสกุลเงินประจำชาติ อังกฤษก็จะขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้สกอตแลนด์เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) และองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ
 
                         แดนมะกะโรนีอิตาลีเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่กำลังเผชิญกับแฟชั่นสุดฮิตทางการเมืองดังกล่าว เมื่อผลการสำรวจความเห็นชาวเมืองเวนิส เมืองเอกของแคว้นเวเนโต ผ่านเว็บไซต์ plebiscito.eu พบว่ามีมากถึง 89 เปอร์เซ็นต์สนับสนุนการแยกตัวตั้งเป็นสาธารณรัฐเวเนโตขึ้นมาใหม่ เพราะต้องการย้อนกลับไปสู่ความรุ่งเรืองเหมือนในช่วงศตวรรษที่ 7 ที่เวนิสเคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม การค้าและเศรษฐกิจก่อนตกอยู่ใต้การปกครองของพระเจ้านโปเลียนเมื่อปี 2340 ประกอบกับสุดแสนเบื่อหน่ายกับการทุจริตฉ้อฉลที่ฝังรากลึกไปทั่วทุกวงการจนไม่สามารถขุดรากถอนโคนให้หมดสิ้นไปได้
 
                         แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงให้เหตุผลเดิมๆ ว่าความพยายามดังกล่าวถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ
 
 
 
---------------------
 
(นอกบ้านผ่านเมือง : การระบาดของแฟชั่นแยกเอกราช (2) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)