
'ปชป.'แนะ'รบ.'ปลดเงื่อนไข5ข้อ
31 มี.ค. 2557
'ปชป.' แนะ 'รัฐบาล' ปลดเงื่อนไข 5 ข้อ เว้นวรรคเลือกตั้ง 4-6 เดือน วอนทหารจับตา 'นปช.' ชุมนุม 5 เม.ย. หวั่นนำเข้าชายชุดดำจากปท.เพื่อนบ้านก่อเหตุรุนแรง
31 มี.ค.57 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการเลือกตั้ง ส.ว.ที่ปรากฏว่าผู้ได้รับเลือกมีความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมืองว่า มีประเด็นที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งร้อยละ 42 มีผู้กาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนนร้อยละ 12 ประมาณ 2 ล้านคะแนน และมีบัตรเสียอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งสะท้อนว่าประชาชนเบื่อหน่ายกระบวนการทางการเมือง จึงไม่พร้อมที่จะแสดงตนในฐานะเจ้าของประเทศ เพราะเกิดวิกฤตศรัทธาต่อระบบการเมือง การเลือกตั้งจึงไม่สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนอย่างแท้จริง ถึงเวลาที่ฝ่ายการเมืองต้องยอมรับว่าเกิดวิกฤตต่อฝ่ายการเมืองอย่างรุนแรง แม้ว่าการเลือกตั้ง ส.ว.จะไม่มีความรุนแรงแต่มีประชาชนเกินกว่าครึ่งหนึ่งไม่ใช้สิทธิและมีจำนวนมากที่จะไม่ไว้วางใจ ที่จะลงคะแนนให้กับผู้ใด
ดังนั้น จึงถึงเวลาที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องพิจารณาทบทวนว่าอะไรเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนปฏิเสธการเลือกตั้ง เพราะหากปล่อยไปเช่นนี้ตนเชื่อว่าการเลือกตั้ง ส.ส.ที่พยายามจะยัดเยียดให้สังคมไทยในขณะนี้จะเกิดปัญหาตามมา จึงควรแก้ปัญหาก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง
พรรคขอเสนอ 5 ประการให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง หากพรรคเพื่อไทยยอมรับจะแก้วิกฤตศรัทธาระหว่างประชาชนกับนักการเมืองได้ไม่มากก็น้อย คือ 1. นักการเมืองต้องแสดงให้เห็นว่าอยู่ภายใต้กฎหมาย เคารพกระบวนการยุติธรรม ศาล และองค์กรอิสระ รวมทั้งศาลตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ทันที โดยไม่ต้องแก้กฎหมายหรือรอการปฏิรูป เพียงแค่หยุดวิจารณ์องค์กรอิสระ ศาล ที่ทำตามหน้าที่ แต่ถ้าน.ส.ยิ่งลักษณ์เอาเปรียบประชาชนมีพฤติกรรมอยู่เหนือกฎหมาย หลีกหนีการตรวจสอบ เชื่อประชาชนไม่ให้โอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก
2. ต้องยุติการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากโครงการทุจริตจำนำข้าวที่ชาวนาถูกโกงและยังไม่สามารถปิดบัญชีได้โดยมีการขาดทุนปีละไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนล้าน ปัญหาการสวมสิทธิ ข้าวเน่า ต้องเร่งแก้ไขให้ประชาชนมั่นใจก่อนกลับไปเลือกตั้งว่าจะไม่ได้นักการเมืองที่ออกนโยบายประชานิยมเข้่ามาโกง โดยต้องร่วมมือกับป.ป.ช.สาวให้ถึงตัวคนผิดมาลงโทษก่อนเลือกตั้งใหม่
3. น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องประกาศยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ เพราะประเทศไทยเหมือนมิคสัญญีพกอาวุธสงครามโดยไม่ถูกดำเนินคดี แม้แต่การจับกุมการ์ด กวป.หน้า ป.ป.ช.ก็ไม่มีการสาวถึงผู้บงการ รวมถึงแนวร่วมของนายโกตี๋และระเบิดที่มีนบุรี. ซึ่งสะท้อนถึงการจัดตั้งที่จะก่อเหตุรุนแรงอย่างเป็นระบบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องจัดการสร้างบรรยากาศความปลอดภัยกลับมาสู่สังคมไทย แต่ถ้ายังให้ท้ายคนเหล่านี้นอกจากการเลือกตั้งไม่เกิดแล้วจะเกิดสงครามกลางเมืองแทน
4. ต้องหยุดให้เจ้าหน้าที่รัฐเลือกปฏิบัติ โดยต้องสั่งการให้มีการปฏิบัติหน้าที่กับประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ใช่ดำเนินคดีเฉพาะฝั่งตรงข้ามรัฐบาล แต่คดีที่กระทำต่อประชาชนไม่มีความคืบหน้า เพราะหากยังเลือกปฏิบัติประชาชนจะปฏิเสธการใช้อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม
และ 5. ประชาชนต้องมีความมั่นใจว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงนั้น ไม่ว่าใครจะได้เป็นเสียงข้างมากเป็นรัฐบาลต้องไม่มีรัฐบาลที่ลุแก่อำนาจนำอำนาจประชาชนไปใช้ในทางที่ผิดทำลายระบบนิติรัฐ นิติธรรม เช่น การออกกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิดให้คนโกง
ทั้งนี้หากมีการพูดคุยทั้ง 5 ประเด็นนี้อย่างชัดเจนจะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้ แต่ถ้ายังไม่มีแนวทางแก้ปัญหาโดยพฤติกรรมไม่เปลี่ยนแปลงก็เห็นว่าการเลือกตั้งที่นางสาวยิ่งลักษณ์อยากเห็นคงเกิดยาก ทั้งนี้พรรคพร้อมให้ความร่วมมือโดยขอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป 4-6 เดือน เพื่อหารือถึงกระบวนการที่จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งครั้งใหม่
“พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะกำหนดการเลือกตั้งเมื่อไหร่ แต่ถ้าเดินแบบนี้การเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นหรือถ้าเกิดก็อาจโมฆะอีก จึงขอให้เพื่อไทยยอมรับความจริงว่ามีวิกฤตแล้วมาร่วมมือกันแก้ไข หากสามารถทำให้ประชาชนวางใจในห้าประการที่พรรคเสนอก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้ แต่ถ้าไม่ทำประชาชนก็จะไม่ยอมรับและขัดขวางการเลือกตั้ง เพราะพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาที่ปลายเหตุแต่ไม่สำนึกต้นเหตุว่าวิกฤตเกิดจากการบริหารของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ จึงต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่โทษคนอื่น” นายชวนนท์ กล่าว
ส่วนการระดมคนเสื้อแดงชุมนุมใหญ่ในวันที่ 5 เมษายน 2557 นั้น นายชวนนท์ กล่าวว่า เป็นการสังหารประชาธิปไตยเดินหน้าเผด็จการยิ่งลักษณ์ด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญใช้กองกำลังส่วนตัวมาจัดการกับประชาชนที่ต่อต้าน โดยตนเกรงว่าจะมีการแฝงตัวก่อความรุนแรงและโยนความผิดให้ผู้อื่นจึงขอให้ทหารจับตาการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะคนเสื้อแดงที่มักจะมีการแฝงตัวของชายชุดดำที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมปฏิบัติการสร้างความรุนแรงกับทั้งคนเสื้อแดงและ กปปส. จึงขอให้เจ้าหน้าที่ติดตามป้องกันเหตุความสูญเสียในช่วงห้าวันอันตรายนี้
'องอาจ' อัด 'ยิ่งลักษณ์' หวังดิสเครดิต 'ป.ป.ช.'
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไม่ไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ในข้อกล่าวหาทุจริตจำนำข้าว ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ร้องเรื่องนี้ต่อป.ป.ช.มากว่าหนึ่งปีแต่ไม่เคยเห็นน.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงต่อสาธารณะว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว แต่หลังจาก ป.ป.ช.สอบสวนจนพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จึงเชิญไปรับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจง โดยวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องชี้แจงเพราะ ป.ป.ช.ไม่อนุญาติให้เลื่อนอีก
ที่ผ่านมาน.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เคยชี้แจงในประเด็นสำคัญคือ ทำไมไม่สั่งให้หยุดโครงการนี้ทั้งที่มีอำนาจและ ป.ป.ช.แจ้งไปยังรัฐบาลแล้วว่าโครงการนี้จะเปิดช่องทุจริต แต่กลับกล่าวหาป.ป.ช.ว่าเป็นคู่กรณีกับรัฐบาลทั้งที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร
นายองอาจ กล่าวว่า สิ่งที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำมาตลอดคือเจตนาสร้างความเข้าใจผิดว่าป.ป.ช.ไม่ให้ความเป็นธรรม กล่าวหาว่าสองมาตรฐานไม่เป็นกลาง ทั้งที่ข้อกล่าวหาต่อนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นป.ป.ช.ได้ชี้แจงอย่างกระจ่างชัดแล้ว แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะยังพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างภาพให้ ป.ป.ช.เป็นผู้ร้ายในสายตาของประชาชน ทั้งที่ทำหน้าที่ในฐานะองค์กรอิสระตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น
นายองอาจ กล่าวว่า มี 3 ประเด็นที่น.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามใส่ร้าย ป.ป.ช.คือ 1.กล่าวหาว่า ป.ป.ช.เร่งรีบในการสรุปคดีทั้งที่มีการดำเนินการมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน โดยนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก ได้ร้องต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2555 จากนั้น ป.ป.ช.มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกระทั่งพบว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต จึงมีการแจ้งข้อกล่าวหา ดังนั้นระยะเวลาที่ใช้ในการไต่สวนเรื่องนี้ไม่ได้มีการเร่งรัดตามที่มีการกล่าวอ้าง และเป็นเรื่องที่รัฐบาลทราบอยู่แล้ว สามารถชี้แจงได้แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ
2.พยายามกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยหรือกลุ่มคนของพรรคไปร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี มีปัญหาเรื่องประกันรายได้แต่ไม่มีความคืบหน้าจาก ป.ป.ช.ทั้งที่ความจริงสาเหตุที่ยังไม่คืบหน้าเพราะผู้ร้องคือพรรคเพื่อไทยไม่มีข้อมูลหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ ในขณะที่ป.ป.ช.พยายามขอหลักฐานไปยังรัฐบาลยิ่งลักษณ์แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ไม่ส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบ เมื่อไม่ได้รับข้อมูล ป.ป.ช.จึงไม่สามารถหาข้อยุติในเรื่องนี้ได้ จึงเห็นว่าเป็นการร้องลอยๆ เพื่อเป็นข่าวมากกว่า จะเอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งมีการกระทำลักษณะนี้จำนวนมาก ตรงกันข้ามกับกรณีโกงจำนำข้าวที่มีข้อมูลหลักฐานชัดเจนถึงการกระทำความผิดที่ป.ป.ช.สามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ จึงถือว่าสองประเด็นนี้ต่างกัน
3.กล่าวหาว่า ป.ป.ช.ไม่ตั้งอนุกรรมการสอบสวนก่อนแต่ให้ ป.ป.ช.ชุดใหญ่พิจารณา ซึ่ง ป.ป.ช.ชี้แจงแล้วว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงจะเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในการดำเนินการที่จะพิจารณาเรื่องนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องตั้งอนุกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการพยายามกล่าวหาว่า ป.ป.ช.ดำเนินการไม่ให้ความเป็นธรรม สองมาตรฐานหรือไม่เป็นกลางจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
นายองอาจ กล่าวว่า อยากถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ตลอดระยะเวลาของการตรวจสอบตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2555 จนถึงปัจจุบัน เหตุใดไม่มีการชี้แจงมีแต่เน้นที่จะกล่าวหา ป.ป.ช.ว่าไม่ให้ความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งตนขอเรียกร้องให้กล้าที่จะสู้ความจริงหากมั่นใจว่าไม่ได้ทำผิด ในฐานะเป็นนายกฯ และประธาน กขช.ได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างถูกต้องอย่างไร ไม่ได้เข้าไปมีส่วนในการดำเนินการโครงการนี้มีเหตุแห่งการทุจริตอย่างไร หากมั่นใจว่าบริสุทธิ์ต้องชี้แจงต่อสาธารณชนให้เป็นที่ประจักษ์มากกว่าออกมากล่าวหา ป.ป.ช.แต่เพียงอย่างเดียว หากยังกล่าวหาอย่างเดียวเท่ากับนายกฯไม่สามารถชี้แจงต่อสาธารณชนได้และรู้ว่าคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช.อาจชี้ว่ามีความผิดจึงพยายามทำลายน้ำหนักการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.มากกว่าที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง
'องอาจ' จี้ 'นายกฯ' เอาจริงคดีจับอาวุธสงคราม
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการจับกุมอาวุธสงครามที่อาจเกี่ยวข้องกับความรุนแรงใน 2 กรณี คือ การจับกุมคลังแสงขนาดย่อมบริเวณที่ชุมนุมหน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของกลุ่ม กวป.และการตรวจสอบพบระเบิดไปป์บอมบ์ 9 ลูก ที่บ้านเช่าของผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ซอยราษฎร์อุทิศ มีนบุรี ว่า การจับกุมอาวุธสงคราม 2 กรณีนี้ต้องให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สามารถดำเนินการจับกุมได้และอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเอาจริงเอาจังกับคดีความที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกรณีนี้
โดยเฉพาะกรณีไปป์บอมบ์นั้นน่าจะเป็นจุดที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพราะมีข้อมูลชี้ว่าเรื่องนี้มีความพยายามที่จะตัดตอนให้เป็นเรื่องของความคึกคะนองของวัยรุ่นในพื้นที่ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเนื้อหาของคดีแล้วพบว่าน่าจะไม่ใช่เรื่องคึกคะนองของวัยรุ่นแต่เชื่อมโยงกับการสะสมระเบิดเพื่อก่อความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองใน กทม. เพราะฉะนั้นจึงขอเรียกร้องว่าทั้งสองคดีนี้เป็นคดีตัวอย่างที่จะสืบไปยังผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ให้คดีถูกตัดตอน มิเช่นนั้นจะเป็นแบบอย่างให้มีการสะสมอาวุธอีกต่อไป
ดังนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเอาจริงเอาจังแล้ว นายกรัฐมนตรี ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจเข้ามาตัดตอนในคดีนี้ และต้องแสดงออกต่อสาธารณะถึงความพยายามที่จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ด้วย เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการจับอาวุธสงครามทั้งสองกรณี นางสาวยิ่งลักษณ์ยังไม่ได้แสดงความเอาจริงเอาจังที่จะดำเนินการเรื่องนี้
"ต้องถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ อยากเห็นความรุนแรงในบ้านเมืองใช่หรือไม่ หากไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงจะต้องแสดงออกว่าจะดำเนินการอย่างจริงจังกับสองคดีสำคัญนี้" นายองอาจ กล่าว



