ข่าว

ภราดร:งานมั่นคงสำคัญ'ต้องไว้วางใจกัน'

ภราดร:งานมั่นคงสำคัญ'ต้องไว้วางใจกัน'

28 มี.ค. 2557

ภราดร:งานความมั่นคงสำคัญสุด 'ต้องไว้วางใจกัน' : สัมภาษณ์พิเศษ โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง, อนพัทย์ ดีช่วย สำนักข่าวเนชั่น

             ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา ในการคืนตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้แก่ "ถวิล เปลี่ยนศรี" ตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. ซึ่งต้องถูกโยกไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าวเนชั่น

            ไปทำงานที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและจะทำงานกับนายถวิล เปลี่ยนศรี ได้หรือไม่

             งานด้านนี้ เมื่อคุณถวิลทำงานก็จะเสนอขึ้นมา ถ้าเรื่องไหนบริหารจัดการได้ในหน่วยงานก็ว่ากันไป แต่ถ้าเรื่องไหนที่ต้องปฏิบัติคำสั่งของนายกฯ หรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายกับทางรัฐบาล เมื่อไปถึงรัฐบาลเขาก็จะให้ผมกลั่นกรอง ดูแลให้ ทั้งงานด้านสายการข่าว ด้านความมั่นคงและสายทหาร ผมจะดูในภาพรวมให้ เพื่อเสนอแนะและกลั่นกรองให้นายกฯ อีกครั้ง

             เราก็ทำงานกับคุณถวิลได้ไม่มีปัญหาอะไร คือถ้าเอางานเป็นตัวตั้งเราก็ต้องทำได้ เพราะทุกคนผ่านประสบการณ์ในการเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับล่าง มีทั้งเผชิญหน้า ไม่เผชิญหน้า ทุกคนต้องยึดภารกิจเป็นตัวตั้ง ฉะนั้นไม่ใช่ปัญหาของเรา สุดท้ายก็อยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาลที่จะรับไปดำเนินการแนวทางไหนก็เป็นเรื่องของรัฐบาล

            จนถึงตอนนี้ได้พูดคุยกับคุณถวิลบ้างหรือยังนับตั้งแต่คุณถวิลยื่นขอความเป็นธรรมจนเป็นคดี

             ไม่มีการพูดคุยเลยครับ เพราะเราถือว่าเราเคารพในสิทธิ์ของเขา เราก็ทำงานตามหน้าที่ของเรา หลังจากมีกระบวนการตามมติคณะรัฐมนตรีแล้ว จากนี้จะผ่าน กกต.กลับมาท่านนายกฯ ก็นำขึ้นกราบบังคมทูล เมื่อมีพระบรมราชโองการเมื่อไรจะก็จะพ้นหน้าที่ ก็จะส่งมอบนหน้าที่กันไป

            คุณถวิลตอนที่เป็นที่ปรึกษานายกฯ ก็ขึ้นเวที กปปส. แล้วท่านไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ จะไปขึ้นเวทีชุมนุมของกลุ่มไหนหรือไม่

             ไม่ขึ้น เพราะต้องตระหนักตลอดเวลา เพราะถ้าดูในเวที กปปส.ก็ไม่มีข้าราชการคนไหนไปขึ้นเลย ยกเว้นคุณถวิล แต่ในสมมุติฐานข้าราชการระดับ 11 มีความเห็นต่างจากรัฐบาลบ้างหรือไม่ก็คงมี แต่ทุกคนรู้ว่าเป็นข้าราชการ ฉะนั้นต้องสวมหมวกสองใบ เป็นพลเรือนก็จริง แต่ต้องดูความเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อหาที่คุณไปขึ้น ถ้าเป็นเนื้อหาเชิงขัดแย้งกับรัฐบาลตรงนี้ต้องระวัง แต่ถ้าเป็นเนื้อหาจากการสิทธิเสรีภาพตามปกติมันก็โอเค

             แต่ความเป็นข้าราชการมีกรอบอันหนึ่งเป็นหมวกสองใบ ดังนั้นเราเป็นข้าราชการก็ต้องตระหนักตลอด เพราะแกนนำที่เป็นเจ้าของเวทีกลายเป็นคนประพฤติผิดกฎหมายไปแล้ว ถูกหมายจับไปแล้ว เราจะขึ้นเวทีโดยสิทธิเสรีภาพก็ตาม จะกลายเป็นว่าเราไปสนับสนุนเจ้าของเวทีไปแล้ว ดูเส้นแบ่งให้ดี ดุลพินิจมีความสำคัญ แต่เราก็เคารพสิทธิ์แต่ละคนในการใช้ดุลพินิจตรงนั้น แต่ต้องมีความระมัดระวัง เพราะสุ่มเสี่ยงที่เราจะผิด ตอนนี้ที่คุณถวิลขึ้นไปก็สุ่มเสี่ยงแล้ว เพราะอยู่ในเกณฑ์ของคนที่จะผิดกฎหมายอยู่แล้ว

            คุณถวิลอาจจะโดนสอยจากตำแหน่งในประเด็นที่ขึ้นเวทีกปปส.ใช่หรือไม่

             อันนี้ก็ไม่รู้ เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลที่จะพิจารณา ดังนั้นจึงมีสองประการที่จะผิดกฎหมายอาญาหรือไม่ หรือผิดเรื่องวินัยหรือไม่ แต่ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องดูแล ดีเอสไอก็ต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของเขา รัฐบาลก็ต้องดูเรื่องวินัย ซึ่งเป็นเรื่องของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมมนตรี

             แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เนื้อหา มันล่อแหลมมาก อย่าลืมว่าเจ้าของเวทีที่คุณไปยืนอยู่ใกล้นั้น เขาเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย ถูกหมายจับแล้ว คุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐนะ เหมือนผม ถ้าผมเจอท่านสุเทพซึ่งหน้า เราก็ต้องดู เพราะเรามีอีกหมวกในการทำหน้าที่ที่ ศอ.รส. เราเป็นเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ถ้าเราเจอคุณสุเทพก็ต้องจัดการ
คุณถวิลก็มีชื่ออยู่ใน 58 แกนนำของกปปส.ที่โดยหมายเรียก

             นี่คือสิ่งที่ล่อแหลมมาก ถ้ามีหมายเรียกก็ต้องถามว่า มารายงานตัวหรือยัง เพราะยังไงอัยการก็ต้องฟ้องอยู่แล้ว ดังนั้นกระบวนการจะสัมพันธ์กันหมด จึงเป็นดุลพินิจของคุณถวิล แต่เท่าที่ผมฟังแล้ว ก็คิดว่าคุณถวิลยังเดินตามทัศนะของท่านไป

             แต่มันก็เป็นจุดล่อแหลม ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความไว้วางใจกันและกัน งานความมั่นคงเราปฏิเสธไม่ได้ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งทุกคนมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน แต่จุดสุดท้ายที่ผู้บังคับบัญชาจะหยิบขึ้นมา และคนที่เป็นทหารและทำงานด้านความมั่นคงจะเข้าใจตรงจุดนี้ เหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.ทุกคนจะต้องเลือก ผบ.สันติบาลด้วยตัวเองทุกคนทุกสมัย ต้องมีการเปลี่ยน แต่ถ้าคนนั้นตรงใจอยู่แล้วก็จบ เหมือนผมถ้าเป็นเลขาฯ สมช.พอมีการเปลี่ยนรัฐบาล เราก็ต้องบอกท่านนายกฯ แล้วว่า ถ้าท่านไม่สบายหรือไม่สะดวกใจที่จะให้ผมนั่งตรงนี้ก็ไม่เป็นปัญหา ต้องออกตัวก่อน แต่ถ้าท่านพิจารณาจะใช้ผมต่อก็ไม่ขัดข้อง รวมทั้งศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(ศรภ.) ก็เหมือนกัน ผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุดก็ต้องเข้ามาเปลี่ยนทุกครั้ง เพื่อใช้คนที่คุ้นเคยกันมา

             ดังนั้นเราต้องไม่ทำให้ตัวเองเป็นอุปสรรคของหน่วยงานในการเชื่อมระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายประจำ เพราะบางครั้งเป็นแค่เราไม่เป็นไร แต่บางครั้งจะกระทบองค์กรด้วย แล้วมันไปต่อไม่ได้ พอไปไม่ได้เขาก็ไปใช้หน่วยงานอื่นแทน แต่ที่ผมทำงานอยู่ก็จะสะดวกอยู่นิดหนึ่ง เพราะ ผบ.สันติบาลก็เป็นเพื่อนกัน ผบ.ศรภ.ก็เป็นเพื่อนกัน
             เสนาธิการทหารบกก็เป็นเพื่อนกัน เสนาธิการทหารอากาศก็เพื่อนกัน ผบ.กองยุทธการก็เป็นเพื่อนกัน ปลัดกระทรวงกลาโหมก็เพื่อนเรา ฉะนั้นตรงนี้ก็ทำให้ทำงานง่าย ก็เป็นผลดีของเราในการประสานงาน และเป็นผลดีต่อรัฐบาลอีก

             คอนเนกชั่นตรงนี้ก็ทำให้เราพอไปได้ ก็ได้เปรียบในแง่การประชุมประชาคมข่าว แต่ในทางส่วนตัวก็มีอีกจากเพื่อนเราเหล่านั้น อย่างแม่ทัพภาค 1 แม่ทัพภาค 2 ก็เพื่อนผม ในส่วนแม่ทัพภาค 1 ผมเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 5 จนจบ ม.3 เรียนกวดวิชาและเข้าเตรียมทหารด้วยกัน รวมทั้งดอกเตอร์โจ ประธาน กสทช.ก็เพื่อนกัน เติบโตมาด้วยกัน ซึ่งเป็นคอนเนกชั่นที่เป็นประโยชน์ต่อองค์รวม แต่โดยหลักของทหารจะยอมรับได้เรื่องการโยกย้าย ถ้าทหารยอมรับไม่ได้ศาลปกครองจะเหนื่อยที่สุดเลยนะ

             ท่านถวิลก็ต้องเข้ามาทำงานตรงนี้ ซึ่งท่านก็เคยทำงานร่วมกัน แต่ในสถานการณ์ที่ท่านมีความเห็นต่าง ฉะนั้นก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน ดังนั้นในเทคนิคของการบริหารราชการก็ต้องมีเหมือนกัน ซึ่งรัฐบาลก็ต้องมีสูตรที่เขาต้องจัดการอยู่แล้ว

             แล้วงานความมั่นคงในศอ.รส.ในตำแหน่งโควตาของเลขาฯสมช.จะทำอย่างไร

             สถานะของเลขาฯ สมช.เป็นที่ปรึกษาของ ศอ.รส.อยู่ ก็ต้องเปลี่ยนไป ผมไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ พอพ้นจากเลขาฯ สมช.ก็จะถูกท่านเฉลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผอ.ศอ.รส.) แต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา ศอ.รส.ทำงานต่อไป ส่วนว่าสมช.จะส่งใครมาประชุม ศอ.รส.ก็แล้วแต่ว่า ผอ.ศอ.รส.จะเชิญใครมาประชุม อาจไม่ใช่เลขาฯ สมช.ก็ได้ เขาอาจจะตั้งผมให้ประสาน สมช.ให้หน่อยก็เป็นไปได้ ก็อยู่ที่ท่านเฉลิม

             มติครม.คืนตำแหน่งให้คุณถวิลก็ไม่กระทบกับงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลเลยใช่ไหม

             ใช่ เพราะหนึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาล สองรัฐบาลช่วงนี้ก็ไม่ได้มีอำนาจเต็มเต็มที่เหมือนรัฐบาลที่มีการเลือกตั้งแล้ว ตอนนี้ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเท่านั้นเอง งานตรงนี้จึงเป็นลักษณะงานปกติมากกว่า ไม่ได้เป็นงานเชิงนโยบายใหม่


--------------------------------

(หมายเหตุ : ภราดร:งานความมั่นคงสำคัญสุด 'ต้องไว้วางใจกัน'  : สัมภาษณ์พิเศษ โดยจีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง, อนพัทย์ ดีช่วย สำนักข่าวเนชั่น)