
'สุรพงษ์'ปัด'ตระกูลชิน'เว้นวรรคการเมือง
27 มี.ค. 2557
'สุรพงษ์' ออกโรงแจง 'ตระกูลชิน' เว้นวรรคการเมือง ซัดปล่อยข่าวหวังให้เกิดความเกลียดชัง ยันสมาชิกพรรคยังหนุน แนะปรับลดบังเกอร์พื้นที่ศก.
27 มี.ค.57 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะประธานที่ปรึกษาศอ.รส. กล่าวถึงกระแสข่าวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคนในตระกูลชินวัตร จะไม่ลงเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อเว้นวรรคทางการเมือง ว่า เป็นเพียงการปล่อยข่าว ปลุกกระแสให้เกิดความเกลียดชัง เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจรจาทางลับ เนื่องจากเสนออะไรขึ้นมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และกลุ่มกปปส.ก็ไม่เอา เนื่องจากกลัวพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งอีกครั้ง โดยตนอยากถามกลับ หากให้ตระกูลเทือกสุบรรณ-พร้อมพันธุ์ เว้นวรรคทางการเมืองทำได้หรือไม่ นอกจากนี้อยากให้คนไทยใช้สติคิดให้มากกว่านี้
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า นายกฯไม่ได้พูดดังกล่าว ซึ่งตนคิดว่าถ้า กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งขึ้นมาใหม่เมื่อไร หากนายกฯจะพักก็ต้องพิจารณาตัดสินอีกครั้งว่าผู้สมัครจะเป็นใครบ้าง ซึ่งต้องรอให้ได้วันเลือกตั้งที่แน่นอนก่อน อย่างไรก็ตาม นายกฯก็ต้องทำหน้าที่จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาจากการเลือกตั้ง การที่นายสุเทพบอกว่าจะให้นายกฯลาออก หรือจะให้องค์กรอิสระกล่าวหาครม.ทั้งคณะ อย่างการที่ส.ว.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยขบวนการเหล่านี้ควรหยุดได้แล้ว ถ้ากระบวนการขององค์กรอิสระไม่ให้ความเป็นธรรม คิดว่าประเทศไทยคงอยู่ได้ยาก
ส่วนกระแสข่าวให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทยเเทนนั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ตัดสิน โดยตอนนี้คนในพรรคก็พูดคุยถึงเรื่องนี้ และบอกว่าเป็นเพียงข่าวลือที่ปล่อยออกมา ทั้งนี้สมาชิกพรรคยังให้การสนับสนุน น.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นนายรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะเป็นที่รักของประชาชน โดยประชาชนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดให้ความเชื่อมั่นในการทำงาน 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำได้อย่างดี และพิสูจน์ได้ชัดถึงการยอมรับจากต่างชาติ โดยการเดินทางไปต่างประเทศกว่า 50 ประเทศ ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนนายสุเทพ ต้องตระหนักได้แล้วว่านายสุเทพ สร้างความเสียหายให้ประเทศและวันนี้ประเทศต้องการการแก้ไขสถานการณ์ ฟื้นการลงทุน ท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด
นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ต้องการขอเพิ่มบังเกอร์ และต้องการเข้าตรวจสอบพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่า ศอ.รสได้ให้พล.ต.อ.อดุลย์ เเสงสิงเเก้ว ผบ.ตร. ปรับเพิ่มลดกำลังพลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ หากสถานการณ์รุนแรงก็สามารถเพิ่มกำลังได้ตามความเหมาะสม โดยทหารมีอำนาจเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีอำนาจหน้าเทียบเท่ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเรื่องการปรับเพิ่มบังเกอร์ทำให้บ้านเมืองดูไม่เรียบร้อย สร้างความเสียหายให้การท่องเที่ยว ซึ่งภาคเอกชนหลายรายมีการขอปรับลดบังเกอร์บริเวณที่เป็นพื้นที่ธุรกิจ ทางทหารควรจะปรับย้ายไปในส่วนที่รั้วรอบขอบชิด
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามการเพิ่มบังเกอร์ไม่ได้มีผลใดๆ เพราะยังคงมีการยิงเอ็ม 79 ต่อเนื่องใส่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระ ,นปช. ,กปปส. ไม่มีใครรู้มือที่ 3 คือใคร โดยทางเจ้าหน้าที่พยายามดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดให้ได้ ตนไม่รู้ใครทำแต่อาจจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ส่วนกรณีที่กลุ่ม กวป.เข้ารื้อบังเกอร์ทหาร ที่บริเวณสำนักงานป.ป.ช. ทำให้ทหารเปลี่ยนแนวคิดมาใช้มอเตอร์ไซต์ลาดตะเวน ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี
'สุรพงษ์' รอคุย 'รมว.กต.อินโดฯ' ปมลูกเรือไทยฆ่าทหาร
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึง กรณีที่ลูกเรือ ส. นาฎยา 7 หรือเรือเคเอ็ม มุเทียร่า มินา-39 ก่อเหตุฆ่าทหารอินโดนีเซีย 2 นายแล้วโยนศพทิ้งบริเวณหมู่เกาะนาทูนา แถบทะเลใต้ใกล้น่านน้ำทะเลใต้ ว่า ขณะนี้ตนได้รับรายงานว่าได้จับกุมตัวลูกเรือที่กระทำความผิดได้แล้ว แต่จะให้ฝ่ายไหนดำเนินการทางกฎหมายต่อไประหว่างอินโดนีเซียหรือไทย อยู่ในระหว่างการตรวจสอบกฎหมายระหว่างประเทศ โดยในวันที่ 28 มี.ค.นี้ นายมาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย จะเดินทางมายังประเทศไทย ตนจะได้พูดคุยเรื่องนี้ต่อไป
'สุรพงษ์' เชื่อ 'สหรัฐ' ปรับอันดับรายงานค้ามนุษย์ไทยดีขึ้น
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่บช.ปส. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ แถลงถึงการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในประเทศไทย ว่า จากการที่ไทยถูกจัดอันดับรายงานการค้ามนุษย์ หรือเทียร์ (Tier Watch List) ซึ่งจัดอันดับโดยสหรัฐอเมริกา ให้อยู่ในระดับเทียร์ 2 มาเป็นเวลา 4 ปีเต็ม ถ้าถูกปรับเป็นเทียร์3 ประเทศไทยลำบากแน่นอน เพราะการค้าขายสิ่งทอ อาหารทะเล ที่เราส่งออกเป็นจำนวนมากจะได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เป็นสิ่งที่น่ายินดี ที่รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มงวด โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและมนุษย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ และตำรวจ ได้ดำเนินขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งหมด ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาเห็นว่าการดำเนินคดีของไทยเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ แรงงงานเถื่อนเป็นไปอย่างล่าช้า เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถจับกุมและลงโทษผู้กระทำความผิดได้ สำหรับปี 2557 จากที่เราได้ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยให้ฝ่ายตำรวจ จัดขึ้นเป็นกองปราบปรามการค้ามนุษย์ เหมือนกับกองปราบปรามยาเสพติด และได้ติดต่อกระทรวงยุติธรรมในการดำเนินคดี ให้แยกเป็นคดีแบบเดียวกับคดียาเสพติด เพื่อให้การดำเนินคดีในชั้นศาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเราได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายศาลยุติธรรมด้วย
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นปี 2557 เราได้รายงานไปถึงรมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตนได้ลงนามในวันนี้ (27 มี.ค.) โดยมีหัวข้อใหญ่ 5 หัวข้อ คือ 1. การดำเนินคดีและการบังคับใช้กฎหมาย ในปี 2556 มีคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น 674 คดี ฟ้องร้องผู้กระทำความผิดได้ 483 ราย โดยเมื่อเทียบกับปี 2555 เราฟ้องร้องผู้กระทำความผิดได้ 56 ราย นอกจากนี้เราได้ลงโทษผู้กระทำความผิดไป 225 ราย เทียบกับปี 2555 ที่มีทั้งหมด 49 ราย อีกทั้งปี 2556 มีการดำเนินคดีกับบริษัทจัดหางาน 15 บริษัท ซึ่งเราได้ถอนใบอนุญาต 2 บริษัทพักใบอนุญาต 4 บริษัท และดำเนินคดีอาญา 9 บริษัท นอกจากนั้นได้มีการดำเนินคดีกับนายหน้าเถื่อน 155 คดี ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคิดว่าทางสหรัฐจะพอใจ
2.รัฐบาลไทยได้ให้การช่วยเหลือผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์กว่า 600 คน เป็นเงินกว่า 6 ล้านบาท นอกจากนี้ในการป้องกัน เราได้ปรับปรุงและขยายการตรวจแรงงานให้ครอบคลุมพื้นที่และสาขาอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้น 3.สำหรับภาคการประมงซึ่งเป็นที่เพ่งเล็ง ได้มีการจัดตั้งศูนย์ประสานแรงงานประมงใน 7 จังหวัดเพื่อจัดระเบียบแรงงาน และตรวจแรงงานให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวด 4.นโยบายและกลไกของรัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณเป็นงบพิเศษกว่า 190 ล้านบาท เพื่อดำเนินกิจกรรมเชิงรุกด้านการป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ 5.ความร่วมมือกับภาคส่วนต่างประเทศ เราได้จัดทำเอ็มโอยู กับองค์กรภาคเอกชน ประชาสังคม และประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อร่วมมือป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และอยู่ในการเจรจาร่วมมือเอ็มโอยูกับอีกหลายประเทศ เช่น จีน มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรต ทั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนี้สหรัฐอเมริกาจะไม่ปรับอันดับให้ไทยลดไปอยู่ที่เทียร์3 เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ อย่างแน่นอน
'สุรพงษ์' เตือนผู้ประกอบการประมงไทยทำตามกม.
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่ลูกเรือ ส. นาฎยา 7 หรือเรือเคเอ็ม มุเทียร่า มินา-39 ก่อเหตุฆ่าทหารอินโดนีเซีย 2 นายแล้วโยนศพทิ้งบริเวณหมู่เกาะนาทูนา แถบทะเลใต้ใกล้น่านน้ำทะเลใต้ ว่า พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วยผบ.ตร. ได้รายงานให้ตนทราบว่า ลูกเรือทั้ง 12 คนมี 8 คนร่วมกระทำความผิด โดยหลังจากที่จับกุมเสร็จทางการอินโดนิเซียได้ติดต่อกับตำรวจชัดเจนว่าให้ดำเนินคดีต่างๆในประเทศไทยจนสิ้นสุด เมื่อเสร็จสิ้นแล้วตามกฎหมายระหว่างประเทศเรามีข้อตกลงในการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทยกับอินโดนิเซีย ถ้าอินโดนิเซียต้องการให้มีการโอนผู้ร้ายข้ามแดน เราก็ทำได้ตามคำขอ
นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขอเรียนผู้ประกอบการประมงว่า จากเหตุที่เกิดขึ้นทางรัฐบาลอินโดนิเซีย ไม่ได้ห้ามให้เรือประมงเข้าไปในน่านน้ำของอินโดนิเซีย เพียงแต่จะเข้มงวดกวดขันกับเรือประมงของไทย โดยในวันพรุ่งนี้ (28 มี.ค.) ตนจะหาพบปะหารือกับรมว.ต่างประเทศอินโดนิเซีย และรายงานถึงการดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิด และขอความอนุเคราะห์ในการให้ความสะดวกกับเรือประมงไทยในน่านน้ำอินโดนิเซีย โดยตนขอฝากไปถึงผู้ประกอบการธุรกิอประมงว่า การเดินทางไปน่านน้ำประเทศต่างๆ ขอให้เคารพกฎหมาย แรงงานต่างๆที่อยู่บนเรือควรเป็นแรงงานที่มีใบอนุญาตถูกต้อง และให้ความสะดวกในการตรวจสอบ



