
นานาสังวาส
นานาสังวาส : "จอกอ"จักร์กฤษ เพิ่มพูล
ข้อถกเถียงเรื่อง สื่อที่มีความแตกแยกทางความคิดกันอย่างสุดขั้ว จนกระทั่งมองเห็นสิ่งมีชีวิตอันเดียวกัน เป็นทั้ง “คุณดอกไม้” อันมีนัยสำคัญที่เข้าใจได้ และเห็นเป็นทั้ง “นารีขี่ม้าขาว” ในเวลาเดียวกัน เป็นเรื่องที่นักอุดมคติยอมรับไม่ค่อยได้ เพราะคิดว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ และเห็นว่าหากสื่อมองเห็นเหตุการณ์ความขัดแย้งในสังคมไปในทิศทางเดียวกัน ก็จะช่วยลดทอนความบาดหมางของคนในสังคมไทยไปได้บ้าง แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงหรือ ในบริบทของสังคมใหม่ที่ไม่ได้มีเพียงสื่อที่ทำมาหากินขายข่าวเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
ท่านผู้อาวุโสในสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติท่านหนึ่ง เสนอว่า ควรจะทำแบบสอบถามไปยังผู้บริโภคข่าวสารสักครั้งหนึ่งว่า พวกเขามองสื่อปัจจุบันอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ปรับตัวให้เข้ากับสังคม และสถานการณ์ที่เป็นจริง ผมแย้งว่า ไม่ต้องไปไกลถึงผู้บริโภคข่าวก็ได้ เพียงคนในวงการสื่อมวลชนเอง ก็ยังมองต่างกัน ถ้าเรายังปรับความคิดพื้นฐานให้เหมือนกันไม่ได้ เราก็จะมองภาพเดียวกัน ในความหมายและความเข้าใจที่แตกต่างกันร่ำไป ถ้าจะพูดว่า ภูมิทัศน์ของสื่อ หรือ Media Landscape เปลี่ยนไป ก็น่าจะใกล้เคียง และเป็นชุดคำอธิบายที่ทำให้มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างแยกแยะ ไม่วิตกจริตจนเกินไป
ทุกวันนี้ เราเหมารวมสื่อการเมือง เช่น บลูสกาย เอเชียอัพเดท และสื่อการเมืองในทีวีดาวเทียมหลายช่อง เป็นสื่อในความหมายทั่วไป คือต้องนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วน รอบด้าน ในขณะเดียวกันเราก็คาดหวังว่า สื่อรัฐ เช่น ช่อง 11 อสมท หรือกระทั่งช่อง 3 ภายใต้สัมปทาน อสมท ต้องทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับสื่ออาชีพทั้งหลาย ซึ่งในโลกของความเป็นจริงนั้น สื่อเหล่านี้รับใช้รัฐบาล ให้พื้นที่เกือบทั้งหมดในการโฆษณาชวนเชื่อให้แก่รัฐบาล เป็นกระบอกเสียงแก้ต่างให้รัฐบาล เพราะพวกเขาอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ที่จะให้คุณให้โทษได้
ประเด็นเรื่องสื่อการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า พวกเขาเป็นสื่อที่มุ่งตอบสนองผู้รับสารในฐานะสาธารณชน กลุ่มสังคม หรือ The audience as a public or social group กล่าวคือ กลุ่มการเมืองที่รวมตัวกันอยู่แล้วในฐานะของสมาชิกพรรคการเมือง หรือมีความสนใจในแนวทางการเมืองคล้ายกัน มีทัศนคติและอุดมการณ์คล้ายๆ กัน ดังนั้น เมื่อเรามองพวกเขาในฐานะของคนที่อยู่ตรงกลาง เราอาจพบว่าสื่อเหล่านี้มีอคติต่อบุคคล ต่อแนวทางที่ตรงกันข้าม แม้บางถ้อยคำเขาจะใช้เหมือนกัน เช่น การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เข้าใจและคิดถึงความหมายของประชาธิปไตยต่างกัน
และไม่มีทางที่พวกเขาจะคิดตรงกัน หรือเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เพราะอิทธิพลของผู้นำทางความคิดของทั้งสองฝ่ายนั้น มีสูงอย่างยิ่ง
ถ้าเรามองสื่อการเมืองเป็นสื่อเฉพาะทาง ที่มีเป้าหมาย มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน การเท่าทันและไม่หลงไปตามสื่อเหล่านั้น โดยมองเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของสังคม ที่ย่อมมีวิวัฒนาการไปตามสภาพแวดล้อม ก็อาจจะลดทอนความเครียด จากการฟัง และดูภาพ เสียงที่เราไม่พึงพอใจได้
และถ้าเราเข้าใจ นี่ก็เป็นนานาสังวาส แบบหนึ่ง ซึ่งเป็นภาษาในพระวินัย คือความต่างกันของศีล ความเห็น ข้อปฏิบัติ ต่างมีทิฐิอยู่ร่วมกันไม่ได้ ก็ให้มันเป็นไป
สื่อนั้นผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคสมัย เริ่มจากสื่อดั้งเดิม คือหนังสือพิมพ์ เป็นเครื่องมือทางการเมืองของผู้มีอำนาจ ในห้วงระยะเวลาการช่วงชิงอำนาจระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลสฤษดิ์มี หนังสือพิมพ์ ไทรายวัน และสารเสรี เป็นสื่อในสังกัด พล.ต.อ.เผ่า ใช้หนังสือพิมพ์ 2500 และชาวไทย ต่อสู้ ในขณะที่ก็ยังมีหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวตรงไปตรงมา ตามวิชาชีพ เช่น พิมพ์ไทย และสยามนิกร
เรื่องราวเหล่านี้ เปลี่ยนไปในรูปแบบ แต่เนื้อหาไม่ได้เปลี่ยนมากนัก อำนาจรัฐยังมีอิทธิพลเหนือสื่อเอกชน โดยการถือครองหุ้นผ่านตัวแทน การให้เงินสนับสนุนผ่านงบโฆษณา และกิจกรรมทางการตลาด
การทำงานที่มุ่งต่อเป้าหมายเชิงอุดมการณ์นั้น กลายเป็นมายาคติ ที่ผู้คนเข้าใจผิด และยังหลงคาดหวังว่า สื่อต้องทำหน้าที่อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา แม้ความจริงนี้จะยังมีอยู่ แต่ก็มีอยู่อย่างบางเบามาก
คิด เป็น เห็น ต่าง เป็นเรื่องนานาสังวาส
คิดได้แล้วจะเป็นสุข



