
ส.ว.ส่งสัญญาณเตือน"ไม่ใช่ตรายาง
58 ต่อ 33 เป็นคะแนนเสียงที่วุฒิสภาแหกโผ คว่ำร่าง พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2552 หรือเข้าใจง่ายๆ คือ การขึ้นภาษีน้ำมัน
นับเป็นครั้งแรกที่วุฒิสภาแสดงนัยให้รัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เห็นว่าวุฒิสภาไม่ใช่เป็นหมูในอวยที่รัฐบาลจะให้ตีตราผ่านกฎหมายอย่างไรก็ได้
ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นวุฒิสภาเอื้ออาทร "รัฐบาลชุดนี้" ก็ไม่ใช่ที่รัฐบาลจะจูงจมูกได้ง่ายๆ
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาบริหารประเทศท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจที่รุมเร้า ไร้เงินงบประมาณที่จะบริหารประเทศ จึงใช้วิธีการขึ้นภาษี ออก พ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศจำนวน 8 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่รัฐบาลจะ "รีด" เงินเข้าคลัง
การคว่ำ พ.ร.ก.ภาษีน้ำมัน ไม่ได้เกิดจากการล็อบบี้ของ ส.ว.กลุ่มต่างๆ แต่เป็นการ "เห็นตรงกัน" ว่ารัฐบาลมุ่งที่จะ "รีดเลือดกับปู" ผลักภาระ ซ้ำเติมประชาชน แทนที่จะใช้วิธีการหารายได้อย่างอื่น โดยไม่กล้าแตะต้องผลประโยชน์ของบริษัทเอกชน ที่ทำกำไรจากค่าการตลาดนับแสนล้านบาท ซึ่งต้องยอมรับว่า การเก็บภาษีน้ำมันกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อม และที่สำคัญการชำแหละข้อเท็จจริงของ ส.ว.ที่เปิดให้ประชาชนรู้ ขณะที่รัฐมนตรีที่รัฐบาลเองส่งมาชี้แจงก็ไม่ให้ความกระจ่าง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ส่ง พ.ร.ก.และร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อให้ ส.ว.เห็นชอบในระยะเวลาเพียง 1 วัน ถือเป็นการรวบรัด สร้างความอึดอัด ไม่พอใจให้แก่ ส.ว.หลายคน
ทำให้การอภิปรายซัดไปที่ความไม่ชัดเจนของแผนงานรายละเอียดของโครงการ การใช้จ่ายงบประมาณ และมองว่าร่าง พ.ร.บ.กู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบพิจารณา ซึ่งสามารถตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ได้
จึงกลายเป็น "แรงผนึก" ของ ส.ว.หลายกลุ่ม โดยเฉพาะ ส.ว.ที่เป็นอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ ที่มองด้วยความกังวลใจถึงการตั้งเงินนอกงบประมาณมหาศาลโดยเฉพาะปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถสลัดภาพที่พรรคร่วมจ้องงาบหัวคิวในโครงการต่างๆ ที่ต่างผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ทำให้วุฒิสภามีแนวโน้มจะ "คว่ำ" พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านซ้ำอีกฉบับ
ร้อนถึง "นายกฯ" ที่ไปเยือนประเทศสิงคโปร์ อยู่ไม่เป็นสุข ต้องเช็กข่าวแบบนาทีต่อนาที เพราะหวั่นเหตุการณ์ซ้ำสองภายในวันเดียวกัน จึงระดมรัฐมนตรีวิ่งล็อบบี้แกนนำวุฒิสภาแบบฝุ่นตลบ เพื่อโน้มน้าวให้วุฒิสภาอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน
แต่ก็ยังไม่วางใจ จึงรีบ "บินด่วน" กลับมาชี้แจงด้วยตนเอง โดยตัดโปรแกรม ”มื้อค่ำ” สำคัญทิ้ง
เมื่อมาถึง ”นายกฯ อภิสิทธิ์” ก็ชักแม่น้ำทั้งห้าถึงความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องออก พ.ร.ก.เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ พร้อมทั้งอ้อนสมาชิกขอโอกาสรัฐบาลทำงาน และรับปากจะใช้เงินทุกเม็ดให้เกิดประโยชน์ รวมทั้งเปิดให้ตรวจสอบเต็มที่
“ไม่ว่าโครงการใด ใครมาหากินกับการทำให้ไทยเข้มแข็งก็จะตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีใครอยากจบชีวิตการเมืองแบบนี้ วันนี้จึงมาขอโอกาส จริงอยู่ หากไม่ผ่าน แม้รัฐธรรมนูญจะให้สภามาอนุมัติภายหลังได้ แต่จะกลายเป็นสัญญาณที่สำคัญ ซึ่งต่างประเทศจับตาอยู่ หากหยุดจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหรือไม่ สัญญาณตรงนี้จึงสำคัญ ความห่วงใยทุกเรื่องของสมาชิก ผมก็ห่วงและเชิญชวนให้มาร่วมขจัด และเดินไปข้างหน้าให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งในวันข้างหน้า ขอความกรุณาให้สมาชิกให้ความเห็นชอบด้วย”
นี่คือ คำอ้อนของนายอภิสิทธิ์กลางสภา ทำให้สถานการณ์จากอยู่ในสภาวะที่ก้ำกึ่งว่าจะ ”คว่ำ” หรือ "ไม่คว่ำ” พ.ร.ก. คลี่คลายลง ในที่สุดก็ยอมให้อนุมัติ พ.ร.ก.ด้วยเสียงฉิวเฉียด
แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องกลับไปทบทวนอย่างหนักคือ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่วุฒิสภายังไม่ยอมพิจารณา เพราะประธานวุฒิสภาชิงปิดสภาไปก่อน
จึงเป็นสัญญาณและบทเรียนที่รัฐบาลต้อง "ทบทวน" ว่า ไม่อาจมองข้าม "สภาสูง" ที่คิดว่าส่งกฎหมายฉบับใดขึ้นไป ก็จะต้องได้รับการประทับตราทุกครั้งไป
ประภาศรี โอสถานนท์



