
ปริศนาตังเกฆ่าทหารอินโดฯจับตา'ส่วยข้ามชาติ'100ล.
ปริศนาตังเกฆ่าทหารอินโดฯ จับตา'ส่วยข้ามชาติ'100ล. : สมชาย สามารถ, พันธรัตน์ รัตนพันธ์รายงาน
ปมปริศนา "ตังเกไทย" บนเรือ "นาฏยา 7" จาก จ.สงขลา ก่อคดีสังหารทหารเรืออินโดนีเซียเสียชีวิต 2 นาย ยังคงมีเงื่อนงำที่น่าติดตาม ท่ามกลางความกังวลของทางการไทย ซึ่งส่อเค้าเกิดความปริร้าวในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้
พลิกแฟ้มคดีนี้พบว่า เรือประมงของไทยชื่อ "นาฏยา 7" ได้ออกเรือจากท่าเรือ จ.สงขลา ไปหาปลาครั้งแรกในน่านน้ำอินโดนีเซีย เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2556 โดยมีนายโอภาส เจริญพร เป็นไต้ก๋ง ซึ่งทั้งหมดออกไปจับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซียไม่เคยเดินทางกลับมาเลย
กระทั่ง เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 8 มีนาคม 2557 ขณะเรือประมงอยู่ในน่านน้ำอินโดนีเซีย ปรากฏว่ามีทหารอินโดนีเซียแต่งชุดลายพรางจำนวนหนึ่ง ใช้เรือไม้ลำเล็กแบบของชาวบ้านเข้ามาเทียบเรือประมงลำดังกล่าว พร้อมสั่งกู้อวนและขอตรวจสอบเอกสาร ก่อนบังคับควบคุมให้ลูกเรือประมงเข้าฝั่ง
ทั้งนี้ ช่วงกำลังขับเรือเข้าฝั่งปรากฏว่า ทหารทั้ง 2 นายยังอยู่บนเรือนาฏยา 7 ส่วนเรือเล็กของทหารก็ขับตีคู่ไปกับเรือประมงของไทย โดยระหว่างทางทหาร 1 นาย เข้าไปนอนดูทีวีในห้องจนเผลอหลับในห้องไต้ก๋ง ส่วนทหารอีกคนยืนกอดปืนยาวอยู่หน้าห้องไต้ก๋ง ขณะเกิดเหตุนายแดง ขันธ์มณี เริ่มขับเรือประมงหนีห่างจากเรือของทหารอินโดนีเซีย ช่วงแรกไต้ก๋งเรือกับพวก รุมทำร้ายทหารคนที่อยู่หน้าห้องก่อน โดยมีนายเปรม ไม่ทราบนามสกุล ใช้ค้อนทุบศีรษะ ส่วนลูกเรือคนอื่นก็รุมทำร้ายก่อนโยนศพทิ้งทะเล
หลังจากนั้น มีการลากทหารคนที่นอนหลับอยู่ในห้องมาที่เก๋งเรือ ก่อนลงมือทุบด้วยค้อนที่ศีรษะและตามตัว ก่อนจับโยนทิ้งลงทะเล หลังเกิดเหตุเรือทหารลำเล็กก็ไม่สามารถขับไล่ทันได้อีก
เช้าวันใหม่ ปรากฏว่า เรือนาฏยา 7 ที่ก่อเหตุ ก็หนีไปพบกับเรือ ส.ทองมา 3 ในน่านน้ำอินโดนีเซีย จากนั้นนายเปรมที่ลงมือก่อเหตุจึงหลบหนีไปอยู่กับเรือ ส.ทองมา 3 โดยเอาปืนยาวของทหารติดตัวไปด้วย 1 กระบอก ส่วนเรือลำที่ก่อเหตุลูกเรือก็หนีกลับมาขึ้นฝั่งที่ จ.สงขลา ในเวลาต่อมา
สำหรับเรือนาฏยา 7 จดทะเบียนเป็นเรือประมงไทยกับกรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เมื่อ 17 พฤษภาคม 2547 ใบอนุญาตเรือเลขที่ 3209-01732 เขียนสัญลักษณ์ข้างเรือว่า "mutia mina" ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเข้าไปทำประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย
จากการสอบสวนพบว่า ลูกเรือลำที่ก่อเหตุและตกเป็นผู้ต้องสงสัยมีทั้งหมด 14 คน ได้แก่ นายสุธี คีรีภพ อายุ 40 ปี นายสมหมาย จงปลูกกลาง อายุ 45 ปี นายสุนทร สุวรรณประภา อายุ 37 ปี นายสุริวงศ์ เชื้อหอม อายุ 36 ปี นายธงชัย สอนจันทร์ อายุ 35 ปี นายจิรศักดิ์ ฉิมพลี อายุ 38 ปี นายสอและ ปันดีกา อายุ 36 ปี นายลำเพียร คันธี อายุ 42 ปี นายนัดดา คุ้มเอียด อายุ 40 ปี นายสมชาย ปังกระโทก อายุ 33 ปี นายอร่ามรัตน์ ทองประภา นายแดง ขันธ์มณี นายชุม ยอดวงษา และ นายโอภาส เจริญพร อายุ 47 ปี เป็นไต๋เรือ
จนถึงขณะนี้ควบคุมตัวไว้ได้แล้วจำนวน 2 คน โดยถูกกันไว้เป็นพยานแล้ว
เรื่องนี้แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการประมงในน่านน้ำอินโดนีเซียรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ได้ตั้งข้อสังเกตชนวนเหตุ คือ ไต้ก๋งเรือเคยติดคุกในอินโดนีเซียมาแล้ว จึงรู้ว่าการติดคุกอินโดนีเซียมันทรมาน การที่ทหารเรืออินโดฯ อยู่บนเรือนาน 4-5 ชั่วโมง เขาก็เลยคิดว่าคงจะเคลียร์เรื่องเงินใต้โต๊ะไม่ได้ จึงตัดสินใจก่อเหตุ
นอกจากนั้น อีกประเด็นคือ ลูกเรือประมงอาจจะโดนทำร้ายก่อน เพราะบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่อินโดฯ เข้าตรวจค้นเรือประมงไทยแล้วเรือประมงไทยขับหนี เมื่อจับได้ไล่ทันก็จะทำร้าย ด้วยการใช้อาวุธปืนตีเพื่อระบายความโกรธแค้น ดังนั้น การทำประมงนอกเขตสัมปทานและเอกสารเรือไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ไต้ก๋งมั่นใจว่าหากถูกจับต้องถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน และอาจจะต้องติดคุกอีกครั้ง ขณะเดียวกันไต้ก๋งก็ไม่สามารถติดต่อกับนายหน้าผู้ให้สัมปทาน ทั้งในอินโดฯ และไทยเพื่อเคลียร์เรื่องให้ จึงเกิดความกดดันมากขึ้น
แหล่งข่าวยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า การเข้าตรวจเรือประมงลำที่เกิดเหตุครั้งนี้ของทหารอินโดนีเซีย ก็มีพิรุธในแง่ของการปฏิบัติ เพราะทุกครั้งการเข้าตรวจสอบจะต้องใช้เรือของทางราชการ แต่ครั้งนี้ใช้เรือประมงเล็กของชาวบ้าน ซึ่งมองได้ 2 ประเด็น เพื่อไม่ให้เรือประมงรู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ หรือต้องการเรียกผลประโยชน์เข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่เอง
"การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการทุกรายต้องจ่ายประจำอยู่แล้วทุกเดือน เดือนละประมาณ 10 ล้านบาท (จ่ายให้เจ้าหน้าที่ประมาณเดือนละ 150,000 บาทต่อลำ) ตรงนี้เป็นรายจ่ายประจำที่ทุกคนต้องจ่ายไม่สามารถหลีกเลี่ยง และไม่เกี่ยวกับค่าสัมปทานต่างหาก ยังไม่รวมกับจ่ายไม่ประจำ หมายถึงเข้าตรวจตามจังหวะโอกาส เหมือนกับครั้งนี้ก็จัดอยู่ประเภทเป็นรายจ่ายไม่ประจำหากสามารถเคลียร์กันได้ในวันเกิดเหตุ"
เรื่องราวเหล่านี้แหล่งข่าวรายเดิมย้ำว่า แม้เรือจะสัมปทานถูกต้อง แต่ก็อาจจะมีอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ เช่น จำนวนลูกเรือไม่ตรงกับจำนวนที่แจ้ง สัญชาติลูกเรือ ขนาดของอวน
"พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนตำรวจตรวจจับรถจักรยานยนต์ มันต้องมีสักอย่างที่ไม่ถูกต้อง เช่น คนขับมีใบขับขี่ถูกต้อง มีทะเบียนถูกต้อง แต่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพรถ ไม่ใส่กระจกมองข้าง ก็มีความผิด เป็นต้น ก็มีความผิดไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง" แหล่งข่าวผู้คร่ำหวอดวงการนี้บอก
แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ผู้ประกอบการเรือประมงไทยยังต้องการทำประมงในน่านน้ำอินโดนีเซีย แม้จะต้องจ่ายผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ มีเหตุผลเดียวคือ ประเทศอินโดนีเซีย คือแหล่งทำประมงที่มีทรัพยากรมากที่สุดในเวลานี้ ฉะนั้นแม้จะต้องจ่ายทั้งบนโต๊ะ ใต้โต๊ะ แต่เมื่อบวกลบคูณหารแล้วยังคุ้มค่ากับการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้ระดับรัฐบาลไม่ได้เข้ามาดูแล ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องดิ้นรนกันเอง เพราะปลาในน่านน้ำของไทยไม่มีให้จับแล้ว จะหันไปทางประเทศพม่าค่าสัมปทานก็แพงมาก เมื่อเทียบกับอินโดนีเซีย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องทำ และยอมจ่ายผลประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรม เพื่อแลกกับการเข้าไปทำประมง
------------------------------------------
(หมายเหตุ : ปริศนาตังเกฆ่าทหารอินโดฯ จับตา'ส่วยข้ามชาติ'100ล. : สมชาย สามารถ, พันธรัตน์ รัตนพันธ์รายงาน)



